ข้อพิพาทการค้าใน Thailand: เลือกศาลไทยหรืออนุญาโตตุลาการดี?

อัปเดตเมื่อ Jan 12, 2026

ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ: ธุรกิจไทยควรเลือกศาลไทยหรืออนุญาโตตุลาการ?

เมื่อธุรกิจขยายตัวสู่ระดับสากล ความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทกับคู่ค้าต่างประเทศย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การตัดสินใจเลือกช่องทางระงับข้อพิพาทที่เหมาะสม-ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องต่อศาลหรือการใช้อนุญาโตตุลาการ-เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะกำหนดว่าคุณจะได้รับเงินคืนหรือปกป้องสิทธิของบริษัทได้รวดเร็วและคุ้มค่าเพียงใด

PRESERVED_BLOCK_0

การอ่านและตีความข้อกำหนดเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาลในสัญญาระหว่างประเทศ

ข้อกำหนดเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing Law) และเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) คือพิมพ์เขียวที่จะบอกว่าหากเกิดปัญหาขึ้น คุณต้องใช้กฎหมายของประเทศใดมาตัดสิน และต้องไปสู้กันที่ไหน หากไม่มีข้อความที่ชัดเจนในสัญญา ธุรกิจอาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลเพียงเพื่อโต้เถียงกันว่าศาลในประเทศใดมีอำนาจพิจารณาคดี

ในการอ่านสัญญาการค้า ธุรกิจไทยควรมองหาหัวข้อ "Dispute Resolution" หรือ "Governing Law" ซึ่งมักจะระบุไว้ดังนี้:

  • Governing Law: ระบุว่าใช้กฎหมายประเทศใด เช่น "This Agreement shall be governed by the laws of Thailand." หากเลือกกฎหมายต่างประเทศ คุณอาจต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเทศนั้นมาให้ความเห็น ซึ่งเพิ่มต้นทุนอย่างมาก
  • Jurisdiction/Forum Selection: ระบุสถานที่ระงับข้อพิพาท เช่น "The parties submit to the exclusive jurisdiction of the Thai Courts." หรือเลือกใช้อนุญาโตตุลาการ เช่น "Any dispute shall be settled by arbitration under the Rules of THAC."

คำถามติดตาม: หากในสัญญาไม่ได้ระบุเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับไว้เลย จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบ: โดยปกติจะใช้หลักกฎหมายขัดกัน (Conflict of Laws) ซึ่งมักพิจารณาจากสถานที่ที่สัญญานั้นเกิดขึ้นหรือสถานที่ที่มีการปฏิบัติตามสัญญามากที่สุด ซึ่งนำมาซึ่งความไม่แน่นอนสูง

ความแตกต่างระหว่างการฟ้องคดีในศาลไทยกับการใช้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

การเลือกระหว่างศาลไทยและอนุญาโตตุลาการไม่ใช่เพียงเรื่องของสถานที่ แต่คือการเลือก "ระบบ" ในการตัดสิน ศาลไทยดำเนินการโดยผู้พิพากษาและใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เคร่งครัด ในขณะที่อนุญาโตตุลาการคือกระบวนการเอกชนที่คู่สัญญาสามารถตกลงวิธีการและตัวบุคคลที่จะมาตัดสินคดีเองได้

ปัจจัย ศาลไทย (โดยเฉพาะศาลการค้าระหว่างประเทศ) อนุญาโตตุลาการ (Arbitration)
ผู้ตัดสิน ผู้พิพากษาอาชีพ (มีความเชี่ยวชาญในตัวบทกฎหมาย) ผู้เชี่ยวชาญที่คู่สัญญาเลือก (อาจเป็นวิศวกร, นักการธนาคาร)
ความรวดเร็ว อาจล่าช้าจากการอุทธรณ์/ฎีกา (3-7 ปี) มักจบในชั้นเดียว (1-2 ปี)
ค่าธรรมเนียม ค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ (มีเพดานสูงสุด) ค่าธรรมเนียมสถาบันและค่าตัวอนุญาโตตุลาการ (ค่อนข้างสูง)
การเปิดเผย พิจารณาโดยเปิดเผย ใครก็เข้าฟังได้ เป็นความลับสูงสุด ไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ
การบังคับใช้ บังคับในไทยได้ดี แต่ไปต่างประเทศยาก บังคับใช้ได้ทั่วโลกตามอนุสัญญานิวยอร์ก

ในประเทศไทย ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่หากขึ้นศาลจะถูกพิจารณาโดย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (CIPITC) ซึ่งมีผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีกระบวนการที่ทันสมัยกว่าศาลแพ่งทั่วไป

ต้นทุน เวลา และความลับทางธุรกิจ: ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

การตัดสินใจเลือกช่องทางระงับข้อพิพาทควรประเมินจากมูลค่าของสัญญาและความเปราะบางของข้อมูลธุรกิจ สำหรับสัญญามูลค่าสูงที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค อนุญาโตตุลาการมักเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว แม้จะมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่สูงกว่าการฟ้องศาลก็ตาม

1. ปัจจัยด้านต้นทุน:

  • ศาลไทย: เสียค่าธรรมเนียมศาล 2% ของทุนทรัพย์ (แต่ไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับทุนทรัพย์ไม่เกิน 50 ล้านบาท) ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับการฟ้องร้องในยุโรปหรืออเมริกา
  • อนุญาโตตุลาการ: ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้อนุญาโตตุลาการ (ซึ่งมักคิดเป็นรายชั่วโมงหรือตามสัดส่วนทุนทรัพย์) และค่าเช่าสถานที่สถาบัน เช่น สถาบันอนุญาโตตุลาการ (TAI) หรือ THAC

2. ปัจจัยด้านเวลา:

  • หากธุรกิจต้องการสภาพคล่องและต้องการคำตัดสินที่ถึงที่สุดอย่างรวดเร็ว อนุญาโตตุลาการตอบโจทย์กว่าเพราะไม่มีการอุทธรณ์ในเนื้อหาคดี

3. ปัจจัยด้านความลับ:

  • หากข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับสูตรอาหาร ซอร์สโค้ดซอฟต์แวร์ หรือกลยุทธ์การตลาดที่คู่แข่งไม่ควรทราบ การใช้อนุญาโตตุลาการจะช่วยป้องกันไม่ให้รายละเอียดเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในระบบสืบค้นคำพิพากษาของรัฐ

การบังคับใช้คำพิพากษาศาลต่างประเทศและคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการในไทย

ความเข้าใจที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจไทยคือ ประเทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศโดยตรง (เช่น ศาลจากนิวยอร์กหรือลอนดอน) หากคุณชนะคดีในศาลต่างประเทศ คุณอาจต้องเริ่มฟ้องร้องใหม่ในศาลไทยโดยใช้คำพิพากษานั้นเป็นเพียง "พยานหลักฐาน" ชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม หากคุณได้ "คำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการ" ไม่ว่าจะตัดสินที่สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือปารีส คุณสามารถนำคำชี้ขาดนั้นมาที่ศาลไทยเพื่อให้รับรองและบังคับคดีได้ทันที ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และอนุสัญญานิวยอร์ก ซึ่งศาลไทยมีขอบเขตจำกัดมากในการปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าว

Checklist การบังคับคดีในไทย:

  • คำชี้ขาดต้องเป็นที่สุด
  • ต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 3 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้
  • คำชี้ขาดนั้นต้องไม่ขัดต่อ "ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" (Public Policy)

บทบาทของทนายด้านการค้าระหว่างประเทศในการวางกลยุทธ์ข้อพิพาทข้ามพรมแดน

ทนายความการค้าระหว่างประเทศไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ว่าความในศาล แต่คือที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูข้อกำหนดเรื่องการระงับข้อพิพาทจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า หากคู่ค้าเบี้ยวสัญญา คุณจะมีทางออกที่มีประสิทธิภาพ

บทบาทของทนายความในขั้นตอนนี้รวมถึง:

  • การออกแบบข้อสัญญา (Drafting): เขียนเงื่อนไขให้รัดกุม เลือกสถาบันอนุญาโตตุลาการที่เหมาะสมกับงบประมาณ
  • การประเมินโอกาสชนะ (Merit Assessment): วิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายข้ามพรมแดนก่อนตัดสินใจฟ้อง
  • การสืบทรัพย์: ตรวจสอบว่าคู่ค้ามีทรัพย์สินอยู่ในประเทศที่จะบังคับคดีได้จริงหรือไม่ เพราะการชนะคดีแต่บังคับเงินไม่ได้คือการสูญเปล่า

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ

  1. "ฟ้องในไทยง่ายที่สุดเพราะเราอยู่ในพื้นที่": ความจริงคือ ถ้าคู่ค้าไม่มีทรัพย์สินในไทยเลย การชนะคดีในศาลไทยอาจไม่มีค่าอะไร เพราะคุณจะนำคำพิพากษาศาลไทยไปบังคับยึดทรัพย์ในต่างประเทศได้ยากมาก
  2. "อนุญาโตตุลาการแพงเกินไปสำหรับ SME": ปัจจุบันมีสถาบันอนุญาโตตุลาการในไทย (เช่น TAI หรือ THAC) ที่มีค่าธรรมเนียมที่เข้าถึงได้ และมีกระบวนการ "Small Claims" สำหรับข้อพิพาทมูลค่าไม่สูง
  3. "เลือกกฎหมายไทยแล้ว ต้องสู้คดีในศาลไทยเท่านั้น": ไม่จริง คู่สัญญาอาจตกลงใช้กฎหมายไทย แต่ให้ตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ (SIAC) ก็ได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. ถ้าคู่สัญญาต่างชาติไม่ยอมไปอนุญาโตตุลาการตามที่เขียนไว้ในสัญญาต้องทำอย่างไร?

คุณสามารถยื่นคำร้องต่อศาลในประเทศที่สถาบันอนุญาโตตุลาการนั้นตั้งอยู่ หรือศาลไทย เพื่อขอให้มีคำสั่งบังคับให้คู่สัญญาเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ หรือแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการแทนฝ่ายที่เพิกเฉยได้

2. ศาลการค้าระหว่างประเทศของไทยใช้เวลานานแค่ไหนในการตัดสิน?

โดยเฉลี่ย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (CIPITC) มีกระบวนการที่รวดเร็วกว่าศาลทั่วไป คดีมักจะเสร็จสิ้นในชั้นต้นภายใน 8-14 เดือน แต่หากมีการอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อาจต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1-2 ปี

3. เราสามารถเลือกใช้กฎหมายของประเทศที่สาม (Neutral Law) ได้หรือไม่?

ได้ครับ ธุรกิจมักเลือกกฎหมายอังกฤษ (English Law) หรือกฎหมายสิงคโปร์ เป็นกฎหมายกลางในการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากมีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล แม้คู่สัญญาจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศนั้นเลยก็ตาม

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความและขั้นตอนต่อไป

คุณควรปรึกษาทนายความการค้าระหว่างประเทศ ทันทีที่เริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้หรือก่อนที่จะส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับชำระหนี้ (Notice Letter) การขยับตัวผิดพลาดเพียงครั้งเดียวในคดีระหว่างประเทศอาจทำให้คุณเสียสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

ขั้นตอนต่อไปสำหรับธุรกิจ:

  1. ตรวจสอบสัญญา: ค้นหาหัวข้อ "Dispute Resolution" เพื่อดูว่าคุณผูกพันกับศาลหรืออนุญาโตตุลาการ
  2. ประเมินทรัพย์สินคู่ค้า: สืบหาว่าคู่ค้ามีทรัพย์สินอยู่ที่ใด เพื่อเลือกช่องทางฟ้องร้องที่บังคับคดีได้จริง
  3. เตรียมพยานหลักฐาน: รวบรวม Email, PO, Invoice และเอกสารการขนส่งทั้งหมดไว้ในที่ปลอดภัย
  4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ติดต่อทนายความที่มีประสบการณ์ในศาล CIPITC หรือการทำคดีในสถาบัน THAC/TAI เพื่อวางแผนการดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ

บทความที่คล้ายกัน

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม