กฎจริยธรรมและความรับผิดของทนายความไทย: คู่มือสำหรับลูกความ
PRESERVED_BLOCK_0
ในระบบกฎหมายไทย ทนายความไม่ได้เป็นเพียงผู้รับจ้างทำของ แต่เป็น "บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม" ที่ต้องรักษามาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัด การทำความเข้าใจกฎมรรยาททนายความจะช่วยให้คุณในฐานะลูกความ สามารถปกป้องสิทธิของตนเองและมั่นใจได้ว่าคดีความจะถูกดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
กฎจริยธรรมวิชาชีพทนายความไทยและหน้าที่สำคัญต่อศาลและลูกความคืออะไร?
กฎจริยธรรมหรือที่ภาษาไทยเรียกว่า "มรรยาททนายความ" คือข้อบังคับที่กำหนดมาตรฐานความประพฤติของทนายความในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของลูกความภายใต้กรอบของกฎหมาย
หน้าที่หลักของทนายความไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ:
- หน้าที่ต่อศาล: ทนายความต้องไม่นำความเท็จมากล่าวอ้าง ไม่ใช้อุบายหลอกลวงศาล และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการพิจารณาคดี
- หน้าที่ต่อลูกความ: ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ละทิ้งคดีโดยไม่มีเหตุอันควร และรักษาความลับของลูกความอย่างเคร่งครัด
- หน้าที่ต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ: ไม่แย่งคดี ไม่กล่าวหาให้ร้ายทนายความผู้อื่น และไม่ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมในการหาลูกค้า
ทนายความทุกคนในประเทศไทยต้องเป็นสมาชิกของ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 หากฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาโทษทางวินัยโดยคณะกรรมการมรรยาททนายความ
ตารางสรุปหน้าที่พื้นฐานที่ลูกความควรได้รับ
| หน้าที่ | สิ่งที่ทนายความต้องทำ | สิ่งที่ทนายความห้ามทำ |
|---|---|---|
| ความซื่อสัตย์ | ให้ข้อมูลคดีตามจริงและตรงไปตรงมา | รับเงินแล้วไม่ดำเนินงาน หรือหลอกลวงเรื่องผลคดี |
| ความลับ | เก็บข้อมูลของลูกความไว้เป็นความลับตลอดไป | นำความลับไปเปิดเผยหรือใช้หาประโยชน์ส่วนตัว |
| ความเอาใจใส่ | แจ้งความคืบหน้าของคดีอย่างสม่ำเสมอ | ขาดนัดศาลโดยไม่มีเหตุจำเป็น หรือติดต่อไม่ได้ |
พฤติกรรมแบบไหนที่เข้าข่ายผิดจริยธรรมและลูกความควรระวัง?
พฤติกรรมที่ผิดมรรยาททนายความมักเกิดขึ้นเมื่อทนายความนำผลประโยชน์ส่วนตัวมาเหนือผลประโยชน์ของลูกความ หรือใช้วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ชนะคดี การทราบตัวอย่างพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณไหวตัวทันก่อนเกิดความเสียหาย
ตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดมรรยาททนายความที่พบบ่อยในไทย:
- การเปิดเผยความลับของลูกความ: แม้คดีจะจบลงแล้ว ทนายความไม่มีสิทธิเปิดเผยข้อมูลที่ได้รับทราบมาจากการปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือกฎหมายบังคับ
- ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest): เช่น การรับเป็นทนายความให้ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยในคดีเดียวกัน หรือการรับงานที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับลูกความปัจจุบัน
- การเรียกรับเงินเกินจริงหรือผิดประเภท: เช่น การอ้างว่าต้องนำเงินไป "ติดสินบน" เจ้าหน้าที่หรือศาล ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงทั้งทางจริยธรรมและทางอาญา
- การละทิ้งคดี: รับเงินค่าจ้างไปแล้วแต่ไม่ยื่นคำฟ้อง ไม่ยื่นคำให้การ หรือไม่ไปศาลตามนัดจนทำให้ลูกความเสียสิทธิ
คำถามติดตาม: หากทนายความแนะนำให้ฉันให้การเท็จในศาล ฉันควรทำอย่างไร? คำตอบ: การแนะนำให้พยานหรือคู่ความให้การเท็จเป็นความผิดมรรยาทร้ายแรง คุณควรปฏิเสธและพิจารณาเปลี่ยนทนายความทันที เนื่องจากหากศาลจับได้ คุณอาจมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ซึ่งมีโทษจำคุก
หากไม่พอใจการทำงานของทนายความ ลูกความมีทางเลือกอย่างไรบ้าง?
หากคุณพบว่าทนายความทำงานบกพร่อง ไม่สื่อสาร หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต คุณมีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทนต่อการทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพ
ขั้นตอนที่ควรปฏิบัติเมื่อพบปัญหา:
- การเจรจาและทำหนังสือทวงถาม: เริ่มต้นด้วยการพูดคุย หากไม่เป็นผล ควรทำหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ทวงถามความคืบหน้าหรือเอกสารแล้ว
- การบอกเลิกสัญญาและถอนทนายความ: ลูกความมีสิทธิเปลี่ยนทนายความได้ทุกเมื่อ โดยการยื่นคำร้องขอถอนทนายความต่อศาล (หากคดีอยู่ในศาล) และแต่งตั้งทนายความใหม่แทน
- การร้องเรียนต่อสภาทนายความ: หากพฤติกรรมเข้าข่ายผิดมรรยาท คุณสามารถยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการมรรยาททนายความ ณ สภาทนายความ เพื่อให้สืบสวนและลงโทษทางวินัย
รายการตรวจสอบ (Checklist) ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทนาย:
- มีหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างทนายความชัดเจนหรือไม่?
- มีเอกสารคดีทั้งหมด (คำฟ้อง, คำให้การ, รายงานกระบวนพิจารณา) อยู่กับตัวหรือไม่?
- คดีมีกำหนดนัดหมายสำคัญที่กำลังจะถึงในเร็วๆ นี้หรือไม่? (เพื่อแจ้งทนายความคนใหม่ให้เตรียมตัวทัน)
ความรับผิดทางมรรยาทและความรับผิดทางแพ่ง ต่างกันอย่างไร?
ลูกความจำนวนมากสับสนระหว่างการ "ร้องเรียนทนาย" กับการ "เรียกเงินคืน" ในประเทศไทย การดำเนินการทั้งสองอย่างมีช่องทางและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. ความรับผิดทางมรรยาท (Ethical Liability): เป็นการดำเนินการผ่านสภาทนายความเพื่อลงโทษตัวทนายความในเชิงวิชาชีพ บทลงโทษมี 3 ระดับ คือ:
- ภาคทัณฑ์ (ตักเตือน)
- งดใช้ใบอนุญาตว่าความ (ไม่เกิน 3 ปี)
- ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ (เพิกถอนใบอนุญาตถาวร) หมายเหตุ: การร้องเรียนมรรยาทไม่ได้ทำให้ลูกความได้รับเงินคืนโดยอัตโนมัติ
2. ความรับผิดทางแพ่ง (Civil Liability): หากการละเลยหรือความผิดพลาดของทนายความทำให้คุณสูญเสียทรัพย์สินหรือแพ้คดี คุณสามารถฟ้องร้องทนายความเป็นคดีแพ่ง ฐานผิดสัญญาจ้างหรือละเมิด เพื่อเรียกค่าเสียหายและขอเงินค่าจ้างคืน โดยต้องดำเนินการผ่านกระบวนการของ ศาลยุติธรรม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย:
- ความเชื่อผิดๆ: ถ้าทนายความแพ้คดี แปลว่าทนายความผิดมรรยาท
- ความจริง: ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงและกฎหมาย ทนายความจะผิดมรรยาทก็ต่อเมื่อความพ่ายแพ้นั้นเกิดจากความจงใจประมาทเลินเล่อหรือทุจริตเท่านั้น
ข้อควรพิจารณาในการเลือกทนายความที่มีมาตรฐานวิชาชีพน่าเชื่อถือ
การเลือกทนายความที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงแค่ดูที่ค่าจ้างที่ถูกที่สุด แต่ควรดูที่ความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง
แนวทางการตรวจสอบก่อนตัดสินใจจ้าง:
- ตรวจสอบใบอนุญาต: นำชื่อ-นามสกุล ไปตรวจสอบสถานะในระบบทะเบียนของสภาทนายความ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูกพักใช้ใบอนุญาต
- ประเมินการสื่อสาร: ทนายความที่ดีควรสามารถอธิบายขั้นตอนกฎหมายที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และบอกถึงความเสี่ยงของคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับปากว่าจะชนะ 100%
- สัญญาจ้างว่าความ: ต้องมีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุขอบเขตงาน ค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างชัดเจน
- ความเชี่ยวชาญ: เลือกทนายความที่มีประสบการณ์ในประเภทคดีนั้นๆ โดยเฉพาะ (เช่น คดีครอบครัว, คดีธุรกิจ หรือคดีอาญา)
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจริยธรรมทนายความ
1. ทนายความสามารถเรียกเก็บค่าจ้างเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินที่จะได้จากคดีได้หรือไม่?
ในไทย ทนายความสามารถตกลงค่าจ้างเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนหรือตามสัดส่วนที่ตกลงกันได้ แต่การทำสัญญาแบบ "ถ้าไม่ได้เงินไม่คิดค่าทนาย" หรือ Champerty บางกรณีอาจถูกตั้งคำถามเรื่องมรรยาทหากมีลักษณะเป็นการเข้ามีส่วนได้เสียในมูลคดีมากเกินไปจนเสียความเป็นกลาง
2. ถ้าทนายความไม่มาศาลตามนัดจนฉันแพ้คดี ฉันควรทำอย่างไร?
ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คุณควรขอคัดถ่าย "รายงานกระบวนพิจารณา" จากศาลที่ระบุว่าทนายความไม่มาศาล เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนมรรยาทและฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
3. ทนายความมีสิทธิยึดเอกสารตัวจริงของลูกความไว้ถ้ายังจ่ายค่าจ้างไม่ครบหรือไม่?
ทนายความมีสิทธิยึดหน่วงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานไว้ได้ตามสมควรจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ตามกฎหมายแพ่ง แต่ต้องไม่เป็นการใช้สิทธิเกินส่วนจนทำให้ลูกความได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงในคดีที่กำลังดำเนินอยู่
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความและขั้นตอนต่อไป
คุณควรจ้างทนายความทันทีเมื่อเริ่มมีข้อพิพาททางกฎหมาย หรือก่อนที่จะลงนามในเอกสารสำคัญที่มีผลผูกพันทางแพ่งและอาญา การมีทนายความตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันความผิดพลาดที่อาจแก้ไขไม่ได้ในภายหลัง
ขั้นตอนต่อไปที่คุณควรทำ:
- รวบรวมเอกสาร: จัดเตรียมหลักฐานทั้งหมดให้เป็นระเบียบเพื่อให้ทนายความประเมินคดีได้แม่นยำ
- ปรึกษาเบื้องต้น: คุยกับทนายความ 2-3 ท่านเพื่อเปรียบเทียบแนวทางการทำงานและความรู้สึกไว้วางใจ
- ตรวจสอบประวัติ: ใช้เครื่องมือตรวจสอบสถานะทนายความเพื่อให้มั่นใจในความเป็นมืออาชีพ
- ทำสัญญาจ้าง: อย่าเริ่มงานโดยไม่มีสัญญาที่ระบุขอบเขตงานและค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน
หากคุณต้องการทนายความที่ผ่านการตรวจสอบประวัติและมีมาตรฐานจริยธรรมสูง คุณสามารถเลือกดูรายชื่อทนายความที่ผ่านการคัดสรรแล้วบนแพลตฟอร์ม Lawzana เพื่อเริ่มต้นดำเนินคดีของคุณด้วยความสบายใจ