ทนายความ การให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่ดีที่สุดใน จตุจักร

แบ่งปันความต้องการของคุณกับเรา รับการติดต่อจากสำนักงานกฎหมาย

ฟรี ใช้เวลา 2 นาที

Office Counselors Ltd.
จตุจักร, ประเทศไทย

ก่อตั้งเมื่อ 1999
English
Office Counselors Ltd. is a commercial law firm based in Bangkok, Thailand, established under Na Bangxang Law Group. The firm positions its work around litigation, intellectual property, real estate, and corporate law, serving domestic and international clients with a practice oriented to complex,...
ตามที่เห็นใน

ภาพรวมการให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาในจตุจักรที่พบบ่อย

การให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาในจตุจักรโดยมากเกี่ยวข้องกับการทำสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ (license) และการโอน/จดทะเบียนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และแบบผังภูมิของวงจรรวม ทั้งด้านการกำหนดขอบเขตการใช้ ผลตอบแทน เงื่อนไขคุณภาพ และการดูแลความลับทางการค้า

ในทางปฏิบัติ ฝั่งผู้ประกอบการในพื้นที่จตุจักรมีทั้งธุรกิจค้าปลีก แบรนด์สินค้า และการจ้างผู้ผลิตหรือรับจ้างทำของ จึงมักเกิดคำถามว่าใครเป็นเจ้าของผลงาน ใครมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้า และสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างครอบคลุมการโอนสิทธิหรือไม่

อีกประเด็นที่พบเสมอคือการตรวจสอบสถานะสิทธิในทางทะเบียนก่อนเซ็นสัญญา เช่น เครื่องหมายการค้ามีการคัดค้านหรือถูกเพิกถอนแล้วหรือไม่ และมีภาระผูกพัน เช่น การออกใบอนุญาตก่อนหน้าหรือการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและค่าเสียหายภายหลัง

ทำไมอาจต้องใช้ทนายความด้านการให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา

1) ทำสัญญาอนุญาตใช้เครื่องหมายการค้า แต่กำหนดขอบเขตสินค้าและคุณภาพไม่ชัด ส่งผลให้คู่สัญญาใช้เกินขอบเขตหรือเกิดข้อพิพาทเรื่องมาตรฐานสินค้า

2) จ้างผลิตสินค้า/ออกแบบบรรจุภัณฑ์ แล้วไม่แน่ใจว่า “ผู้ว่าจ้างหรือผู้รับจ้าง” เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิในงานออกแบบ ทำให้การต่อยอดขายและการโฆษณาติดปัญหา

3) รับโอนหรือซื้อแบรนด์หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา แต่ไม่ตรวจสอบทะเบียนและประวัติการเปลี่ยนแปลงสิทธิ ส่งผลให้ต้องเจรจาแก้ไขสัญญา หรือถูกโต้แย้งสิทธิในภายหลัง

4) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี/สูตร/ข้อมูลทางการค้า และต้องทำข้อตกลงรักษาความลับหรือข้อตกลงการใช้ข้อมูลภายหลังหมดสัญญา

5) ทำข้อตกลงร่วมพัฒนา (R&D) หรือร่วมทำการตลาด แต่ไม่กำหนดว่าใครเป็นเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ ผลการพัฒนา และสิทธิในการยื่นขอคุ้มครอง ส่งผลให้การยื่นจดล่าช้าหรือโต้แย้งเจ้าของสิทธิ

6) ถูกคู่แข่งอ้างสิทธิในเครื่องหมายการค้า/ลิขสิทธิ์และเรียกร้องค่าเสียหาย ส่งผลให้ต้องประเมินความเสี่ยง ยื่นโต้แย้ง และจัดทำคำตอบเพื่อคุมทิศทางข้อพิพาท

กฎหมายท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องภาพรวม (ประเทศไทย)

ในประเทศไทย การให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลักหลายฉบับ โดยตัวที่ใช้บ่อย ได้แก่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (มีการแก้ไขหลายครั้งและใช้มาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน) ซึ่งกำหนดหลักเรื่องเจ้าของงาน ประเภทผลงาน และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ

ด้านสิทธิในสิทธิบัตรและแบบผังภูมิของวงจรรวม ใช้ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร และ พระราชบัญญัติคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการขอคุ้มครอง อายุสิทธิ และผลของการโอนหรือการอนุญาตใช้สิทธิ

ส่วนเครื่องหมายการค้าใช้ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ซึ่งกำหนดหลักการจดทะเบียน การคัดค้าน การเพิกถอน และผลผูกพันทางทะเบียนต่อการทำธุรกรรมการให้สิทธิ

คำถามที่พบบ่อย

ทำสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ ต้องทำเป็นหนังสือเสมอหรือไม่?

ในทางปฏิบัติ การทำสัญญาอนุญาตใช้สิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญามักต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกำหนดขอบเขตสิทธิ เงื่อนไขค่าตอบแทน และวิธีแก้ไขข้อพิพาท โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าหรือสิทธิที่มีผลผูกพันทางทะเบียน

ทนายมักใช้แนวทาง “ทำครบและชัด” เพื่อให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้หากเกิดข้อพิพาทเรื่องการละเมิดหรือการคำนวณค่าลิขสิทธิ์

สัญญาโอนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ต้องไปจดทะเบียนด้วยหรือไม่?

บางสิทธิเมื่อมีการโอนมักต้องดำเนินการให้ปรากฏในทางทะเบียนตามประเภทสิทธิ เช่น เครื่องหมายการค้าที่ต้องยื่นคำขอโอนและมีผลเมื่อดำเนินการตามขั้นตอนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

รายละเอียดขึ้นกับชนิดของทรัพย์สินทางปัญญา จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขของกฎหมายและสถานะสิทธิในทะเบียนก่อนทำสัญญา

ถ้าแบรนด์ยังไม่จดเครื่องหมายการค้า สามารถทำใบอนุญาตได้ไหม?

โดยทั่วไป การให้สิทธิจะมีความชัดเจนเมื่อมีสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองหรืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนจดทะเบียนแล้ว แต่การให้สิทธิในระหว่างยังไม่จดอาจต้องระบุอย่างระมัดระวังถึงขอบเขตความคาดหวังและความเสี่ยง

ควรทำการตรวจค้นและประเมินความเสี่ยงการถูกปฏิเสธหรือถูกคัดค้านก่อนลงทุนตามสัญญา

ค่าลิขสิทธิ์หรือค่าตอบแทนควรกำหนดแบบไหนถึงจะลดข้อพิพาท?

แนวทางที่ช่วยลดข้อพิพาทคือระบุฐานการคำนวณที่ชัดเจน เช่น ร้อยละยอดขายหรือจำนวนหน่วย และกำหนดรอบการชำระ การตรวจสอบเอกสาร และภาษีที่เกี่ยวข้อง

ควรมีบทเรื่องการรายงานและสิทธิในการตรวจสอบบัญชี รวมถึงการเยียวยาหากรายงานไม่ถูกต้อง

ต้องกำหนดมาตรฐานคุณภาพในการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้าหรือไม่?

โดยเฉพาะกรณีเครื่องหมายการค้า การกำหนดมาตรฐานคุณภาพและการควบคุมคุณภาพเป็นประเด็นสำคัญเพื่อป้องกันการทำให้เครื่องหมายเสียชื่อ และลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

สัญญาที่ดีควรมีสิทธิในการตรวจสอบ การจัดการกรณีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และผลของการผิดเงื่อนไข

สัญญาจ้างทำของด้านงานออกแบบหรือแพ็กเกจจิ้ง ต้องระบุเรื่องลิขสิทธิ์อย่างไร?

ควรระบุว่าใครเป็นผู้สร้างสรรค์งาน ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และมีการโอนหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างไร รวมถึงขอบเขตการใช้ เช่น ใช้เพื่อการค้าในประเทศหรือทั่วโลก

หากไม่กำหนดชัด อาจเกิดข้อพิพาทว่าเจ้าของงานคือใครและใช้ต่อยอดได้หรือไม่

ทำข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) ควรแนบกับสัญญาให้สิทธิหรือไม่?

มักควรทำร่วมกันหรืออย่างน้อยกำหนดกลไกการใช้ข้อมูลลับในสัญญาหลัก เพราะการให้สิทธิหลายประเภทต้องใช้ข้อมูลภายใน เช่น สูตร วิธีการ หรือฐานข้อมูลลูกค้า

ควรกำหนดระยะเวลาความลับ ขอบเขตการใช้ และข้อกำหนดเมื่อสิ้นสุดสัญญา เช่น การคืนหรือทำลายข้อมูล

ไทม์ไลน์โดยทั่วไปในการจดทะเบียนการโอนหรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิใช้เวลานานแค่ไหน?

ไทม์ไลน์ขึ้นกับประเภทคำขอ สถานะเอกสาร และภาระงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยบางกรณีอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงมากกว่าหนึ่งปี

ทนายมักช่วยเตรียมเอกสารให้ครบ ลดโอกาสถูกแก้ไขเพิ่มเติม และวางแผน “เริ่มใช้งานภายใต้เงื่อนไข” จนกว่าการจดทะเบียนจะเสร็จ

หากคู่สัญญาผิดสัญญา ใช้ช่องทางระงับข้อพิพาทแบบไหนได้บ้าง?

สัญญาอาจกำหนดขั้นตอนการเจรจา การไกล่เกลี่ย และกำหนดเขตอำนาจศาลหรือวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่กฎหมายอนุญาต

การกำหนดล่วงหน้าช่วยให้ดำเนินการได้รวดเร็ว ลดความไม่แน่นอนในสถานการณ์ข้อพิพาท

การให้สิทธิใช้สิทธิเหนือเทคโนโลยี ต้องมีเงื่อนไขการพัฒนาหรือปรับปรุงอย่างไร?

หากเป็นการอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีหรือกระบวนการ ควรกำหนดว่า “เวอร์ชันใหม่” หรือการปรับปรุงอยู่ภายใต้สิทธิเดิมหรือไม่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบการอัปเดต

ควรระบุขอบเขตการใช้งานกับผลิตภัณฑ์ปลายทางและข้อห้ามไม่ให้ดัดแปลงเกินกว่าที่ตกลง

ควรตรวจค้นทรัพย์สินทางปัญญาก่อนเซ็นสัญญาหรือไม่?

ควรตรวจค้นเกือบทุกกรณี เพราะความเสี่ยงสำคัญคือการทำสัญญาทับซ้อนกับใบอนุญาตเดิม หรือสิทธิถูกคัดค้าน/ถูกเพิกถอน

การตรวจค้นช่วยกำหนดเงื่อนไขในสัญญา เช่น เงื่อนไขบังคับให้ยุติหรือชดเชย หากสถานะสิทธิไม่เป็นไปตามที่รับรอง

มีข้อแตกต่างอย่างไรระหว่าง “อนุญาตใช้สิทธิ” กับ “โอนสิทธิ”?

การอนุญาตใช้สิทธิทำให้ผู้รับอนุญาตมีสิทธิใช้ตามขอบเขต แต่ผู้อนุญาตยังคงความเป็นเจ้าของตามกฎหมาย ในขณะที่การโอนสิทธิทำให้ความเป็นเจ้าของเปลี่ยนมือ

ผลต่อการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย การควบคุมคุณภาพ และภาระผูกพันทางทะเบียนแตกต่างกัน จึงต้องเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ

แหล่งข้อมูลทางการในประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา (กระทรวงพาณิชย์) - หน่วยงานหลักด้านการจดทะเบียนและดูแลกระบวนการเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และการดำเนินการในทางทะเบียนต่าง ๆ
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา - หน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลกฎหมายและคำอธิบายกฎหมายฉบับต่าง ๆ เพื่อใช้ตรวจสอบถ้อยคำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • กระทรวงพาณิชย์ - ต้นสังกัดและหน่วยงานกำกับดูแลด้านทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวม รวมถึงการประกาศแนวทางเชิงนโยบายและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนถัดไปเพื่อเลือกและว่าจ้างทนายความด้านการให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา

  1. ระบุเป้าหมายธุรกรรมให้ชัด ว่าต้องการ “อนุญาตใช้สิทธิ” หรือ “โอนสิทธิ” และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเภทใด (เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ฯลฯ)
  2. รวบรวมเอกสารตั้งต้น เช่น รายละเอียดสินค้า แผนการใช้เครื่องหมาย ข้อมูลผู้รับจ้างหรือผู้สร้างสรรค์ และสำเนาสัญญาเดิมถ้ามี เพื่อให้ประเมินความเสี่ยงได้เร็ว (ใช้เวลา 1-3 วัน)
  3. ตรวจค้นสถานะสิทธิจากทางทะเบียน ก่อนปรับร่างสัญญา เช่น รายละเอียดการจดทะเบียนและข้อพิพาทที่ปรากฏ เพื่อกำหนดเงื่อนไขรับรองและเงื่อนไขยุติสัญญา (ใช้เวลา 3-10 วันขึ้นกับกรณี)
  4. ขอให้ทนายจัดทำร่างสัญญาและตารางประเด็นต่อรอง ครอบคลุมขอบเขตสิทธิ ค่าตอบแทน คุณภาพ ความลับ การรายงาน และการเยียวยา (โดยมาก 1-2 สัปดาห์)
  5. ประเมินค่าใช้จ่ายตามงานจริง โดยสอบถามโครงสร้างค่าทนาย เช่น ค่าร่างสัญญา ค่าตรวจเอกสาร และค่าดำเนินการในขั้นตอนทางทะเบียน หากมี (ให้ทำเป็นขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร)
  6. ยืนยันกลไกระงับข้อพิพาทและการคุ้มครองความเสี่ยง เช่น ขั้นตอนเจรจา ระยะเวลาการแก้ไขผิดสัญญา และเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ ลดความเสี่ยงข้อพิพาทยืดเยื้อ (ใช้เวลา 2-5 วัน)
  7. นัดหมายลงนามและกำหนดแผนติดตามผล หากต้องจดทะเบียนหรือยื่นคำขอ ให้กำหนดผู้รับผิดชอบเอกสารและไทม์ไลน์ติดตามงานต่อเนื่อง (โดยมาก 1-4 สัปดาห์เริ่มต้น)

Lawzana ช่วยคุณค้นหาทนายความและสำนักงานกฎหมายที่ดีที่สุด ใน จตุจักร ผ่านรายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่คัดสรรและตรวจสอบล่วงหน้า แพลตฟอร์มของเรานำเสนอการจัดอันดับและโปรไฟล์โดยละเอียดของทนายความและสำนักงานกฎหมาย ช่วยให้คุณเปรียบเทียบตามสาขากฎหมาย รวมถึง การให้สิทธิและธุรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ประสบการณ์ และความคิดเห็นของลูกค้า

แต่ละโปรไฟล์ประกอบด้วยคำอธิบายเกี่ยวกับสาขากฎหมายของสำนักงาน รีวิวจากลูกค้า สมาชิกในทีมและหุ้นส่วน ปีที่ก่อตั้ง ภาษาที่พูด ที่ตั้งสำนักงาน ข้อมูลการติดต่อ การมีตัวตนบนโซเชียลมีเดีย และบทความหรือแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่ สำนักงานส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มของเราพูดภาษาอังกฤษและมีประสบการณ์ทั้งในเรื่องกฎหมายท้องถิ่นและระหว่างประเทศ

ขอใบเสนอราคาจากสำนักงานกฎหมายชั้นนำ ใน จตุจักร, ประเทศไทย — รวดเร็ว ปลอดภัย และไม่ยุ่งยาก

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:

ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด contact us และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม