- ความเป็นเจ้าของ: การส่งเสริมจาก BOI มักอนุญาตให้คนต่างด้าวถือหุ้นได้ 100% ในขณะที่ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBA) จำกัดสัดส่วนหุ้นต่างชาติในหลายประเภทธุรกิจ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตพิเศษ
- สิทธิประโยชน์: BOI เน้นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล) และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี (เช่น การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน) ส่วน FBA เป็นเพียงการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายเท่านั้น
- ประเภทธุรกิจ: BOI มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีสูงหรือเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชาติ ส่วน FBL (ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) ใช้สำหรับธุรกิจทั่วไปที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน
- ทุนจดทะเบียน: ธุรกิจต่างชาติภายใต้ FBA ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด (อย่างน้อย 2-3 ล้านบาท) ในขณะที่ BOI อาจมีเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำที่สูงกว่าตามแต่ประเภทกิจการ
- ระยะเวลาการพิจารณา: การขอ BOI มีกระบวนการตรวจสอบแผนธุรกิจที่เข้มข้น แต่อาจมีความชัดเจนในแง่หลักเกณฑ์มากกว่าการขอใบอนุญาต FBL ซึ่งขึ้นอยู่กับการดุลยพินิจของคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ตารางเปรียบเทียบ: BOI vs. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBA/FBL)
การเลือกโครงสร้างธุรกิจที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับกิจกรรมหลักของบริษัทและเป้าหมายระยะยาวในประเทศไทย ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การส่งเสริมการลงทุน (BOI) | ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL) |
|---|---|---|
| สัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติ | ถือหุ้นได้สูงสุด 100% ในเกือบทุกประเภทกิจการที่ส่งเสริม | จำกัดที่ 49% (ต้องขอ FBL หากต้องการถือหุ้นมากกว่านั้น) |
| สิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้ | ยกเว้นสูงสุด 8-13 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทและพื้นที่) | ไม่มี (เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ 20%) |
| การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน | อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อตั้งสำนักงานและที่พักอาศัย | โดยปกติทำไม่ได้ (ต้องเช่าระยะยาว) |
| วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน | ได้รับความสะดวกผ่านศูนย์ One Start One Stop Service (OSOS) | ดำเนินการตามขั้นตอนปกติของกรมการจัดหางานและตม. |
| เงื่อนไขเงินลงทุน | ขั้นต่ำ 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) | ขั้นต่ำ 2 หรือ 3 ล้านบาท (ขึ้นอยู่กับประเภทบัญชี) |
| หน่วยงานที่ดูแล | สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) | กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) |
ข้อดีและข้อเสียของการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปี 2567
การขอ BOI คือการยื่นขอ "สิทธิพิเศษ" จากรัฐบาลไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในปี 2567 เน้นไปที่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมดิจิทัล
ข้อดี:
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล: เป็นข้อได้เปรียบสูงสุด ช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนในช่วงปีแรกๆ ของการประกอบกิจการ
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ: ช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต
- สิทธิประโยชน์ด้านบุคลากร: สามารถนำผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ติดข้อจำกัดสัดส่วนพนักงานไทย 4 คน ต่อต่างชาติ 1 คนในบางกรณี
- การส่งกลับเงินตราต่างประเทศ: มักได้รับความสะดวกในการโอนเงินเงินปันผลหรือเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศ
ข้อเสีย:
- กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด: ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุในบัตรส่งเสริมอย่างเคร่งครัด เช่น กำลังการผลิต หรือขั้นตอนการผลิต
- รายงานความคืบหน้า: มีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อ BOI เป็นประจำทุกปี หากทำไม่ได้ตามแผนอาจถูกเพิกถอนสิทธิประโยชน์
- ระยะเวลาการเตรียมการ: ขั้นตอนการเตรียมเอกสารและแผนธุรกิจมีความซับซ้อนและใช้เวลานานกว่าการจดทะเบียนบริษัททั่วไป
ข้อจำกัดของธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (FBA) คือกฎหมายหลักที่ควบคุมว่าชาวต่างชาติสามารถทำธุรกิจอะไรได้บ้างในไทย โดยแบ่งธุรกิจที่ "จำกัด" ออกเป็น 3 บัญชี
- บัญชี 1 (ไม่อนุญาตเด็ดขาด): ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือประเพณี เช่น การทำนา การทำป่าไม้ การพิมพ์หนังสือพิมพ์ หรือการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์
- บัญชี 2 (ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี): ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความมั่นคง หรือศิลปวัฒนธรรม เช่น การผลิตอาวุธ การทำเครื่องดนตรีไทย หรือการขนส่งทางบกทางน้ำ
- บัญชี 3 (ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี): ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับคนต่างด้าว ซึ่งรวมถึง "การบริการ" เกือบทุกประเภท การค้าปลีก/ส่ง และการเป็นนายหน้า
หากธุรกิจของคุณอยู่ในบัญชี 3 และคุณต้องการเป็นเจ้าของกิจการ 100% คุณจำเป็นต้องขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License - FBL) ก่อนเริ่มดำเนินการ
ขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBL)
กระบวนการขอ FBL เป็นการขออนุญาตเป็นรายกรณี ซึ่งต้องพิสูจน์ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเห็นว่า ธุรกิจของคุณจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี
เช็คลิสต์ขั้นตอนการยื่นขอ FBL:
- ตรวจสอบประเภทธุรกิจ: ยืนยันว่าธุรกิจอยู่ในบัญชี 2 หรือ 3 ของ FBA และไม่ได้รับการยกเว้นภายใต้สนธิสัญญา (เช่น สนธิสัญญาไทย-สหรัฐฯ)
- จัดเตรียมแผนธุรกิจ: ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุน การจ้างงาน และที่สำคัญที่สุดคือ "แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยี" ให้กับคนไทย
- ยื่นคำขอ: ยื่นแบบ ต.2 ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมเอกสารประกอบและค่าธรรมเนียมคำขอ
- การพิจารณาโดยคณะกรรมการ: คณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจะพิจารณาคำขอ (ใช้เวลาประมาณ 60 วัน)
- การออกใบอนุญาต: หากอนุมัติ คุณต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (คำนวณตามทุนจดทะเบียน) และจะได้รับใบอนุญาตเพื่อเริ่มประกอบกิจการ
ข้อกำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับผู้ถือหุ้นต่างชาติ
ทุนจดทะเบียนไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ แต่ต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศจริงตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของธุรกิจ
- ธุรกิจที่ไม่ต้องขอใบอนุญาต: สำหรับบริษัทที่คนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกิน 49% ทุนขั้นต่ำคือ 2 ล้านบาท (แม้ทางปฏิบัติจะจดทะเบียนต่ำกว่านั้นได้หากเป็นคนไทยถือหุ้นใหญ่ แต่แนะนำ 2 ล้านบาทเพื่อความสะดวกในการขอ Work Permit)
- ธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาต (ตาม FBA): ต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 25% ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3 ปีแรก แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาทต่อหนึ่งกิจกรรม
- เงื่อนไขการนำเข้าเงินทุน: โดยทั่วไปต้องนำเข้าเงินทุนขั้นต่ำ 25% ภายใน 3 เดือนแรก และให้ครบ 100% ภายใน 3 ปี หลังจากได้รับใบอนุญาตหรือเริ่มประกอบธุรกิจ
การเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ด้านอสังหาริมทรัพย์และวีซ่า
ความแตกต่างในการถือครองทรัพย์สินและสิทธิการพำนักเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริหารและนักลงทุนต่างชาติ
ด้านอสังหาริมทรัพย์
- BOI: บริษัทที่ได้รับส่งเสริมสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน โรงงาน หรือที่พักอาศัยของพนักงานและผู้บริหารได้ตามจำนวนที่คณะกรรมการอนุมัติ แม้ว่าบริษัทนั้นจะเป็นต่างชาติ 100% ก็ตาม
- FBA/FBL: ไม่ได้รับสิทธิในการถือครองที่ดินตามกฎหมายที่ดินของไทย ชาวต่างชาติสามารถเช่าระยะยาว (Leasehold) หรือถือครองได้เฉพาะกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
- สิทธิพิเศษ BOI: สามารถใช้ระบบ "Smart Visa" หรือ Visa พิเศษสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งไม่ต้องทำรายงานตัว 90 วันในบางกรณี และลดขั้นตอนการขอ Work Permit ผ่านระบบออนไลน์
- ขั้นตอนปกติ (Non-B Visa): สำหรับบริษัททั่วไป ต้องปฏิบัติตามกฎเหล็ก "พนักงานไทย 4 คน : ต่างชาติ 1 คน" และต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 2 ล้านบาทต่อต่างชาติ 1 คน
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในการจดทะเบียนบริษัทต่างชาติ
- "การขอ BOI สำหรับโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น": ในปัจจุบัน BOI มีหมวดหมู่สำหรับธุรกิจบริการ ธุรกิจซอฟต์แวร์ และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเครื่องจักรหรือโรงงาน
- "มี FBL แล้วจะทำอะไรก็ได้": ใบอนุญาต FBL จะระบุขอบเขตธุรกิจไว้อย่างชัดเจน หากต้องการขยายธุรกิจไปยังประเภทอื่นที่ถูกจำกัด ต้องขออนุญาตใหม่เพิ่มเป็นรายกิจการ
- "จดทะเบียนบริษัท 51/49 แล้วจะปลอดภัยเสมอ": หากใช้ "นอมินี" (คนไทยที่ถือหุ้นแทนโดยไม่มีอำนาจหรือส่วนได้เสียจริง) ถือว่าผิดกฎหมายอาญา ทั้งตัวต่างชาติและคนไทยที่รับถือหุ้นแทน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. การขอ BOI ใช้เวลานานเท่าไหร่?
โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 40-90 วันทำการ นับจากวันที่ยื่นเอกสารครบถ้วน ขึ้นอยู่กับขนาดการลงทุนและประเภทธุรกิจ
2. ถ้าได้ BOI แล้ว ยังต้องขอ FBL อีกหรือไม่?
หากคุณได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องขอ FBL แยกต่างหาก แต่ต้องไปยื่นขอ "หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว" (Foreign Business Certificate - FBC) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นขั้นตอนทางทะเบียนที่รวดเร็วกว่า
3. ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท ต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีทันทีหรือไม่?
กฎหมายกำหนดให้ต้องนำเข้าเงินทุนตามสัดส่วน (เช่น 25% ภายใน 3 เดือนแรก) ไม่จำเป็นต้องใส่เงินเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน แต่ต้องมีหลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศมายังบัญชีบริษัทในไทย
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ
การจดทะเบียนธุรกิจสำหรับคนต่างด้าวในประเทศไทยมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดทางเทคนิคสูง คุณควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจเมื่อ:
- คุณต้องการถือหุ้น 100% แต่ไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณเข้าข่ายการส่งเสริมของ BOI หรือไม่
- ต้องจัดเตรียมแผนธุรกิจเพื่อยื่นขอ FBL ซึ่งต้องใช้ภาษาทางกฎหมายและข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่รัดกุม
- โครงสร้างธุรกิจมีความซับซ้อน มีการถือหุ้นผ่านหลายนิติบุคคล
- ต้องการความมั่นใจว่าโครงสร้างการถือหุ้นของคุณถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ถูกมองว่าเป็นนอมินี
ขั้นตอนต่อไป
- วิเคราะห์โมเดลธุรกิจ: ตรวจสอบรหัสกิจกรรมธุรกิจของคุณกับบัญชีท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าว
- ตรวจสอบสิทธิประโยชน์: ศึกษาคู่มือการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากเว็บไซต์ของ BOI
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: นัดหมายพูดคุยกับที่ปรึกษากฎหมายเพื่อประเมินความเป็นไปได้และวางแผนภาษีเบื้องต้น
- จัดเตรียมเอกสาร: เริ่มรวบรวมหลักฐานการเงิน ประวัติผู้บริหาร และแผนงานในประเทศไทย