- ก่อนฟ้องคดี เจ้าหนี้ควร "ตรวจสัญญา + หลักฐานหนี้ค้าง" ให้ครบ เพื่อพิสูจน์จำนวนหนี้ วันครบกำหนด และเงื่อนไขดอกเบี้ย/ค่าปรับได้ชัดในศาล
- เริ่มจากหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรและการเจรจาประนอมหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้เงินเร็วและลดต้นทุน
- เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีเข้าข่าย) และเตรียมคำฟ้อง/เอกสารให้พร้อม
- ชนะคดีแล้ว "ยังไม่ได้เงินทันที" ต้องเข้าสู่ขั้นตอนบังคับคดี เช่น ขอคำบังคับ/ยึดทรัพย์/อายัดบัญชี/ขายทอดตลาด
- กลยุทธ์สำคัญคือประเมิน "โอกาสได้เงินจริง" จากทรัพย์/บัญชี/ลูกหนี้ร่วม/หลักประกัน ก่อนตัดสินใจลงทุนค่าทนายและค่าดำเนินการ
บทความนี้เหมาะกับใคร และคุณกำลังค้นหาอะไรเกี่ยวกับการฟ้องหนี้ธุรกิจในไทย?
บทความนี้ตอบโจทย์หลักเป็น "ลงมือทำ (Do)" สำหรับเจ้าหนี้ธุรกิจที่ต้องการฟ้องเรียกเงินและไปให้ถึงการยึด/อายัดทรัพย์ในประเทศไทยอย่างเป็นขั้นตอน นอกจากนี้ยังมีส่วน "หาแหล่งข้อมูล (Navigate)" เพื่อให้คุณไปต่อกับแบบฟอร์มศาลและช่องทางของหน่วยงานรัฐได้เร็วขึ้น
| กลุ่มผู้อ่าน | สถานการณ์ที่พบบ่อย | แนวทางที่ควรโฟกัส |
|---|---|---|
| B2B (ธุรกิจ-ธุรกิจ) | ค้างชำระค่าสินค้า/บริการ, PO/Invoice, สัญญาจ้างทำของ, สัญญาจัดซื้อ, ค่าคอมมิชชั่น, ค่าจ้างผลิต | เอกสารการค้า, การส่งมอบ, เงื่อนไขเครดิต, ดอกเบี้ยผิดนัด, กลยุทธ์บังคับคดี/ติดตามทรัพย์ |
| B2C (ธุรกิจ-ผู้บริโภค) | หนี้เช่าซื้อ/บริการรายย่อย | อธิบายขั้นตอนเหมือนกัน แต่ต้องระวังประเด็นคุ้มครองผู้บริโภคและรูปแบบสัญญามาตรฐาน |
คำถามที่มักถามต่อ
- ต้องมี "สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร" เท่านั้นถึงฟ้องได้ไหม?
- อยากอายัดบัญชีลูกหนี้ ต้องทำก่อนหรือหลังชนะคดี?
ต้องตรวจอะไรในสัญญาและหลักฐานหนี้ค้างให้พร้อมใช้ในศาล?
ศาลจะมอง 3 เรื่องหลักคือ "มีหนี้จริงไหม, ถึงกำหนดชำระแล้วหรือยัง, และค้างเท่าไหร่" ดังนั้นงานเตรียมคดีที่คุ้มที่สุดคือจัดชุดเอกสารให้พิสูจน์ทั้งความสัมพันธ์ทางสัญญา การส่งมอบ/ให้บริการ และยอดค้างชำระได้ต่อเนื่อง
Checklist หลักฐานที่มักทำให้คดีหนี้ธุรกิจเดินได้เร็ว
- สัญญา/ข้อตกลง (รวมถึงเอกสารแนบท้าย, ใบเสนอราคา, ใบสั่งซื้อ (PO), TOR/สเปกงาน)
- หลักฐานการส่งมอบ/การรับงาน: ใบส่งของ, ใบรับสินค้า, ใบตรวจรับ, รายงานส่งมอบงาน, อีเมลยืนยันรับมอบ
- หลักฐานการออกบิลและกำหนดชำระ: Invoice, ใบวางบิล, Statement, Aging Report
- หลักฐานการชำระบางส่วน/ยอมรับหนี้: สลิปโอน, เช็ค, หนังสือรับสภาพหนี้, อีเมลรับว่า "ยังค้าง/ขอผ่อน"
- หลักฐานการผิดนัด: ข้อความทวงถาม, หนังสือทวงถาม, การนัดชำระแล้วไม่ชำระ
จุดเสี่ยงในสัญญาที่ต้องอ่านให้ชัดก่อนเดินศาล
- เงื่อนไข "ศาลที่มีอำนาจ/สถานที่ฟ้อง" และ "กฎหมายที่ใช้บังคับ" (ถ้ามีต่างประเทศเกี่ยวข้อง)
- เงื่อนไข "อนุญาโตตุลาการ" (ถ้ามี อาจต้องไปกระบวนการอนุญาโตแทนการฟ้องศาล)
- เงื่อนไขดอกเบี้ยผิดนัด/ค่าปรับ/ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ และวิธีคำนวณ
- ผู้ลงนามมีอำนาจผูกพันนิติบุคคลหรือไม่ (โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเริ่มปฏิเสธความรับผิด)
ตัวอย่างจัดแฟ้มคดี (แนะนำรูปแบบที่ศาลอ่านง่าย)
- สรุปยอดหนี้ 1 หน้า: ยอดตามบิล, วันที่ครบกำหนด, ยอดค้าง, ดอกเบี้ย (ถ้ามี)
- สัญญา + เอกสารแนบ
- PO/ใบเสนอราคา/ใบสั่งงาน
- หลักฐานส่งมอบ/ตรวจรับ
- Invoice/วางบิล/Statement
- หนังสือทวงถาม + หลักฐานส่ง (ไปรษณีย์/อีเมล)
คำถามที่มักถามต่อ
- ถ้าไม่มี PO แต่มีอีเมลตกลงราคา/ขอบเขตงาน ฟ้องได้ไหม?
- อีกฝ่ายอ้างว่างานมีปัญหา จะกลายเป็นข้อพิพาทคุณภาพงาน ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม?
ต้องทวงถามอย่างไรให้เป็นระบบ: หนังสือทวงถามและการเจรจาประนอมหนี้ทำอะไรได้จริง?
การทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรช่วย "ล็อกประเด็น" ว่าอีกฝ่ายทราบยอดหนี้และถึงกำหนดแล้ว และเปิดทางสู่การเจรจาที่มีหลักฐานรองรับ หากบริหารให้ดี คุณอาจได้เงินเร็วกว่าไปศาล และยังใช้เอกสารชุดนี้เป็นหลักฐานเพิ่มน้ำหนักเมื่อจำเป็นต้องฟ้อง
ขั้นตอนทวงถามแบบมืออาชีพ (แนะนำตามลำดับ)
- ทำตารางยอดค้างชำระ + เอกสารอ้างอิงของแต่ละรายการ (Invoice/ใบส่งของ)
- ส่งหนังสือทวงถาม/บอกกล่าวให้ชำระหนี้ ระบุยอดหนี้ วันครบกำหนด และกำหนดเส้นตายชำระ
- ให้ทางเลือก: ชำระเต็ม/ผ่อนชำระ/หักกลบลบหนี้ (ถ้ามี)
- ถ้าตกลงผ่อน: ทำ "ข้อตกลงประนอมหนี้" เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเงื่อนไขผิดนัด (เช่น ผิดนัดงวดเดียวถือว่าผิดนัดทั้งหมด)
- เก็บหลักฐานการส่งหนังสือและการตอบรับ (สำคัญมากเมื่ออีกฝ่ายภายหลังอ้างว่าไม่เคยได้รับ)
โครงร่างหนังสือทวงถามที่ควรมี
- ข้อมูลคู่สัญญาและอ้างอิงสัญญา/PO/Invoice
- ยอดหนี้ค้างและรายการประกอบ
- วันครบกำหนดชำระและสถานะผิดนัด
- กำหนดเวลาให้ชำระ (เช่น ภายใน X วัน)
- ช่องทางชำระ/บัญชีรับโอน
- ระบุว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหากไม่ชำระตามกำหนด
คำถามที่มักถามต่อ
- ส่งหนังสือทวงถามแล้ว อีกฝ่ายนิ่ง ควรรอกี่วันค่อยฟ้อง?
- ทำข้อตกลงผ่อนแล้วผิดนัดอีก จะฟ้องจากสัญญาเดิมหรือสัญญาประนอมหนี้?
ต้องยื่นฟ้องศาลไหน: ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ?
คดีหนี้ธุรกิจส่วนใหญ่จะอยู่ในศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดตามเขตอำนาจ แต่ถ้าข้อพิพาทเข้าลักษณะทรัพย์สินทางปัญญาหรือการค้าระหว่างประเทศ อาจต้องไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ การเลือกศาลถูกตั้งแต่ต้นช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงคดีสะดุดเพราะยื่นผิดศาล
แนวทางเลือกศาลแบบเร็ว (ใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้น)
- ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด: หนี้ค่าสินค้า/บริการทั่วไป, สัญญาจ้างทำของในประเทศ, กู้ยืมเงิน, เช็ค/ตั๋วเงิน (ตามข้อเท็จจริง)
- ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทที่ "แก่นคดี" เป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ลิขสิทธิ์/เครื่องหมายการค้า/สิทธิบัตร/ความลับทางการค้า) หรือเป็นการค้าระหว่างประเทศตามกฎหมายที่กำหนด
ขั้นตอนยื่นฟ้อง (ภาพรวมที่เจ้าหนี้ควรรู้)
- ประเมินข้อเรียกร้อง: จะฟ้องให้ชำระเงินต้น + ดอกเบี้ย + ค่าเสียหาย/ค่าปรับตามสัญญาอย่างไร
- จัดทำคำฟ้องและแนบเอกสารหลักฐาน
- ยื่นฟ้องและชำระค่าธรรมเนียมศาล (คดีทุนทรัพย์คิดตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และขึ้นกับจำนวนเงินที่เรียก)
- ศาลรับฟ้องและส่งหมายเรียก/สำเนาคำฟ้องให้อีกฝ่าย (กระบวนการ "ส่งหมาย" สำคัญต่ออายุความและการเดินคดี)
- การไกล่เกลี่ย/กำหนดประเด็น/สืบพยาน/คำพิพากษา (ขึ้นกับความซับซ้อนและการต่อสู้ของจำเลย)
หากคุณต้องการแบบพิมพ์/แบบฟอร์มของศาลยุติธรรม ให้เริ่มที่หน้า "แบบพิมพ์ศาล" ของศาลยุติธรรม แล้วค่อยให้ทนายปรับให้ตรงกับข้อเท็จจริงของคดีคุณ ดาวน์โหลดแบบพิมพ์ศาล (ศาลยุติธรรม) (coj.go.th)
คำถามที่มักถามต่อ
- ถ้าลูกหนี้อยู่คนละจังหวัด ต้องฟ้องที่ไหน?
- ถ้าสัญญามีข้อ "บังคับให้ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง" จำเป็นแค่ไหน?
ชนะคดีแล้วต้องทำอะไรต่อ: ขอคำบังคับ ยึดทรัพย์ อายัดบัญชี และขายทอดตลาดทำอย่างไร?
หลังมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชำระเงินแล้ว เจ้าหนี้ต้องเข้าสู่ "บังคับคดี" เพื่อเปลี่ยนคำพิพากษาให้เป็นเงินที่เก็บได้จริง โดยทั่วไปจะเริ่มจากการขอคำบังคับ/คำสั่งเพื่อบังคับคดี แล้วจึงดำเนินการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ เช่น บัญชีธนาคาร/เงินจากลูกหนี้ของลูกหนี้ และจบที่การขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ขั้นตอนบังคับคดีแบบเป็นลำดับ (ภาพรวมที่ควรเห็นก่อนเริ่ม)
- ตรวจสถานะคดี: คำพิพากษาถึงที่สุดหรือยัง และต้องทำเรื่องขอเอกสารใดจากศาลเพื่อใช้บังคับคดี
- ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อออกเอกสารสำหรับการบังคับคดี (ภาษาง่ายๆ คือ "เอกสารจากศาลเพื่อให้ไปยึด/อายัดได้")
- เตรียม "ข้อมูลทรัพย์ของลูกหนี้" ให้มากที่สุด (เลขที่โฉนด, ที่ตั้งทรัพย์, ธนาคารที่ใช้, คู่ค้าของลูกหนี้ที่อาจเป็นแหล่งเงิน)
- ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการยึด/อายัดตามที่กฎหมายอนุญาต
- หากยึดได้: ประเมินราคา/ประกาศขายทอดตลาด/ขาย และนำเงินมาแบ่งชำระหนี้ตามลำดับสิทธิ
ตารางเครื่องมือบังคับคดีที่เจ้าหนี้ใช้บ่อย
| เครื่องมือ | ใช้เมื่อไร | ได้ผลดีในกรณี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| อายัดบัญชี/อายัดทรัพย์สิน | เมื่อมีฐานทางกฎหมายและขั้นตอนคดีถึงจุดที่ยื่นขอได้ | ลูกหนี้มีเงินหมุนผ่านบัญชี, มีลูกหนี้การค้า | ต้องมีข้อมูลธนาคาร/แหล่งเงิน และเอกสารคำสั่งที่ถูกต้อง |
| ยึดทรัพย์ (เช่น รถ/เครื่องจักร/อสังหาฯ) | เมื่อระบุทรัพย์ได้ชัดและพร้อมเข้าสู่ขายทอดตลาด | ลูกหนี้มีทรัพย์สินชัดเจนและไม่มีภาระผูกพันซับซ้อน | ทรัพย์อาจติดภาระจำนอง/เช่าซื้อ/บุริมสิทธิ ทำให้ได้เงินน้อยกว่าคาด |
| ขายทอดตลาด | หลังยึดทรัพย์และเข้าสู่กระบวนการขาย | ทรัพย์มีสภาพคล่อง เช่น ที่ดิน/คอนโดทำเลดี | ใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายประกอบ ต้องวางแผนสภาพคล่อง |
บางกรณีสามารถยื่นคำร้องขออายัดทรัพย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ผ่านระบบของกรมบังคับคดี (e-Filing) ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเคยประชาสัมพันธ์ช่องทางลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ efiling.led.go.th (moj.go.th)
หากคดีไปถึงขั้นขายทอดตลาด คุณสามารถติดตามการถ่ายทอดสดการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของหน่วยงาน (live.led.go.th)
ถ่ายทอดสดขายทอดตลาด (กรมบังคับคดี)
ตัวอย่างสถานการณ์ (ให้เห็นภาพ "ชนะคดีแล้วทำไมยังต้องทำต่อ")
บริษัท A ส่งสินค้าให้บริษัท B ตาม PO และมีใบรับสินค้า แต่บริษัท B ค้างชำระ 1,200,000 บาท เมื่อทวงถามแล้วไม่จ่าย บริษัท A ฟ้องเรียกเงินและชนะคดี แต่บริษัท B ยังไม่จ่ายโดยสมัครใจ บริษัท A จึงต้องรวบรวมข้อมูลทรัพย์ (เช่น ที่ตั้งโกดัง/รถ/บัญชีธนาคารที่เคยโอน) เพื่อยื่นเข้าสู่บังคับคดีและเลือกเครื่องมือที่เหมาะ เช่น อายัดเงินจากคู่ค้าของบริษัท B หรือยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด
คำถามที่มักถามต่อ
- ไม่มีข้อมูลบัญชีธนาคารลูกหนี้เลย ยังบังคับคดีได้ไหม?
- ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์หนีก่อนบังคับคดี ต้องทำอย่างไร?
ควรว่าจ้างทนายความอย่างไรให้คุ้ม: ประเมินโอกาสได้เงินจริงก่อนลงทุน
คดีหนี้ธุรกิจที่ชนะคดีแต่เก็บเงินไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพราะ "ปัญหาไม่ใช่ชนะหรือแพ้ แต่คือมีทรัพย์ให้บังคับคดีไหม" กลยุทธ์การจ้างทนายที่คุ้มคือจ้างเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการเก็บเงินตั้งแต่ต้น และวางแผนเอกสาร/การทวงถาม/การฟ้องให้ไปต่อถึงบังคับคดีได้จริง
คำถาม 6 ข้อที่ใช้ตัดสินใจว่าควรเดินคดีแค่ไหน
- ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการจริงหรือใกล้ปิดกิจการ?
- มีหลักประกันไหม (จำนอง/จำนำ/ค้ำประกัน/เช็ค/หนังสือรับสภาพหนี้)?
- พอระบุทรัพย์ได้ไหม (ที่ดิน/รถ/เครื่องจักร/บัญชีรับเงิน/ลูกหนี้การค้า)?
- เอกสารหลักฐานเรา "แน่นพอ" หรือมีช่องให้โต้ว่าไม่ได้ส่งมอบ/งานมีปัญหา?
- ยอดหนี้คุ้มกับต้นทุนเวลาผู้บริหารและค่าใช้จ่ายดำเนินคดีหรือไม่?
- ต้องการ "เงินเร็ว" หรือยอมใช้เวลาเพื่อให้ได้คำพิพากษาที่บังคับได้?
รูปแบบการทำงานกับทนายที่มักช่วยลดต้นทุนรวม
- ให้ทนายรีวิวสัญญา/หลักฐานและออกความเห็นทางกลยุทธ์ก่อน (เพื่อคุมความเสี่ยงตั้งแต่ต้น)
- ให้ทนายร่างหนังสือทวงถาม/ประนอมหนี้แบบมีผลในทางคดี
- ขอแผน "ฟ้อง + บังคับคดี" เป็นแพ็กเดียว (ไม่แยกคิดทีละขั้นแบบไม่เห็นปลายทาง)
- ตกลงขอบเขตงานชัด เช่น รวม/ไม่รวมสืบทรัพย์ การเดินเรื่องอายัด/ยึด การเจรจาปิดดีล
คำถามที่มักถามต่อ
- ควรเลือกทนายสาย "สัญญา" หรือสาย "ว่าความและบังคับคดี"?
- ถ้าต้องการปิดหนี้เร็ว ควรให้ทนายเจรจาพร้อมยื่นฟ้องเลยไหม?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องหนี้และบังคับคดีในไทย
หลายคดีเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเพราะเริ่มต้นจากความเข้าใจผิดที่แก้ได้ตั้งแต่วันแรก การรู้จุดพลาดล่วงหน้าจะช่วยให้คุณเลือกเครื่องมือที่เหมาะและคุมเกมได้ดีกว่า
- "มีสัญญาแล้ว = อีกฝ่ายต้องจ่ายแน่" ความจริงคืออีกฝ่ายอาจสู้เรื่องการส่งมอบ/คุณภาพงาน/อำนาจลงนาม ทำให้ต้องเตรียมหลักฐานเชิงปฏิบัติ (ใบรับของ/ตรวจรับ/อีเมลยืนยัน) ให้ครบ
- "ชนะคดีแล้ว = เงินเข้าทันที" ความจริงคือยังต้องบังคับคดี เช่น ขอเอกสารเพื่อบังคับคดี ยึด/อายัด และอาจต้องขายทอดตลาดก่อนถึงได้เงิน
- "อยากอายัดบัญชี ก็ทำได้เลย" โดยหลักต้องทำตามขั้นตอนและคำสั่ง/เอกสารที่กฎหมายกำหนด จึงควรวางแผนข้อมูลทรัพย์และเอกสารตั้งแต่ก่อนฟ้อง
FAQ คำถามยอดนิยมเรื่องฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดีในไทย
ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ฟ้องเรียกหนี้ได้ไหม?
ได้ในหลายกรณี หากมีหลักฐานอื่นที่พิสูจน์การตกลงและการส่งมอบ/ให้บริการ เช่น อีเมล แชต ใบเสนอราคา PO ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานการชำระบางส่วน
ต้องส่งหนังสือทวงถามก่อนฟ้องเสมอไหม?
ไม่ใช่ทุกคดีที่กฎหมายบังคับให้ส่งก่อน แต่ในทางปฏิบัติการส่งหนังสือทวงถามช่วยให้คดีชัดขึ้นและเพิ่มโอกาสปิดหนี้โดยไม่ต้องสู้คดียาว
ฟ้องศาลไหนถ้าลูกหนี้อยู่ต่างจังหวัด?
โดยหลักมักพิจารณาจากเขตอำนาจศาลตามภูมิลำเนาจำเลยหรือสถานที่เกิดหนี้/ต้องชำระหนี้ ทั้งนี้รายละเอียดขึ้นกับข้อเท็จจริงและเงื่อนไขในสัญญาเรื่องศาลที่มีอำนาจ
อายัดบัญชีธนาคารทำได้เมื่อไร?
โดยทั่วไปต้องดำเนินการตามขั้นตอนคดีและคำสั่ง/เอกสารที่ใช้บังคับได้แล้ว จึงควรให้ทนายวางแผนเรื่อง "ข้อมูลบัญชี/เส้นทางเงิน" ตั้งแต่ต้นคดีเพื่อไม่ให้มาสะดุดตอนบังคับคดี
ติดตามการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดได้จากที่ไหน?
สามารถติดตามช่องทางถ่ายทอดสดการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีได้ทางออนไลน์ ถ่ายทอดสดขายทอดตลาด (กรมบังคับคดี) (live.led.go.th)
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความในคดีหนี้ธุรกิจ?
ควรจ้างทนายเมื่อยอดหนี้มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ, เอกสารเริ่มไม่ครบหรืออีกฝ่ายเริ่มปฏิเสธ, หรือคุณต้องการไปให้ถึงขั้นอายัด/ยึดทรัพย์อย่างเป็นระบบ เพราะทนายจะช่วย "ออกแบบคดี" ให้หลักฐานรองรับตั้งแต่ทวงถามจนถึงบังคับคดี
- ยอดหนี้สูง หรือมีดอกเบี้ย/ค่าปรับตามสัญญาที่ต้องคำนวณและพิสูจน์
- อีกฝ่ายเริ่มอ้างข้อพิพาทเรื่องคุณภาพงาน/การส่งมอบ
- มีความเสี่ยงลูกหนี้ย้ายทรัพย์/ปิดกิจการ/เปลี่ยนกรรมการ
- สัญญามีอนุญาโตตุลาการ หรือมีต่างประเทศเกี่ยวข้อง
- คุณต้องการแผน "ฟ้องแล้วเก็บเงินจริง" ไม่ใช่แค่ชนะในเอกสาร
ขั้นตอนต่อไป: แผน 7 วันสำหรับเจ้าหนี้ที่อยากเริ่มลงมือทันที
หากคุณต้องการเริ่มแบบเป็นระบบ ให้ทำ 7 วันนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเดินเจรจา ฟ้องคดี หรือเตรียมบังคับคดีอย่างจริงจัง
- วัน 1: ทำสรุปยอดหนี้ (แยกตาม Invoice/งวด) และระบุวันครบกำหนดชำระ
- วัน 2: รวบรวมหลักฐานส่งมอบ/ตรวจรับ/อีเมลยืนยัน ให้ครบตามรายการหนี้
- วัน 3: ตรวจสัญญาเรื่องศาลที่มีอำนาจ/อนุญาโต/ดอกเบี้ยผิดนัด
- วัน 4: ส่งหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร และเก็บหลักฐานการส่ง
- วัน 5-6: เปิดเจรจาประนอมหนี้ และถ้าตกลงได้ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร
- วัน 7: หากไม่คืบหน้า ให้ทนายประเมิน "ความแน่นของหลักฐาน + โอกาสบังคับคดีได้จริง" แล้วค่อยยื่นฟ้อง