ควบรวม-ซื้อกิจการ Thailand ต้องเริ่มยังไง? เช็ก Due Diligence

อัปเดตเมื่อ Dec 11, 2025
  • ดีลควบรวม-ซื้อกิจการ (M&A) ในไทยต้องเริ่มจากการกำหนดขอบเขต Due Diligence ทางกฎหมายและการเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการ "คัดกรองดีล" หรือ "ตรวจเช็คเชิงลึกก่อนปิดดีล"
  • ประเด็นที่มักเจอความเสี่ยงสูงในไทยได้แก่ แรงงานและสวัสดิการ ภาษีที่ยังไม่ถูกประเมิน สัญญาที่ต้องขอความยินยอมจากคู่สัญญา และทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียนไม่ครบ
  • โครงสร้างการชำระเงินควรผูกกับผลการ Due Diligence ผ่านกลไกเช่น การปรับราคาหลังปิดดีล Holdback/Escrow และข้อกำหนด Warranties & Indemnities ที่เขียนชัด
  • หลายดีลในไทยต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานรัฐ หรือแจ้งต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หากผิดขั้นตอนอาจถูกสั่งปรับหรือให้แก้โครงสร้างดีลภายหลัง
  • การวางแผนการผสานกิจการ (Post-Merger Integration) ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา จะช่วยลดความเสี่ยงด้านคน ระบบ และการปฏิบัติตามกฎหมายหลังปิดดีล
  • เจ้าของกิจการและผู้บริหารควรจ้างทนายและที่ปรึกษา M&A ตั้งแต่ช่วงร่าง Term Sheet/LOI เพื่อออกแบบโครงสร้างดีล เงื่อนไข และไทม์ไลน์ที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย

ดีลควบรวม-ซื้อกิจการในไทย: ภาพรวมและทำไม Due Diligence จึงสำคัญ

สำหรับดีล M&A ในไทย การตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) คือเครื่องมือหลักในการ "เปิดความจริง" ของกิจการเป้าหมาย ก่อนที่จะยอมจ่ายราคาและรับความเสี่ยงมาอยู่ในงบดุลของคุณเอง. เป้าหมายไม่ใช่การหาข้อเสียให้เลิกดีล แต่คือการรู้ให้ครบ เพื่อนำไปใช้เจรจาราคา เงื่อนไข และแผนผสานกิจการให้ปลอดภัยที่สุด.

กลุ่มผู้อ่านหลักของบทความนี้คือผู้บริหาร เจ้าของกิจการ นักลงทุน และทีมคอร์ปอเรตที่กำลัง "เตรียมทำหรือกำลังทำดีลจริง" (intent แบบ Do/Compare) ไม่ใช่เพียงอ่านเอาความรู้ทั่วไป. เนื้อหาจะโฟกัสที่ขั้นตอนเชิงปฏิบัติ เน้นบริบทกฎหมายไทย และประเด็นที่มักสร้างความประหลาดใจในช่วงท้ายดีล หากไม่เตรียมตัวล่วงหน้า.

ในประเทศไทย โครงสร้างดีลที่พบบ่อยคือ "ซื้อหุ้น" (Share Deal) และ "ซื้อทรัพย์สิน" (Asset Deal) ซึ่งแต่ละแบบมีผลต่อขอบเขต Due Diligence ที่ต้องทำ ภาระภาษี และการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่แตกต่างกันอย่างมาก. การวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นว่าจะใช้โครงสร้างใด จึงเป็นจุดเริ่มที่ดีของทุกดีล.

ขอบเขตการตรวจสอบ Due Diligence ทางกฎหมายและการเงินคืออะไร?

ขอบเขต Due Diligence ที่ดีต้องตอบคำถาม 3 ข้อหลัก: "เรากำลังซื้ออะไรจริงๆ", "กำลังเสี่ยงอะไรอยู่" และ "ราคานี้ยังคุ้มอยู่ไหมเมื่อรู้ความเสี่ยงแล้ว". ในทางปฏิบัติจะต้องออกแบบร่วมกันระหว่างฝ่ายธุรกิจ การเงิน และทีมกฎหมาย เพื่อโฟกัสในประเด็นที่กระทบมูลค่าดีลและความเสี่ยงสำคัญ ไม่ใช่ตรวจทุกอย่างแบบกระจายตัวจนใช้เวลาเกินจำเป็น.

ขอบเขตการตรวจสอบทางกฎหมาย (Legal Due Diligence)

Legal Due Diligence ในดีลไทยมักครอบคลุมอย่างน้อยประเด็นต่อไปนี้:

  • สถานะนิติบุคคลและโครงสร้างผู้ถือหุ้น - หนังสือรับรอง บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ข้อบังคับบริษัท ข้อตกลงผู้ถือหุ้น สิทธิพิเศษของผู้ถือหุ้นเดิม และข้อจำกัดการโอนหุ้น
  • ใบอนุญาตและการประกอบธุรกิจต่างด้าว - ใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, BOI, ใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ (เช่น สถาบันการเงิน, ประกัน, โทรคมนาคม) และประเด็น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
  • สัญญาสำคัญ - สัญญาลูกค้า-ซัพพลายเออร์, สัญญาเงินกู้และหลักประกัน, สัญญาเช่าทรัพย์สิน, สัญญาร่วมทุน รวมถึงเงื่อนไข Change of Control หรือสิทธิยกเลิกเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น
  • แรงงานและ HR - สัญญาจ้าง นโยบายโบนัส/คอมมิชชั่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อพิพาทแรงงานค้างอยู่ และภาระผูกพันเชิงสัญญาต่อผู้บริหารหลัก
  • ทรัพย์สินและภาระผูกพัน - โฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ภาระจำนอง ภาระจำยอม สิทธิให้เช่า/ให้ใช้สิทธิ์ และทรัพย์สินอื่นที่อาจมีการนำไปค้ำประกันหนี้
  • ทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี - เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า สัญญาไลเซนส์ และสัญญา IT/ซอฟต์แวร์หลัก
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance) - ภาษี, สิ่งแวดล้อม, PDPA และกฎหมายเฉพาะอุตสาหกรรม รวมถึงประวัติการถูกปรับหรือถูกสั่งทางปกครอง
  • ข้อพิพาทและคดีความ - คดีแพ่ง อาญา แรงงาน ภาษี หรืออนุญาโตตุลาการ ที่อาจสร้างภาระชดใช้หรือความเสื่อมเสียต่อกิจการ

โดยทั่วไปทนายจะขอชุดเอกสารผ่าน "Data Room" แล้วจัดทำรายงานสองระดับคือ (1) Red-Flag Report สรุปประเด็นเสี่ยงที่อาจทำให้ดีลต้องปรับโครงสร้างหรือราคา และ (2) รายงานเต็ม (Full Report) สำหรับทีมธุรกิจและการเงินใช้วางแผนระยะยาว.

ขอบเขตการตรวจสอบทางการเงินและภาษี (Financial & Tax Due Diligence)

ด้านการเงินและภาษี มักดำเนินโดยที่ปรึกษาทางการเงินหรือที่ปรึกษาบัญชี ร่วมกับทีมกฎหมายที่คอยเชื่อมโยงกับสัญญาและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง.

  • คุณภาพของกำไร (Quality of Earnings) - วิเคราะห์ว่ากำไรปัจจุบันเกิดจากธุรกิจปกติหรือปัจจัยชั่วคราว เช่น ขายสินทรัพย์ครั้งเดียว ส่วนลดพิเศษ หรือการรับรู้รายได้ผิดช่วงเวลา
  • โครงสร้างหนี้และภาระนอกงบดุล - เงินกู้ ภาระค้ำประกัน หนังสือค้ำประกันธนาคาร (BG) สัญญาเช่าการเงิน และภาระที่ไม่ได้บันทึกในงบดุล เช่น สัญญาขั้นต่ำระยะยาว
  • เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) - ลูกหนี้การค้า สต็อกสินค้า เจ้าหนี้การค้า นโยบายเครดิตลูกค้าและเงื่อนไขจ่ายซัพพลายเออร์ เพื่อใช้กำหนดกลไกปรับราคาวันปิดดีล
  • ภาษีในอดีตและความเสี่ยงภาษี - ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการถูกตรวจสอบโดยกรมสรรพากรหรือประเด็นที่อาจถูกประเมินย้อนหลัง
หมวด Due Diligence เป้าหมายหลัก
กฎหมาย (Legal) ยืนยันว่ากิจการ "เป็นของผู้ขายจริง" และไม่มีภาระผูกพันซ่อนเร้นที่ทำให้มูลค่ากิจการลดลงหรือมีความเสี่ยงทางคดี
การเงิน (Financial) ประเมินคุณภาพกำไรและความยั่งยืนของกระแสเงินสด เทียบกับราคาที่จะจ่าย
ภาษี (Tax) ค้นหาภาษีค้างจ่ายหรือความเสี่ยงถูกประเมินย้อนหลัง แล้วนำไปออกแบบราคาและเงื่อนไขชดใช้ความเสียหาย

ตัวอย่างขอบเขต Due Diligence แบบ "ใช้งานจริง"

  • ดีลซื้อกิจการเทคสตาร์ตอัป - เน้น IP, สัญญาไลเซนส์, สัญญา ESOP, PDPA และสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ มากกว่าที่จะลงลึกในทรัพย์สินถาวร
  • ดีลซื้อโรงงานผลิต - เน้นที่ดินและใบอนุญาตก่อสร้าง ใบอนุญาตโรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม สัญญาเช่า/ยูทิลิตี้ และข้อพิพาทแรงงาน
  • ดีลซื้อพอร์ตลูกค้า (Asset Deal) - โฟกัสสัญญาลูกค้า สิทธิใช้ฐานข้อมูลและข้อมูลส่วนบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการโอนสัญญาแต่ละฉบับ

ประเด็นด้านแรงงาน ภาษี สัญญาบุคคลที่สาม และทรัพย์สินทางปัญญาต้องดูอะไรเป็นพิเศษ?

4 กลุ่มประเด็นนี้มักเป็นที่มาของ "ความเสี่ยงแอบแฝง" ในดีล M&A ในไทย เพราะมักไม่สะท้อนในตัวเลขงบการเงินทันที แต่สามารถสร้างภาระค่าใช้จ่ายหรือข้อพิพาทในอนาคตได้มหาศาล. การออกแบบ Due Diligence ให้เจาะลึกในส่วนนี้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณต่อรองราคาและเงื่อนไขป้องกันความเสี่ยงได้ดีขึ้นมาก.

แรงงานและ HR

  • ตรวจสอบ สัญญาจ้าง รูปแบบค่าตอบแทน โบนัส คอมมิชชั่น และสิทธิประโยชน์อื่นว่าถูกต้องตามกฎหมายแรงงานไทย
  • ทบทวน คู่มือพนักงานและนโยบายภายใน ว่าสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจดู หนี้สินและภาระผูกพันต่อพนักงาน เช่น เงินชดเชยเลิกจ้างสะสม โบนัสตามผลงานที่ยังไม่ได้จ่าย หรือข้อตกลงการันตีโบนัสผู้บริหาร
  • ค้นหา ข้อพิพาทแรงงานค้างอยู่ ทั้งชั้นศาลแรงงานและสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  • วิเคราะห์ ความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างหลังดีล เช่น การยุบตำแหน่ง ย้ายสถานที่ทำงาน หรือการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาจ้าง

ภาษี

  • ตรวจสอบ การยื่นภาษีครบถ้วนหรือไม่ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีท้องถิ่น
  • ดู จดหมายโต้ตอบกับกรมสรรพากร ตรวจสอบการถูกประเมินย้อนหลังหรือข้อโต้แย้งที่อาจลุกลามในอนาคต
  • วิเคราะห์ โครงสร้างธุรกรรมที่อาจขัดกับแนวปฏิบัติของสรรพากร เช่น Transfer Pricing, thin capitalization หรือการใช้บริษัทในต่างประเทศ
  • ประเมิน ภาษีที่เกิดจากโครงสร้างดีลเอง (เช่น Share Deal vs Asset Deal, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, อากรแสตมป์ และภาษีที่ดิน/ค่าธรรมเนียมโอน)

สัญญากับบุคคลที่สาม

หลายดีลต้อง "ขอความยินยอมจากคู่สัญญา" ก่อน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้สัญญาสำคัญถูกยกเลิกหรือขาดความคุ้มครอง.

  • ค้นหา ข้อกำหนด Change of Control ในสัญญาลูกค้า ซัพพลายเออร์ สายการบิน/โลจิสติกส์ ธนาคาร/เจ้าหนี้ และสัญญาเช่าที่ตั้งธุรกิจ
  • จัดกลุ่มสัญญาเป็น Critical / Important / Others เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการขอความยินยอมก่อนหรือหลัง Signing/Completion
  • ในกรณี Asset Deal ต้องทยอยทำ Novation/Assignment Agreement เพื่อโอนสิทธิ-หน้าที่จากบริษัทเดิมไปยังบริษัทใหม่ให้ครบ

ทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลส่วนบุคคล

  • ตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้า ชื่อแบรนด์ โลโก้ ซอฟต์แวร์ และผลงานสำคัญ จดทะเบียนในชื่อบริษัทที่กำลังซื้อจริงหรือไม่ ไม่ใช่ชื่อผู้ถือหุ้น/ผู้ก่อตั้งส่วนตัว
  • ทบทวน สัญญากับนักพัฒนาซอฟต์แวร์/ฟรีแลนซ์ ว่ามีการโอนสิทธิในผลงานให้บริษัทอย่างชัดเจนหรือไม่
  • ประเมินการปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งนโยบายความเป็นส่วนตัว การขอความยินยอม มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และบันทึกการประมวลผลข้อมูล
  • หากดีลเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก ควรพิจารณา เงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย เกี่ยวกับ PDPA และความรับผิดกรณีมีข้อมูลรั่วไหลในอดีต

จะจัดโครงสร้างการชำระเงินและป้องกันความเสี่ยง (Warranties & Indemnities) อย่างไร?

ผลลัพธ์ของ Due Diligence ควรสะท้อนไปใน "ราคาและสัญญา" ไม่ใช่เป็นเพียงรายงานที่ถูกเก็บในแฟ้มเอกสาร. วิธีปฏิบัติที่ดีคือใช้โครงสร้างการชำระเงินแบบยืดหยุ่นควบคู่กับ Warranties & Indemnities ที่ออกแบบมาเฉพาะความเสี่ยงของดีลนั้นๆ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายแบ่งความเสี่ยงกันอย่างเหมาะสม.

โครงสร้างราคาและการชำระเงิน

  • Fixed Price + Locked Box - กำหนดราคาตายตัว ณ วันที่อ้างอิงงบการเงิน โดยผู้ขายรับปากว่าไม่ดึงมูลค่ากิจการออกหลังวันนั้น ใช้กับดีลที่ตัวเลขค่อนข้างนิ่ง
  • Completion Accounts - ให้มีการคำนวณราคาสุดท้ายภายหลังวันปิดดีล โดยเทียบเงินทุนหมุนเวียนและหนี้สินจริงกับตัวเลขเป้าหมายที่ตกลงกัน
  • Earn-out - ผูกส่วนหนึ่งของราคากับผลการดำเนินงานในอนาคต เหมาะกับดีลที่มูลค่าขึ้นกับการเติบโต เช่น เทคสตาร์ตอัป หรือธุรกิจที่เพิ่งรีแบรนด์
  • Holdback / Escrow - กันเงินส่วนหนึ่งไว้ชั่วคราวในบัญชีเอสโครว์เพื่อใช้ชดเชยหากมีการผิด Warranties หรือ Indemnities ภายหลัง

Warranties: คำรับรองของผู้ขาย

Warranties คือชุดคำรับรองเกี่ยวกับสภาพกิจการ โดยทั่วไปครอบคลุม:

  • สถานะบริษัทและอำนาจในการขายหุ้น/ทรัพย์สิน
  • ความถูกต้องของงบการเงินและบัญชี
  • ความครบถ้วนของภาษีที่ได้ชำระแล้ว
  • การไม่มีภาระผูกพันซ่อนเร้นที่มีนัยสำคัญ
  • ความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งมอบใน Due Diligence

ผู้ขายมักจะ "เปิดเผยข้อยกเว้น" ไว้ใน Disclosure Letter เพื่อให้สิ่งที่ถูกเปิดเผยแล้วไม่ถือว่าเป็นการผิด Warranties ซึ่งเป็นจุดที่ทีมกฎหมายต้องช่วยเจรจาอย่างใกล้ชิด.

Indemnities: กลไกชดใช้ความเสียหาย

Indemnities ใช้สำหรับความเสี่ยงเฉพาะที่พบจาก Due Diligence เช่น คดีความค้างอยู่ หรือความเสี่ยงภาษีจากธุรกรรมในอดีต. การเขียน Indemnities ที่ดีในดีลไทยมักมีองค์ประกอบดังนี้:

  • เฉพาะเจาะจง - ระบุเหตุการณ์และความเสี่ยงที่ครอบคลุมอย่างชัดเจน
  • เพดานความรับผิด (Cap) - จำกัดวงเงินความรับผิดของผู้ขาย โดยอาจต่างจาก Cap ของ Warranties ทั่วไป
  • เกณฑ์ขั้นต่ำ (De minimis/Basket) - กำหนดมูลค่าความเสียหายขั้นต่ำต่อเคส และรวมขั้นต่ำทั้งหมดก่อนเริ่มใช้สิทธิเรียกร้อง
  • กำหนดระยะเวลายื่นเคลม - เช่น 3-5 ปีสำหรับภาษี หรือยาวกว่าสำหรับเรื่องกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน

ประกัน W&I (Warranty & Indemnity Insurance)

ในดีลที่มีมูลค่าสูง หรือต้องการให้ผู้ขาย "ออกจากดีล" แบบจำกัดความรับผิด อาจพิจารณาใช้ประกัน W&I ซึ่งบริษัทประกันจะรับความเสี่ยงส่วนหนึ่งแทนผู้ขาย. อย่างไรก็ตาม ในไทยยังพบไม่มากในดีลขนาดกลาง-เล็ก และต้องประเมินค่าเบี้ยประกันกับความคุ้มค่าทางธุรกิจอย่างรอบคอบ.

ข้อบังคับเรื่องการอนุญาตจากหน่วยงานรัฐและกฎหมายแข่งขันทางการค้าในไทยมีอะไรบ้าง?

นอกจากการเจรจาระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายแล้ว ดีล M&A ในไทยจำนวนไม่น้อยต้องผ่านด่าน "รัฐและหน่วยงานกำกับ" ก่อนจะปิดดีลได้. การวางแผนล่วงหน้าว่าต้องขออนุมัติจากที่ใด ใช้เวลาประมาณเท่าไร และยื่นก่อนหรือหลังการทำธุรกรรม จึงเป็นหนึ่งในไทม์ไลน์สำคัญของดีล.

การอนุมัติภายในบริษัทและผู้ถือหุ้น

  • มติคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น - สำหรับบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนไทย มูลค่าธุรกรรมที่สูงอาจเข้าข่าย "การจำหน่ายทรัพย์สินที่มีนัยสำคัญ" หรือ "ได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีนัยสำคัญ" ซึ่งต้องผ่านมติพิเศษของผู้ถือหุ้น
  • ข้อบังคับบริษัท - บางบริษัทมีข้อกำหนดพิเศษเกี่ยวกับการรับผู้ถือหุ้นรายใหม่ หรือการจำกัดสิทธิออกเสียงของผู้ถือหุ้นต่างชาติ
  • ข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) - อาจมีสิทธิ Veto หรือเงื่อนไข Tag/Drag Along ที่ต้องเจรจาร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่น

หน่วยงานรัฐและกฎหมายเฉพาะที่อาจเกี่ยวข้อง

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า - การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น กรรมการ และโครงสร้างทุนต้องจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูข้อมูลพื้นฐานได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) - กรณีทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน หรือโครงสร้างดีลที่กระทบต่อผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
  • คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) - หากกิจการได้รับการส่งเสริม ต้องตรวจสอบเงื่อนไขการโอนหุ้นหรือโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ BOI
  • หน่วยงานกำกับเฉพาะอุตสาหกรรม - เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (สถาบันการเงิน), คปภ. (ประกัน), กสทช. (โทรคมนาคม), อย. (อาหาร/ยา) เป็นต้น

กฎหมายแข่งขันทางการค้าไทย

ดีลที่ทำให้เกิดการรวมธุรกิจในตลาดที่มีคู่แข่งไม่มาก หรือตลาดที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง อาจต้องแจ้งหรือขออนุญาตตามกฎหมายแข่งขันทางการค้าไทย. หน่วยงานหลักคือสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเผยแพร่แนวปฏิบัติและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องไว้ที่ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า.

ประเด็นปฏิบัติที่ควรระวัง ได้แก่:

  • ตรวจสอบว่าโครงสร้างดีลเข้าข่าย การรวมธุรกิจที่ต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้า หรือเพียง ต้องแจ้งภายหลัง ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • หลีกเลี่ยงการ "ผสานกิจการก่อนเวลา" (Gun Jumping) เช่น การร่วมกำหนดราคา หรือแบ่งตลาดกัน ก่อนดีลได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ
  • ในบางอุตสาหกรรม อาจต้องดูทั้งกฎหมายแข่งขันทางการค้า "ทั่วไป" และ "กฎหมายเฉพาะ" ของหน่วยงานกำกับพร้อมกัน

แผนการผสานกิจการหลังดีล (Post-Merger Integration) และข้อพึงระวังเชิงปฏิบัติ

ความสำเร็จของดีล M&A ไม่ได้วัดแค่วันที่เซ็นหรือปิดดีล แต่คือความสามารถในการผสานคน ระบบ วัฒนธรรม และกระบวนการให้ทำงานร่วมกันได้จริง. การออกแบบแผน Post-Merger Integration ตั้งแต่ช่วง Due Diligence จะช่วยให้คุณรู้ทันปัญหาที่อาจเกิดใน 90-180 วันแรกหลังปิดดีล.

วางแผน Integration ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา

  • กำหนด เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ของดีล เช่น เพิ่มส่วนแบ่งตลาด เข้าสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี
  • ระบุ Synergies ที่คาดหวัง (รายได้/ต้นทุน) พร้อมสมมติฐานอย่างเป็นรูปธรรม
  • ตั้ง Integration Team ร่วมระหว่างสองฝ่าย พร้อม Sponsor ระดับผู้บริหาร
  • ใช้ข้อมูลจาก Due Diligence เพื่อระบุ "จุดเสี่ยง" และ "จุดต้องเร่งผสาน" เช่น ระบบบัญชี HR หรือสัญญาลูกค้าใหญ่

ระหว่าง Signing - Completion: ทำอะไรได้-ไม่ได้

  • ยังต้องถือว่าบริษัททั้งสองฝ่าย เป็นคู่แข่ง/คู่ค้าแยกกันอยู่ จนกว่าจะปิดดีลจริง หลีกเลี่ยงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงแข่งขันที่เกินจำเป็น
  • เชื่อมต่อทีม Integration ระดับโครงสร้าง เช่น กำหนดวันย้ายระบบ กำหนดนโยบายพนักงานใหม่โดยยังไม่ลงมือปฏิบัติจริงจนกว่าจะปิดดีล
  • กำหนด แผนสื่อสาร กับพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและการสูญเสียคนสำคัญ

Checklist 90 วันแรกหลังปิดดีล

  1. จดทะเบียนการเปลี่ยนแปลง - ผู้ถือหุ้น กรรมการ ที่อยู่ วัตถุประสงค์ทุน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานเกี่ยวข้อง
  2. อัปเดตใบอนุญาตและสัญญา - ขอเปลี่ยนชื่อผู้รับอนุญาต ทำเอกสาร Novation/Assignment สัญญาเช่า สัญญาลูกค้า/ซัพพลายเออร์สำคัญ
  3. ผสานนโยบาย HR - โครงสร้างเงินเดือน/โบนัส สวัสดิการ กฎระเบียบภายใน พร้อมสื่อสารให้พนักงานเข้าใจว่า "อะไรเปลี่ยน - อะไรไม่เปลี่ยน"
  4. ผสานระบบบัญชีและภาษี - เลือกระบบบัญชีหลัก ปรับผังบัญชี วิธีรับรู้รายได้ และกำกับการยื่นภาษีให้เป็นมาตรฐานเดียว
  5. ผสานระบบ IT และข้อมูลส่วนบุคคล - ย้าย/เชื่อมฐานข้อมูลลูกค้า ระบบ ERP/CRM และตรวจสอบให้เป็นไปตาม PDPA
  6. ติดตาม Synergies - วัดผลเทียบแผนที่วางไว้ ปรับกลยุทธ์หาก Synergies ไม่เกิดตามคาด

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในการทำดีลควบรวม-ซื้อกิจการในไทย

  • "เป็นดีลเล็ก ไม่ต้องทำ Due Diligence ก็ได้" - แม้ดีลมูลค่าไม่สูง แต่ภาระภาษีหรือคดีความบางประเภทสามารถเกินมูลค่าดีลได้ การทำ Red-Flag Due Diligence แบบย่อยังคงสำคัญ
  • "ซื้อหุ้นแล้ว ทุกอย่างจะเป็นของเราโดยอัตโนมัติ" - สัญญาและใบอนุญาตจำนวนมากมีเงื่อนไข Change of Control ซึ่งอาจทำให้คู่ค้าเลิกสัญญาหรือรัฐไม่อนุญาต หากไม่วางแผนล่วงหน้า
  • "ถ้าพบปัญหาระหว่าง Due Diligence แปลว่าต้องยกเลิกดีล" - ในทางปฏิบัติ ปัญหาที่พบมักถูกใช้เป็นฐานต่อรองราคา ปรับโครงสร้างดีล หรือกำหนด Indemnities เพิ่มเติม มากกว่าจะทำให้ดีลล้มเลิกทันที

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Due Diligence และดีล M&A ในไทย

การทำ Due Diligence ในไทยใช้เวลานานเท่าไร?

สำหรับดีลขนาดกลาง ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ นับจากวันที่เอกสารใน Data Room พร้อม. ดีลที่มีโครงสร้างซับซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับหลายประเทศอาจใช้เวลานานกว่านั้น โดยไทม์ไลน์ควรถูกผูกไว้ใน Term Sheet/LOI ตั้งแต่แรก.

SME หรือธุรกิจครอบครัวต้องทำ Due Diligence ละเอียดแค่ไหน?

ไม่จำเป็นต้องละเอียดเท่าดีลบริษัทจดทะเบียน แต่อย่างน้อยควรมีการตรวจสอบด้านกฎหมายพื้นฐาน (สถานะบริษัท สัญญา ภาษีหลัก และคดีความ) และการเงิน (คุณภาพกำไร หนี้สิน และภาษี) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกินคาด.

ค่าทนายและที่ปรึกษา Due Diligence คิดอย่างไร?

โดยมากจะคิดตามชั่วโมงทำงานหรือเป็น Package ตามขนาดดีลและขอบเขตงานที่ตกลงกัน. การกำหนด Scope ให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าต้องการ Red-Flag หรือ Full Report จะช่วยควบคุมงบประมาณได้ดีกว่า.

ควรเลือกซื้อหุ้น (Share Deal) หรือซื้อทรัพย์สิน (Asset Deal) ดีกว่า?

Share Deal มักทำได้ง่ายกว่าในเชิงปฏิบัติ เพราะโครงสร้างสัญญาและใบอนุญาตส่วนใหญ่ยังอยู่ในบริษัทเดิม ขณะที่ Asset Deal ให้ความยืดหยุ่นในการคัดกรองทรัพย์สินและหนี้สิน แต่ต้องทำงานเอกสารโอนย้ายและขอความยินยอมจากคู่สัญญามากกว่า. การเลือกโครงสร้างควรพิจารณาร่วมกันด้านภาษี กฎหมาย และธุรกิจ.

ถ้าพบปัญหาใหญ่ระหว่าง Due Diligence ยังเดินหน้าดีลได้ไหม?

ได้ ขึ้นกับว่าจัดโครงสร้างใหม่หรือเจรจาเงื่อนไขป้องกันอย่างไร เช่น ปรับลดราคา เพิ่ม Indemnities แยกทรัพย์สินเสี่ยงออกจากดีล หรือกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ขายแก้ไขปัญหาก่อน Completion.

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความและที่ปรึกษาด้านธุรกรรม M&A

โดยทั่วไปควรเริ่มคุยกับทนายและที่ปรึกษา M&A ทันทีที่คุณเริ่มเจรจาโครงสร้างดีลหรือร่าง Term Sheet/LOI เพราะหลายเงื่อนไขที่ดู "ไม่ผูกมัด" ในช่วงแรก อาจส่งผลทางกฎหมายและการเจรจาราคาต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ.

  • ช่วงวางกลยุทธ์ดีล - ทนายช่วยประเมินว่าโครงสร้างดีลใดเหมาะกับกฎหมายไทย ภาษี และข้อจำกัดของธุรกิจคุณ
  • ช่วงร่างและเจรจา Term Sheet/LOI - เพื่อระบุเงื่อนไขสำคัญ เช่น เงื่อนไขบังคับก่อน (Conditions Precedent), ช่วงเวลาทำ Due Diligence, ข้อจำกัดการเจรจากับบุคคลอื่น และกรอบราคา
  • ช่วงทำ Due Diligence - เพื่อช่วยวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นเสี่ยงที่พบ พร้อมแปลงผล Due Diligence ไปเป็นโครงสร้างราคาและเงื่อนไขในสัญญาซื้อขาย
  • ช่วงร่างและเจรจาสัญญาซื้อขาย (SPA/APA) - ทนายเป็นผู้ออกแบบ Warranties, Indemnities และกลไกการชำระเงินให้สอดคล้องกับผลการ Due Diligence

ขั้นตอนต่อไปสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนดีล M&A ในไทย

หากคุณกำลังเตรียมซื้อหรือขายกิจการในไทย ขั้นตอนต่อไปที่แนะนำมีดังนี้:

  1. กำหนดเป้าหมายดีลให้ชัด - คุณต้องการซื้อ "ธุรกิจทั้งหมด", "ทีมและเทคโนโลยี" หรือ "ฐานลูกค้า" เป็นหลัก จุดนี้จะกำหนดทั้งโครงสร้างดีลและขอบเขต Due Diligence
  2. เตรียมเอกสารภายใน - หากคุณเป็นผู้ขาย เริ่มจัดระเบียบงบการเงิน สัญญาสำคัญ ใบอนุญาต และข้อมูลบริษัทให้พร้อมในรูปแบบ Data Room เพื่อลดเวลาและคำถามซ้ำ
  3. คัดเลือกทีมที่ปรึกษา - ทั้งทนาย M&A และที่ปรึกษาทางการเงิน/บัญชีที่เข้าใจบริบทไทย และเคยทำดีลในอุตสาหกรรมใกล้เคียง
  4. ออกแบบไทม์ไลน์ดีล - ระบุช่วง Due Diligence ช่วงขออนุญาตหน่วยงานรัฐ และช่วง Integration หลังดีล เพื่อดูว่าดีลมี "จุดอ่อนไหน" ด้านเวลา
  5. วางแผนการผสานกิจการตั้งแต่วันนี้ - คิดล่วงหน้าเรื่องทีมหลักที่ต้องการรักษาไว้ ระบบที่จะต้องผสาน และสัญญาลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ที่ต้องดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ
  6. เริ่มต้นพูดคุยเชิงลึกกับทนาย - เพื่อตรวจสอบความพร้อมด้านกฎหมาย และปรับกลยุทธ์ดีลให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและโอกาสที่คุณยอมรับได้

การเตรียมตัวเชิงรุกในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กำหนดกลยุทธ์ดีล ออกแบบ Due Diligence ไปจนถึงการผสานกิจการหลังปิดดีล จะช่วยให้คุณใช้ดีล M&A เป็นเครื่องมือขยายธุรกิจในไทยได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด.

บทความที่คล้ายกัน

ประเทศไทย Dec 11, 2025

กรรมการบริษัทรับผิดอะไรบ้างใน Thailand เสี่ยงคดีไหน

กรรมการบริษัทในไทยมีความรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และทางปกครอง หากฝ่าฝืนหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ร.บ....

อ่านบทความ
ประเทศไทย Dec 11, 2025

แก้ปัญหาข้อพิพาทแรงงานในองค์กร Thailand ไกล่เกลี่ยอย่างไร

การมี "นโยบายไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายใน" ที่ชัดเจน ช่วยลดโอกาสถูกฟ้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน คณะกรรมการแรงงานสัม...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Jan 10, 2026

ขั้นตอนจดทะเบียนมูลนิธิใน Thailand: กฎหมายที่ผู้บริจาคต้องรู้

ตั้งมูลนิธิหรือสมาคมการกุศลในไทย: ขั้นตอนกฎหมายที่ผู้บริจาคและผู้ก่อตั้งต้องรู้ การจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทย...

อ่านบทความ

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย
Anona International And Consultancy Co.,  Ltd. Logo
Anona International And Consultancy Co., Ltd.
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2020
ทนายความ 10 คน
ฟรี 1 hour
ธนาคารและการเงิน การย้ายถิ่นฐาน สิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม