คู่ค้าเบี้ยวสัญญาใน Thailand ฟ้องศาลหรือใช้อนุญาโตฯ ดีกว่า?

อัปเดตเมื่อ Jan 16, 2026

  • การเก็บหลักฐานคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร หลักฐานการส่งมอบงาน และการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลที่ยืนยันการผิดนัด
  • การฟ้องศาลแพ่งมีข้อดีเรื่องค่าธรรมเนียมที่คาดการณ์ได้และมีอำนาจบังคับคดีตามกฎหมาย แต่อาจใช้เวลานานหากมีการอุทธรณ์หรือฎีกา
  • อนุญาโตตุลาการเหมาะสำหรับข้อพิพาททางธุรกิจที่ซับซ้อนและต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ต้องมีการระบุไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น
  • การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท (Mediation) เป็นทางเลือกแรกที่ควรพิจารณาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
  • การพิจารณาทุนทรัพย์หรือมูลค่าความเสียหายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจเลือกวิธีระงับข้อพิพาทที่คุ้มค่าที่สุด

ประเมินการผิดสัญญาและหลักฐานที่ต้องเตรียมก่อนดำเนินการ

การประเมินเบื้องต้นต้องพิจารณาว่าคู่สัญญาผิดสัญญาในส่วนใด เช่น ผิดนัดชำระเงิน ส่งมอบงานล่าช้า หรือผลงานไม่ได้มาตรฐานตามที่ระบุไว้ การเตรียมเอกสารที่ครบถ้วนจะช่วยให้ทนายความสามารถประเมินโอกาสชนะคดีและเลือกช่องทางทางกฎหมายที่เหมาะสมได้แม่นยำขึ้น

การรวบรวมหลักฐานในไทยควรเน้นเอกสารดังต่อไปนี้:

  • สัญญาและข้อตกลง: ตัวสัญญาต้นฉบับ ใบสั่งซื้อ (PO) ใบเสนอราคา หรือข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR)
  • หลักฐานการผิดนัด: หนังสือทวงถาม (Notice Letter) ที่ส่งโดยทนายความและมีใบตอบรับจากไปรษณีย์
  • การสื่อสารทางดิจิทัล: แคปหน้าจอการสนทนาผ่าน LINE, Email หรือ Facebook Messenger ซึ่งตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้
  • พยานวัตถุและบุคคล: ภาพถ่ายความเสียหาย รายงานการตรวจรับงาน หรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา

การฟ้องศาลแพ่งในไทย: ข้อดีและข้อเสียสำหรับธุรกิจ

การดำเนินคดีผ่านศาลแพ่งเป็นวิธีมาตรฐานในไทยเมื่อเกิดการผิดสัญญา โดยกระบวนการจะเริ่มจากการยื่นคำฟ้อง การสืบพยาน และการมีคำพิพากษา วิธีนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และมีกลไกสนับสนุนจากกรมบังคับคดีในการยึดทรัพย์สินหากคู่ความไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

หัวข้อ ข้อดี ข้อเสีย
ค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมศาลชัดเจน (ประมาณ 1-2% ของทุนทรัพย์) มีค่าใช้จ่ายแฝงหากคดียืดเยื้อหลายปี
ระยะเวลา มีกรอบเวลาการนัดพิจารณาที่แน่นอนในระดับหนึ่ง อาจใช้เวลา 1-3 ปี หากมีการสู้คดีถึงชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา
ความเป็นส่วนตัว เป็นระบบเปิดที่มีบันทึกชัดเจน ข้อมูลการฟ้องร้องอาจสืบค้นได้โดยบุคคลภายนอก
การบังคับใช้ คำพิพากษาสามารถนำไปบังคับคดีได้ทันทีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี ขั้นตอนการบังคับคดีอาจซับซ้อนและต้องใช้เวลาเพิ่ม

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบศาลได้ที่ เว็บไซต์ศาลยุติธรรม

ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการในไทย

อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) คือการให้ "คนกลาง" ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาตัดสินข้อพิพาทแทนศาล ซึ่งมักใช้ในสัญญาจ้างก่อสร้าง สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ หรือโครงการขนาดใหญ่ โดยในไทยมีหน่วยงานหลักคือ สถาบันอนุญาโตตุลาการ (THAC) และสำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม (TAI)

ขั้นตอนโดยสังเขปมีดังนี้:

  1. การยื่นคำร้อง: ฝ่ายที่เสียหายยื่นคำเสนอข้อพิพาทตามที่ระบุไว้ในสัญญา
  2. การตั้งอนุญาโตตุลาการ: คู่ความเลือกผู้เชี่ยวชาญ 1 หรือ 3 ท่านมาเป็นผู้ตัดสิน
  3. การสืบพยาน: กระบวนการคล้ายศาลแต่มีความยืดหยุ่นกว่าและทำในสถานที่เป็นส่วนตัว
  4. คำชี้ขาด: เมื่อมีคำชี้ขาด ผลจะผูกพันคู่สัญญาและสามารถนำไปร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดได้

ค่าใช้จ่าย: จะประกอบด้วยค่าธรรมเนียมสถาบันและค่าตอบแทนอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมักจะสูงกว่าค่าธรรมเนียมศาลหากทุนทรัพย์ไม่สูงมากนัก แต่จะคุ้มค่าในเชิงเวลาสำหรับคดีที่มีมูลค่าสูง

เงื่อนไขในสัญญาที่กำหนดเส้นทางการต่อสู้

แผนผังการตัดสินใจเลือกระหว่างการฟ้องศาลแพ่งหรืออนุญาโตตุลาการเมื่อเกิดการผิดสัญญา
แผนผังการตัดสินใจเลือกระหว่างการฟ้องศาลแพ่งหรืออนุญาโตตุลาการเมื่อเกิดการผิดสัญญา

ก่อนจะเลือกว่าจะไปศาลหรืออนุญาโตตุลาการ คุณต้องตรวจสอบ "ข้อตกลงการระงับข้อพิพาท" (Dispute Resolution Clause) ในสัญญาเดิม หากสัญญาระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการ คุณจะไม่สามารถข้ามขั้นตอนไปฟ้องศาลได้โดยตรง เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายจะยินยอม

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบในสัญญา:

  • Dispute Resolution Clause: ระบุไว้หรือไม่ว่าต้องไปที่ไหน (ศาลไทย หรือ สถาบันอนุญาโตตุลาการใด)
  • Governing Law: กฎหมายที่ใช้บังคับเป็นกฎหมายไทยหรือไม่
  • Condition Precedent: มีเงื่อนไขว่าต้อง "เจรจากันก่อน" (Good faith negotiation) เป็นเวลา 30-60 วันหรือไม่ก่อนจะเริ่มดำเนินการทางกฎหมาย

การไกล่เกลี่ย vs การดำเนินคดีเชิงรุก: เมื่อไหร่ควรเลือกทางไหน

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการไกล่เกลี่ย การฟ้องศาล และอนุญาโตตุลาการ
อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการไกล่เกลี่ย การฟ้องศาล และอนุญาโตตุลาการ

การไกล่เกลี่ย (Mediation) คือการพยายามหาข้อยุติที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย โดยมีคนกลางช่วยประนีประนอม ในไทยมีการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ซึ่งช่วยให้ได้ข้อสรุปที่รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด

  • ควรเลือกการไกล่เกลี่ยเมื่อ: คู่ค้ายังมีศักยภาพในการชำระหนี้แต่ติดปัญหาชั่วคราว หรือคุณยังต้องการทำธุรกิจกับเขาต่อในอนาคต
  • ควรเริ่มดำเนินคดี (ศาล/อนุญาโต) เมื่อ: คู่ค้ามีพฤติกรรมทุจริต ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง หรือเริ่มมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

คุณสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องได้ที่ ระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ของศาลยุติธรรม

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  • "อนุญาโตตุลาการราคาถูกกว่าศาลเสมอ": ไม่จริง ในกรณีที่ทุนทรัพย์ต่ำ ค่าตอบแทนรายชั่วโมงหรือตามสัดส่วนของอนุญาโตตุลาการอาจสูงกว่าค่าธรรมเนียมศาล
  • "แชท LINE ใช้ฟ้องไม่ได้": พลาดอย่างมาก ในไทยศาลยอมรับหลักฐานดิจิทัลหากสามารถพิสูจน์ตัวตนผู้ส่งและเนื้อหาไม่มีการแก้ไข
  • "คำตัดสินอนุญาโตตุลาการไม่มีผลบังคับ": คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันตามกฎหมาย และสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ออกคำบังคับคดีได้ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ

FAQ

1. ถ้าไม่ได้เขียนระบุในสัญญาว่าให้อันไหนตัดสิน จะไปอนุญาโตตุลาการได้ไหม?

ทำได้เฉพาะในกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมร่วมกันในภายหลังเพื่อทำ "สัญญาประนีประนอมยอมความ" ให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอม ต้องไปฟ้องศาลแพ่งตามปกติ

2. การฟ้องศาลแพ่งในไทยใช้เวลานานแค่ไหน?

สำหรับคดีผิดสัญญาธุรกิจทั่วไปในศาลชั้นต้น มักใช้เวลาประมาณ 8-14 เดือน อย่างไรก็ตาม หากมีการอุทธรณ์หรือฎีกา ระยะเวลาอาจยืดออกไปเป็น 3-5 ปี

3. หนังสือทวงถาม (Notice) จำเป็นต้องมีไหม?

จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงเจตนาว่าคุณได้ให้โอกาสคู่สัญญาแก้ไขการผิดนัดแล้ว และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการเริ่มนับอายุความหรือการเรียกเกี้ยดอกเบี้ยผิดนัด

4. ค่าทนายความในไทยคิดอย่างไร?

ส่วนใหญ่คิดแบบเหมาจ่ายตามระยะของคดี (ชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา) หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินที่เรียกคืนได้ (Contingency fee) ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับสำนักงานกฎหมาย

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ

คุณควรปรึกษาทนายความทันทีที่มูลค่าความเสียหายเริ่มส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจ หรือเมื่อคู่สัญญาเริ่มนิ่งเฉยต่อการทวงถาม การจ้างทนายความตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยในการร่างหนังสือทวงถามที่รัดกุม ซึ่งบางครั้งช่วยให้จบเรื่องได้โดยไม่ต้องขึ้นศาล

ขั้นตอนต่อไป:

  1. รวบรวมเอกสาร: จัดเตรียมสัญญา ใบแจ้งหนี้ และประวัติการสนทนาทั้งหมด
  2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ให้ทนายความตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาเพื่อดูช่องทางการระงับข้อพิพาท
  3. ส่งหนังสือทวงถาม: เริ่มต้นด้วยการส่ง Notice Letter อย่างเป็นทางการเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
  4. ตัดสินใจเลือกช่องทาง: เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและความเร็วระหว่างการไกล่เกลี่ย การฟ้องศาล หรืออนุญาโตตุลาการตามคำแนะนำของทนายความ

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม