ผู้ถือหุ้นทะเลาะกันทำไงดี? ทางเลือกก่อนฟ้องศาลใน Thailand

อัปเดตเมื่อ Jan 10, 2026
  • บทความนี้เหมาะกับผู้ถือหุ้น ผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้บริหารใน "บริษัทไทย" (B2B) ที่ต้องการแก้ข้อพิพาทเรื่องอำนาจบริหาร ปันผล หรือการโอนหุ้น ก่อนธุรกิจเสียหายหนัก
  • เริ่มจาก "เอกสารให้ถูกชุด" (ข้อบังคับ/หนังสือบริคณห์สนธิ/สัญญาผู้ถือหุ้น/รายงานประชุม/บัญชีผู้ถือหุ้น) เพราะข้อพิพาทส่วนใหญ่แพ้ชนะกันที่หลักฐานและขั้นตอนการประชุม
  • ทางเลือกก่อนฟ้องศาลที่ใช้ได้จริงคือ เจรจาแบบมีกรอบ ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง) และอนุญาโตตุลาการ หากสัญญากำหนดไว้
  • เมื่อจำเป็น ผู้ถือหุ้นมักใช้ "สิทธิเรียกประชุม-คัดค้าน/ขอให้แก้บันทึก-ทักท้วงมติ-ขอเพิกถอนมติ-เรียกค่าเสียหาย" โดยต้องคุมเส้นตายและทำให้ถูกกระบวน
  • สัญญา/ข้อบังคับที่ดีตั้งแต่แรก (deadlock, buy-sell, reserved matters, information rights) ลดโอกาส "แตกหัก" ได้มากกว่าการไปสู้กันทีหลัง

ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยคืออะไร และทำไมควรรีบจัดการ

ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นคือความขัดแย้งเรื่อง "ใครควบคุมบริษัท" "เงินออกอย่างไร" และ "ข้อมูลโปร่งใสแค่ไหน" ซึ่งมักลุกลามจากความไม่ชัดเจนของสิทธิ หน้าที่ และขั้นตอนประชุม หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ธุรกิจอาจสะดุด เสียลูกค้า เสียทีมงาน และมูลค่าบริษัทลดลงก่อนคดีถึงที่สุด

จุดประสงค์การค้นหาของผู้อ่านมักเป็นแบบผสม: ต้องการเข้าใจภาพรวม (Know) และต้องการลงมือทำทันที (Do) เช่น "ต้องเริ่มจากเอกสารอะไร" "เรียกประชุมได้ไหม" "ควรเจรจาแบบไหน" รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือก (Compare) ระหว่างไกล่เกลี่ย/อนุญาโตฯ/ศาล

  • ตัวอย่างสถานการณ์: ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยถูกกันออกจากการบริหาร, บริษัทไม่จ่ายปันผลทั้งที่มีกำไร, มีการโอนหุ้น/เพิ่มทุนแบบไม่โปร่งใส, ประชุมผู้ถือหุ้นไม่ถูกต้อง
  • เป้าหมายเชิงธุรกิจ: ลดความเสียหายและรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน มากกว่า "เอาชนะให้ได้อย่างเดียว"
  • คุณมีเอกสารบริษัทฉบับล่าสุดครบหรือยัง (ข้อบังคับ/บัญชีผู้ถือหุ้น/รายงานประชุม)?
  • ข้อพิพาทของคุณเป็นเรื่อง "สิทธิข้อมูล" "อำนาจลงมติ" หรือ "ธุรกรรมเงิน/ทรัพย์สิน" เป็นหลัก?

สัญญาและเอกสารสำคัญที่กำหนดสิทธิของผู้ถือหุ้นในบริษัทไทย

ก่อนคุยเรื่องเจรจาหรือฟ้องศาล ให้จัดเอกสารที่ "บอกกติกา" และ "พิสูจน์ข้อเท็จจริง" เพราะข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในไทยมักตัดสินกันที่ความถูกต้องของกระบวนการประชุม เอกสารการโอนหุ้น และหลักฐานการตัดสินใจของกรรมการ/ผู้ถือหุ้น

เอกสาร ช่วยตอบคำถามอะไร ควรดูจุดไหนเป็นพิเศษ
หนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับบริษัท สิทธิออกเสียง การเรียกประชุม องค์ประชุม การลงมติ การโอนหุ้น เงื่อนไขการโอนหุ้น/สิทธิซื้อก่อน, การส่งหนังสือเชิญประชุม, มติธรรมดา/มติพิเศษ
สัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ข้อตกลง "นอกข้อบังคับ" เช่น อำนาจร่วมลงนาม สิทธิยับยั้ง วิธีแก้ deadlock reserved matters, deadlock, buy-sell, non-compete, ข้อกำหนดอนุญาโตฯ/ศาล
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และทะเบียนหุ้น ใครเป็นผู้ถือหุ้นจริง สัดส่วนเท่าไร โอนหุ้นถูกต้องหรือไม่ วันที่มีผลโอนหุ้น, เอกสารการชำระค่าหุ้น, การลงลายมือชื่อ/พยาน
รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น/กรรมการ + หนังสือเชิญประชุม ขั้นตอนประชุมถูกไหม วาระครบไหม มติออกมาอย่างไร การระบุวาระ, ผู้เข้าประชุม/ผู้รับมอบฉันทะ, การนับคะแนน, ผู้คัดค้านให้บันทึกไว้หรือไม่
งบการเงิน/เอกสารบัญชี/รายการเดินบัญชีที่เกี่ยวข้อง กำไรจริงหรือไม่ เงินไหลออกไปไหน มีรายการกับบุคคลเกี่ยวโยงหรือไม่ รายการค่าใช้จ่ายผิดปกติ, เงินกู้กรรมการ/ผู้ถือหุ้น, รายการซื้อขายระหว่างกัน

ในทางปฏิบัติ ผู้ถือหุ้นมักขอ "สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น" และ "งบการเงิน" จากระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อยืนยันสถานะและดูข้อมูลตั้งต้นของคดีหรือการเจรจา: DBD e-Service ประชาชน (ขอเอกสาร/บัญชีผู้ถือหุ้น/งบการเงิน)

  • Checklist ก่อนเริ่มคุย/เริ่มพิพาท
    • รวบรวมเอกสารฉบับล่าสุด (รวมถึงฉบับแก้ไข)
    • ทำไทม์ไลน์เหตุการณ์: ใครทำอะไร เมื่อไร มีหลักฐานอะไร
    • แยก "ข้อพิพาทเชิงอารมณ์" ออกจาก "ข้อพิพาทเชิงสิทธิ/ตัวเลข" เพื่อให้เจรจาได้
  • สัญญาผู้ถือหุ้นของคุณมีข้อกำหนดไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการไว้หรือไม่?
  • รายงานประชุม/หนังสือเชิญประชุมมีช่องโหว่เรื่องวาระ องค์ประชุม หรือการมอบฉันทะหรือเปล่า?

กรณีพิพาทที่พบบ่อย: ถูกกันออกจากการบริหาร ปันผลไม่เป็นธรรม หรือขายหุ้นไม่โปร่งใส

ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยมักเกิดจาก "ความไม่สมดุลของข้อมูลและอำนาจลงนาม" มากกว่าข้อกฎหมายที่ซับซ้อน หากระบุประเภทปัญหาให้ชัด จะเลือกทางออกที่กระทบธุรกิจน้อยที่สุดได้เร็วขึ้น

ถูกกันออกจากการบริหาร (Freeze-out / ถูกตัดสิทธิการตัดสินใจ)

สัญญาณสำคัญคือผู้ถือหุ้น/ผู้ร่วมก่อตั้งยังถือหุ้นอยู่ แต่ถูกตัดออกจากการลงนาม การเข้าถึงบัญชี หรือการร่วมกำหนดทิศทางบริษัท ทางแก้ที่ได้ผลมักเริ่มจากการยืนยันสิทธิในเอกสารและ "ทำให้การตัดสินใจสำคัญต้องผ่านที่ประชุม" ตามกติกา

  • พบได้บ่อยในบริษัทที่ไม่มีสัญญาผู้ถือหุ้น หรือมีแต่ใช้จริงไม่เป็น
  • แนวทางรับมือเชิงปฏิบัติ
    • ขอเอกสาร/ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ (ทำเป็นหนังสือและเก็บหลักฐานการส่ง)
    • ตรวจความถูกต้องของการแต่งตั้งกรรมการ/อำนาจลงนามจากเอกสารจดทะเบียน
    • ใช้กลไกเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อทบทวน/กำหนดมติเรื่องอำนาจลงนาม นโยบายอนุมัติรายจ่าย และการแต่งตั้งกรรมการ
  • คุณถูกตัดออกจาก "ตำแหน่ง" หรือถูกตัดออกจาก "ข้อมูลและการอนุมัติเงิน" (หรือทั้งสองอย่าง)?
  • มีธุรกรรมสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น (ขายสินทรัพย์/เพิ่มทุน/กู้เงิน) ที่ต้องรีบ "หยุดความเสี่ยง" หรือไม่?

ปันผลไม่เป็นธรรม / นำกำไรออกทางอื่น

การไม่จ่ายปันผลไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไป เพราะการจ่ายปันผลต้องผ่านมติและต้องดูฐานะทางการเงิน แต่ปัญหามักอยู่ที่การนำผลประโยชน์ออกในรูปแบบอื่น เช่น ค่าใช้จ่ายที่ไม่สมเหตุสมผล หรือทำธุรกรรมกับบุคคล/บริษัทที่เกี่ยวข้องแบบไม่เป็นธรรม

  • แนวทางตรวจสอบ
    • ดูงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงิน (รายการกับบุคคลเกี่ยวโยง เงินให้กู้ยืม ค่าใช้จ่ายบริหาร)
    • เทียบรายงานประชุมที่อนุมัติงบ/กำหนดนโยบายปันผล ว่ามีการชี้แจงเหตุผลเพียงพอหรือไม่
  • แนวทางเจรจาที่รักษาธุรกิจ
    • ตกลงนโยบายปันผลขั้นต่ำตามเงื่อนไข (เช่น เมื่อกระแสเงินสดถึงเกณฑ์)
    • กำหนดเพดานค่าใช้จ่าย/เพดานรายการกับบุคคลเกี่ยวโยงที่ต้องขอมติผู้ถือหุ้น
  • บริษัท "ไม่จ่ายปันผลเพราะต้องลงทุนต่อ" หรือ "ไม่จ่ายปันผลแต่มีเงินไหลออกแบบอื่น"?
  • คุณต้องการเงินคืน (cash-out) หรือต้องการให้บริษัทกลับมาบริหารโปร่งใส (fix governance) มากกว่ากัน?

ขายหุ้น/โอนหุ้น/เพิ่มทุนไม่โปร่งใส (Dilution / โอนหุ้นผิดขั้นตอน)

ข้อพิพาทกลุ่มนี้ทำให้สัดส่วนถือหุ้นเปลี่ยนและกระทบอำนาจลงมติทันที จึงควรรีบตรวจเอกสารการโอนหุ้น รายงานประชุมที่อนุมัติ และความชอบด้วยกติกาในข้อบังคับ/สัญญาผู้ถือหุ้น

  • จุดเสี่ยงที่พบบ่อย
    • โอนหุ้นโดยไม่ทำตามเงื่อนไขในข้อบังคับ (เช่น ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน)
    • เพิ่มทุน/ออกหุ้นใหม่โดยไม่สื่อสารข้อมูลสำคัญ หรือกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ถือหุ้นบางกลุ่มเสียเปรียบ
    • รายงานประชุมไม่สะท้อนการคัดค้าน หรือวาระไม่ชัดเจน
  • ทางเลือกเร่งด่วนเมื่อมีความเสี่ยง "เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น"
    • ส่งหนังสือทักท้วง/คัดค้านและขอให้บันทึกไว้
    • พิจารณามาตรการคุ้มครองชั่วคราว (เพื่อหยุดผลกระทบที่ย้อนกลับยาก) ตามข้อเท็จจริงของคดี
  • คุณมีสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น "ก่อนและหลัง" เหตุการณ์แล้วหรือยัง?
  • ข้อบังคับกำหนดสิทธิซื้อก่อน/ข้อจำกัดการโอนไว้อย่างไร และได้ทำตามจริงหรือไม่?

ทางเลือกก่อนฟ้องศาล: เจรจา ไกล่เกลี่ย หรือใช้อนุญาโตตุลาการเพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ

ถ้าเป้าหมายคือให้บริษัทเดินต่อ การใช้กระบวนการที่ควบคุมความลับและความเร็วได้มักคุ้มกว่าเริ่มจากการฟ้องศาลทันที โดยเฉพาะเมื่อคู่กรณียังต้องทำงานร่วมกัน หรือยังต้องเซ็นเอกสารร่วมในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ทางเลือก เหมาะเมื่อ ข้อดี ข้อควรระวัง
เจรจา (Negotiation) แบบมีกรอบ ข้อเท็จจริงยังไม่สุดโต่ง และทุกฝ่ายยังอยากรักษาธุรกิจ เร็ว ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำที่สุด ต้องมี "กรอบและเส้นตาย" ไม่เช่นนั้นจะยื้อเวลา/เสียหลักฐาน
ไกล่เกลี่ย (Mediation) รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง สื่อสารกันเองไม่ไหว แต่ยังอยากตกลง มีคนกลางช่วย ลดอารมณ์และรักษาความสัมพันธ์ ต้องเตรียมข้อเสนอที่ทำได้จริง และมีอำนาจตัดสินใจมาร่วม
อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) สัญญากำหนดไว้/ต้องการความลับ/คู่กรณีต่างชาติ ความลับมากกว่า เลือกผู้ชี้ขาดได้ กระบวนการยืดหยุ่นกว่า ค่าใช้จ่ายอาจสูง และต้องวางกลยุทธ์เอกสาร/พยานตั้งแต่ต้น
ฟ้องศาล ต้องการคำสั่งผูกพันตามกฎหมาย/ต้องการเพิกถอนมติ/มีความจำเป็นต้องคุ้มครองชั่วคราว มีอำนาจบังคับตามกฎหมายชัดเจน ใช้เวลาและทรัพยากรมาก และกระทบภาพลักษณ์/ความสัมพันธ์

หากต้องการเริ่มไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง สามารถดูข้อมูลช่องทางของศาลยุติธรรมได้ที่ ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง (สำนักงานศาลยุติธรรม)

ถ้าสัญญากำหนดให้ใช้อนุญาโตตุลาการ หรือคุณต้องการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง สามารถดูเอกสารกฎหมายได้ที่ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 (สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม)

  • Checklist "เจรจาให้จบก่อนแตกหัก"
    • กำหนดประเด็นให้ชัด: (1) อำนาจบริหาร (2) เงิน/ปันผล (3) โครงสร้างหุ้น (4) ทางออก (ซื้อหุ้น/ขายหุ้น/ปรับบทบาท)
    • แลกเอกสารขั้นต่ำที่จำเป็นก่อนเจรจา (งบ, รายงานประชุม, โครงสร้างผู้ถือหุ้น)
    • ตกลงมาตรการคุ้มครองชั่วคราวทางธุรกิจ: ห้ามทำธุรกรรมสำคัญเกินวงเงินโดยไม่เห็นชอบร่วม
    • ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง (แม้เป็นข้อตกลงชั่วคราว)
  • คุณต้องการ "รักษาบริษัท" หรือ "แยกทางอย่างเป็นธรรม" (buyout) มากกว่ากัน?
  • สัญญาปัจจุบันบังคับให้ต้องไกล่เกลี่ย/อนุญาโตฯ ก่อนฟ้องหรือไม่?

ขั้นตอนการใช้สิทธิผู้ถือหุ้น ฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุม หรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย

เมื่อทางเลือกแบบประนีประนอมเริ่มไม่พอ ผู้ถือหุ้นควรเดินเกมอย่างเป็นขั้นตอน: เก็บหลักฐานให้ครบ ใช้สิทธิในที่ประชุมให้ถูก และคุมกำหนดเวลา เพื่อรักษาสิทธิในการเพิกถอนมติหรือเรียกค่าเสียหายตามกรณี

  1. กำหนด "เป้าหมายทางกฎหมาย" ให้ชัดก่อนลงมือ

    • ต้องการให้มติเป็นโมฆะ/เพิกถอนมติ?
    • ต้องการหยุดธุรกรรมเร่งด่วน (คุ้มครองชั่วคราว)?
    • ต้องการให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการบริหารที่ทำให้บริษัท/ผู้ถือหุ้นเสียหาย?
    • ต้องการให้ซื้อหุ้นออก/แยกทาง (ทางธุรกิจ) มากกว่าเข้าสู่คดี?
  2. รวบรวมหลักฐาน "กระบวนการ" ให้ครบ (มักเป็นจุดแพ้ชนะ)

    • หนังสือเชิญประชุม + หลักฐานการส่ง/ประกาศ
    • รายชื่อผู้เข้าประชุม/มอบฉันทะ
    • รายงานประชุมฉบับร่างและฉบับลงนาม
    • เอกสารประกอบวาระ (งบ, สัญญาสำคัญ, รายการซื้อขาย)
  3. ใช้สิทธิในที่ประชุมให้ครบถ้วน

    • ขอให้บันทึกคำคัดค้าน/ข้อสงวนสิทธิไว้ในรายงานประชุม
    • ขอให้แสดงเอกสารประกอบวาระที่จำเป็นก่อนลงมติ
    • หากมีความผิดปกติของวาระ/องค์ประชุม ให้ทักท้วงทันทีและเก็บหลักฐาน
  4. หากต้องฟ้อง: เลือก "ประเภทคำขอ" ให้สัมพันธ์กับข้อเท็จจริง

    • ฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น/มติกรรมการ: ใช้เมื่อมติออกมาไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามข้อบังคับ/ขั้นตอน
    • ฟ้องเรียกค่าเสียหาย: ใช้เมื่อการกระทำของกรรมการ/ผู้เกี่ยวข้องทำให้เกิดความเสียหายที่พิสูจน์เป็นตัวเงินได้
    • ขอคุ้มครองชั่วคราว: ใช้เมื่อหากปล่อยไว้จะเกิดความเสียหายที่แก้คืนยาก (เช่น โอนหุ้น/ขายทรัพย์สินสำคัญ)
  • สิ่งที่มักทำให้คดี "ยากขึ้นโดยไม่จำเป็น"
    • เริ่มจากโพสต์กล่าวหา/ทำลายชื่อเสียง แทนที่จะเริ่มจากหนังสือทวงถามและการเก็บหลักฐาน
    • เข้าประชุมแต่ไม่ทักท้วง/ไม่ขอให้บันทึกคัดค้าน ทำให้เสียโอกาสทางข้อเท็จจริง
    • ยื้อเจรจาโดยไม่คุมเส้นตาย จนพลาดช่วงเวลาที่ควรใช้สิทธิทางศาล
  • คุณมีหลักฐาน "การทักท้วง" และ "การขอให้บันทึกคัดค้าน" หรือยัง?
  • ข้อพิพาทของคุณต้องการคำสั่งเร่งด่วนเพื่อหยุดความเสียหายหรือไม่?

ค่าใช้จ่ายและกรอบเวลาโดยประมาณ (Thailand)

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาของข้อพิพาทผู้ถือหุ้นแตกต่างกันมากตามความซับซ้อน จำนวนเอกสาร ผู้เกี่ยวข้อง และว่าต้องขอคำสั่งเร่งด่วนหรือไม่ แต่คุณสามารถวางงบและไทม์ไลน์เบื้องต้นได้จาก "เส้นทางที่เลือก"

เส้นทาง กรอบเวลาโดยทั่วไป ต้นทุนที่มักเจอ
เจรจา (มีทนายช่วยร่างกรอบ/ข้อตกลง) ประมาณ 2-8 สัปดาห์ ค่าที่ปรึกษา/ค่าร่างสัญญา, ค่าเอกสาร
ไกล่เกลี่ย ประมาณ 1-3 เดือน ค่าเตรียมข้อเสนอและเอกสาร, ค่าใช้จ่ายตามกระบวน/สถานที่ (แล้วแต่กรณี)
อนุญาโตตุลาการ ประมาณ 6-18 เดือน ค่าธรรมเนียมสถาบัน/ผู้ชี้ขาด (ตามข้อพิพาท), ค่าทนาย, ค่าผู้เชี่ยวชาญ
ฟ้องศาล ประมาณ 1-3 ปี (หรือมากกว่าในคดีซับซ้อน) ค่าธรรมเนียมศาล (มักคำนวณตามทุนทรัพย์ในคดีเรียกเงิน), ค่าทนาย, ค่าแปลเอกสาร/ผู้เชี่ยวชาญ, ค่าใช้จ่ายระหว่างนัด
  • ค่าใช้จ่ายที่หลายบริษัทมองข้าม
    • ต้นทุนธุรกิจ: ลูกค้าชะลอการตัดสินใจ, ธนาคาร/นักลงทุนขอข้อมูลเพิ่ม, ทีมผู้บริหารเสียเวลาไปกับข้อพิพาท
    • ต้นทุนข้อมูล: ค่าคัดเอกสาร, ค่าจัดทำบัญชี/ตรวจสอบพิเศษ (special review) เพื่อใช้ในการเจรจาหรือคดี
  • ถ้าคุณต้อง "หยุดความเสี่ยง" ภายใน 7-14 วัน มีเหตุการณ์อะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น?
  • เป้าหมายของคุณคือได้เงินชดเชย, ได้อำนาจบริหารคืน, หรือจบด้วยการซื้อขายหุ้น?

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อพิพาทผู้ถือหุ้น

หลายคดีไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดแตกหัก หากแก้ความเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นและจัดการเอกสาร/ขั้นตอนให้ถูกต้อง เพราะข้อพิพาทผู้ถือหุ้นคือ "เกมของกติกาและหลักฐาน" มากพอๆ กับ "ความสัมพันธ์"

  • เข้าใจผิด: "ถือหุ้นมากกว่า = ทำอะไรก็ได้"

    แม้ถือหุ้นมากจะมีอำนาจลงมติมากกว่า แต่ยังต้องทำตามกฎหมาย ขั้นตอนประชุม และข้อบังคับ หากกระบวนการไม่ชอบ มติอาจถูกโต้แย้งได้

  • เข้าใจผิด: "ไม่จ่ายปันผล = ผิดแน่นอน"

    การจ่ายปันผลมีเงื่อนไขและต้องผ่านมติ แต่ถ้ามีการเอาผลประโยชน์ออกทางอื่นหรือปกปิดข้อมูล ก็อาจเกิดประเด็นความรับผิดได้ตามข้อเท็จจริง

  • เข้าใจผิด: "คุยกันด้วยวาจาก็พอ เดี๋ยวค่อยทำเอกสาร"

    ในข้อพิพาทผู้ถือหุ้น รายละเอียดเล็กๆ เช่น เส้นตาย งวดชำระ เงื่อนไขซื้อหุ้น และการปลดล็อกอำนาจลงนาม ถ้าไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร มักกลับมาขัดแย้งซ้ำ

  • ข้อตกลงสำคัญล่าสุดของคุณ "เป็นเอกสาร" หรือยังเป็นแชท/วาจา?
  • ปัญหาที่แท้จริงคือ "ความไม่ไว้วางใจ" หรือ "กติกาไม่ชัด" (หรือทั้งสองอย่าง)?

FAQ

ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในไทยมีทางสู้ได้แค่ไหน?

มีทางสู้ได้ หากวางหลักฐานให้ดีและใช้สิทธิให้ถูกกระบวน โดยเฉพาะเมื่อมีความไม่ชอบด้วยกติกาการประชุม การปกปิดข้อมูล หรือธุรกรรมที่ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย สิ่งสำคัญคือเอกสารบริษัทและไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่พิสูจน์ได้

ถ้าไม่ได้เป็นกรรมการ ยังขอดูเอกสารบริษัทได้ไหม?

หลายกรณีทำได้ในขอบเขตที่เกี่ยวกับสิทธิผู้ถือหุ้นและการตัดสินใจในที่ประชุม แต่รายละเอียดขึ้นกับประเภทเอกสาร ข้อบังคับ และข้อเท็จจริงเชิงความลับทางธุรกิจ ทางปฏิบัติควรทำคำขอเป็นหนังสือและระบุเหตุผล/ขอบเขตให้ชัด

ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องเหมาะกับข้อพิพาทผู้ถือหุ้นไหม?

เหมาะมากเมื่อทั้งสองฝ่ายยังอยากรักษาธุรกิจและชื่อเสียง และต้องการคนกลางช่วยจัดกรอบการคุย โดยควรเตรียม "ข้อเสนอที่จบได้" เช่น ปรับโครงสร้างบริหาร ตั้งกติกาการอนุมัติเงิน หรือทำข้อตกลงซื้อขายหุ้นเพื่อแยกทาง

อนุญาโตตุลาการใช้ได้ทุกกรณีไหม?

มักใช้ได้เมื่อมีข้อตกลงอนุญาโตฯ ครอบคลุมข้อพิพาทนั้นๆ หรือทั้งสองฝ่ายยินยอมกันภายหลัง จุดเด่นคือความลับและความยืดหยุ่น แต่ควรประเมินค่าใช้จ่ายและความจำเป็นเรื่องคำสั่งเร่งด่วนประกอบ

ต้องไปเอา "บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด" จากที่ไหน?

สามารถขอเอกสารทางทะเบียนของนิติบุคคลได้ผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: DBD e-Service ประชาชน

เมื่อไหร่ควรปรึกษาทนายด้านกฎหมายบริษัทและการกำกับดูแลกิจการโดยเฉพาะ

ควรปรึกษาทนายเมื่อข้อพิพาทเริ่มกระทบอำนาจลงนาม เงินของบริษัท หรือโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพราะความผิดพลาดด้านขั้นตอนเพียงครั้งเดียว (เช่น หนังสือเชิญประชุม/การบันทึกคัดค้าน/การทำข้อตกลง) อาจทำให้เสียเปรียบระยะยาวทั้งในโต๊ะเจรจาและในศาล

  • สัญญาณที่ควรมีทนายช่วยทันที
    • มีการโอนหุ้น/เพิ่มทุน/ขายทรัพย์สินสำคัญ หรือกำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้
    • ถูกปิดกั้นข้อมูลการเงิน หรือสงสัยว่ามีรายการผิดปกติ
    • อีกฝ่ายเริ่มส่งหนังสือกล่าวหา/บอกเลิก/ข่มขู่จะฟ้อง หรือมีการแจ้งความ
    • ต้องการทำข้อตกลงซื้อขายหุ้น (buyout) และต้องจัดเงื่อนไขชำระเงิน/หลักประกัน/การส่งมอบอำนาจบริหาร
  • คุณต้องการทนายเพื่อ "เจรจาให้จบ" หรือเพื่อ "วางกลยุทธ์คดี" เป็นหลัก?
  • มีเส้นตายการประชุม/การลงมติ/ธุรกรรมที่ต้องทำภายในกี่วัน?

ขั้นตอนต่อไป

ถ้าคุณต้องการทางออกก่อนถึงศาล ให้เริ่มจากการจัดเอกสารและกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ (เช่น คืนอำนาจร่วมลงนามภายใน 14 วัน หรือสรุปดีลซื้อหุ้นภายใน 45 วัน) จากนั้นเลือกกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เหมาะกับความเร่งด่วนและความสัมพันธ์ของคู่กรณี

  1. ดึงเอกสารบริษัทฉบับล่าสุด: ข้อบังคับ/บัญชีผู้ถือหุ้น/รายงานประชุม/งบการเงิน
  2. ทำไทม์ไลน์และระบุ "ประเด็นชี้ขาด" 3-5 ข้อ (อำนาจบริหาร, เงิน, โครงสร้างหุ้น, ธุรกรรมที่โต้แย้ง)
  3. ส่งหนังสือขอข้อมูล/ทักท้วง/ขอให้หยุดธุรกรรมเสี่ยง (ถ้ามี) พร้อมกำหนดเส้นตายตอบกลับ
  4. เปิดโต๊ะเจรจาแบบมีกรอบ หรือเข้าสู่ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องเมื่อจำเป็น: ช่องทางไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง (ศาลยุติธรรม)
  5. หากต้องใช้อนุญาโตฯ/ศาล ให้ตรวจข้อกำหนดในสัญญาและเตรียมหลักฐานกระบวนการประชุมอย่างเป็นระบบ
  • คุณอยากให้ช่วยจัด "เช็กลิสต์เอกสารตามเคส" (เช่น เคสเพิ่มทุน/เคสโอนหุ้น/เคสปันผล) หรืออยากได้ "โครงข้อเสนอเจรจา" ที่ใช้ได้จริง?
  • บริษัทของคุณเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน และมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ/สัญญาภาษาอังกฤษเกี่ยวข้องหรือไม่?

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม