Lawzana Lawzana Logo
ค้นหาทนายความ

การบังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศในไทย: ขั้นตอน เอกสาร และค่าธรรมเนียม

ประเด็นสำคัญ

  • คำชี้ขาดจากต่างประเทศยังใช้ยึดทรัพย์ในไทยทันทีไม่ได้ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลไทยก่อน และยื่นภายใน 3 ปีนับจากวันที่เริ่มบังคับคำชี้ขาดได้
  • ศาลไทยรับคำร้องได้เมื่อที่นั่งอนุญาโตตุลาการอยู่ในประเทศที่ผูกพันอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยดูที่นั่ง ไม่ใช่ชื่อสถาบันจัดคดี
  • ต้องยื่นคำชี้ขาด สัญญาอนุญาโตตุลาการ และคำแปลภาษาไทยที่รับรองตามกฎหมายกำหนด; ณ ตุลาคม 2569 Apostille ยังใช้แทนการรับรองเอกสารไม่ได้
  • ค่าธรรมเนียมศาลยุติธรรมสำหรับคำร้องเรียกเงินคิด 1% ของส่วนไม่เกิน 50 ล้านบาท (สูงสุด 100,000 บาท) บวก 0.1% ของส่วนที่เกิน และศาลอาจปฏิเสธการบังคับได้

อ่านบทความของเราเป็นประจำใช่ไหม? เพิ่ม Lawzana เป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการ เพื่อให้บทความของเราแสดงในผลการค้นหา Google ของคุณบ่อยขึ้น

เพิ่มในแหล่งข้อมูลที่ต้องการ

ปรับปรุงเนื้อหาล่าสุด: ตุลาคม 2026 (พ.ศ. 2569) บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง ก่อนยื่นคำร้อง ควรให้ทนายความด้านอนุญาโตตุลาการในไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงของคุณ

คำตอบโดยย่อ: คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศใช้ยึดทรัพย์ในไทยทันทีไม่ได้ เจ้าหนี้ต้องยื่นคำร้องต่อศาลไทยที่มีเขตอำนาจ ขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดก่อน คำร้องต้องยื่น ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ และต้องแนบเอกสารตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้แก่ คำชี้ขาด สัญญาอนุญาโตตุลาการ และคำแปลภาษาไทยที่รับรองตามวิธีที่กฎหมายกำหนด

ข้อสรุปสำคัญ

  • คำชี้ขาดที่ทำขึ้นในประเทศที่ผูกพันตามอนุสัญญาซึ่งไทยเป็นภาคี เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ฝรั่งเศส หรือสหราชอาณาจักร ภายใต้อนุสัญญานิวยอร์ก สามารถ ยื่นคำร้องขอให้ศาลไทยบังคับได้ ส่วน SIAC, ICC และ HKIAC เป็นสถาบันที่บริหารจัดการคดี ไม่ใช่ประเทศ สิ่งที่ต้องดูคือ "ที่นั่ง" (seat) ทางกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ
  • อายุความ 3 ปีเริ่มนับ นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ (มาตรา 42) ไม่ควรรอให้คดีขอเพิกถอนคำชี้ขาดในประเทศต้นทางจบก่อน
  • ค่าธรรมเนียมศาลยุติธรรมสำหรับคำร้องที่เรียกเงินคือร้อยละ 1 ของทุนทรัพย์ส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท (สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) บวกร้อยละ 0.1 ของส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ไม่ใช่ 200 บาท
  • ศาลไทยไม่พิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด แต่การตรวจสอบไม่ได้จำกัดเฉพาะกระบวนการ ความสมบูรณ์ของสัญญา ข้อพิพาทที่ระงับโดยอนุญาโตตุลาการไม่ได้ และความสงบเรียบร้อยของประชาชนอาจเป็นเหตุให้ศาลปฏิเสธการบังคับได้
  • โดยหลักแล้วอุทธรณ์ไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น 5 กรณีตามมาตรา 45 และถ้าอุทธรณ์ได้ จะไปที่ศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี
  • Apostille ยังใช้แทนการรับรองเอกสารแบบเดิมในไทยไม่ได้ จนกว่าอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ค.ศ. 2027)

การชนะคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการยังไม่ได้แปลว่าได้เงินคืน ถ้าลูกหนี้มีทรัพย์สินในไทยแต่ไม่ยอมชำระ คุณต้องผ่านศาลไทยก่อน และจุดที่เจ้าหนี้พลาดบ่อยมักไม่ใช่ข้อกฎหมายที่ซับซ้อน แต่เป็นการนับวันผิด เลือกศาลผิด หรือเตรียมเอกสารไม่ตรงตามมาตรา 42

คำชี้ขาดแบบใดยื่นขอให้ศาลไทยบังคับได้

มาตรา 41 ของ พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ให้ศาลไทยบังคับตามคำชี้ขาดต่างประเทศได้ เมื่อคำชี้ขาดนั้นอยู่ในบังคับของอนุสัญญา สนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี เส้นทางหลักที่บทความนี้อธิบายคือ อนุสัญญานิวยอร์ก ค.ศ. 1958 ซึ่งไทยเป็นภาคี

ก่อนลงมือ ให้ตรวจสามเรื่องนี้:

  1. ที่นั่งของอนุญาโตตุลาการอยู่ในประเทศภาคี: ดูจากข้อสัญญาและตัวคำชี้ขาด ไม่ใช่จากที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสถาบันหรือสถานที่สืบพยาน คดี ICC อาจมีที่นั่งที่สิงคโปร์ กรุงเทพฯ หรือลอนดอนก็ได้
  2. มีสัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นหนังสือ: มาตรา 11 ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นข้อสัญญาที่ลงนามแยกต่างหากเสมอไป การโต้ตอบทางจดหมาย โทรสาร หรือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ การอ้างถึงเอกสารที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ และการยื่นคำเสนอข้อพิพาทกับคำคัดค้านที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างและอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ ก็อาจเข้าเงื่อนไขได้
  3. คำชี้ขาดมีผลผูกพันแล้ว: "มีผลผูกพัน" ไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทุกช่องทางคัดค้านในประเทศต้นทางสิ้นสุดลง การที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนไว้ ต่างจากกรณีที่ศาลต่างประเทศเพิกถอนหรือสั่งระงับคำชี้ขาดไปแล้ว ถ้ายังอยู่ระหว่างพิจารณา มาตรา 43(6) ให้ศาลไทยเลื่อนการพิจารณาได้ และเมื่อผู้ขอบังคับร้องขอ ศาลอาจสั่งให้อีกฝ่ายวางประกันที่เหมาะสม โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งรับรองจากศาลในประเทศที่นั่งก่อน

ต้องยื่นภายในกี่ปี

มาตรา 42 กำหนดให้ยื่นคำร้อง ภายในกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้

พูดง่าย ๆ คือ นาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้บังคับตามคำชี้ขาด ไม่ใช่วันที่สะดวกจะยื่น ถ้าคำชี้ขาดกำหนดวันชำระไว้ วันนั้นอาจมีผลต่อการกำหนดว่าคำชี้ขาด "อาจบังคับได้" เมื่อใด แต่ประเด็นนี้ต้องให้ทนายความตรวจกับถ้อยคำในคำชี้ขาดและแนวคำพิพากษาล่าสุด อย่าถือเป็นกฎสำเร็จรูป

สามข้อที่ควรปฏิบัติ:

  • นับจากวันที่ เร็วที่สุด ที่อาจถือได้ว่าคำชี้ขาดบังคับได้ เช่น วันที่คู่สัญญาได้รับคำชี้ขาด แล้ววางแผนยื่นให้ทันก่อนวันนั้นครบ 3 ปี
  • อย่ารอผลคดีขอเพิกถอนคำชี้ขาดในต่างประเทศ คดีบังคับในไทยกับคดีเพิกถอนที่ต้นทางดำเนินคู่ขนานกันได้ และไม่ควรสันนิษฐานว่าอายุความจะรอหรือเริ่มนับใหม่หลังคดีเพิกถอนจบ
  • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 603/2567 ถูกยกเป็นตัวอย่างเตือนในบทวิเคราะห์ด้านอนุญาโตตุลาการว่า การเชื่อว่าคำพิพากษาที่ออกภายหลังจะทำให้อายุความเริ่มนับใหม่นั้นเสี่ยงต่อการเสียสิทธิ

ต้องยื่นต่อศาลใด

ศาลที่มีเขตอำนาจไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว มาตรา 9 วางจุดเกาะเกี่ยวไว้หลายทาง ได้แก่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลที่การพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขต ศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขต หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทที่เสนอต่ออนุญาโตตุลาการนั้น

การเลือกศาลจึงต้องตอบสองคำถาม:

  • เขตอำนาจเหนือเนื้อหาข้อพิพาท: ข้อพิพาทเป็นเรื่องแพ่งหรือพาณิชย์ หรือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ต้องไปศาลปกครอง ความเป็นคำชี้ขาดต่างประเทศอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คดีต้องไปศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ เสมอ
  • เขตอำนาจตามพื้นที่: ลูกหนี้มีภูมิลำเนาที่ใด และข้อพิพาทเชื่อมโยงกับเขตศาลใด

ถ้าคู่สัญญาเป็นรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่ได้แปลว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาทางปกครองโดยอัตโนมัติ ต้องดูลักษณะของสัญญาเป็นรายกรณี

ค่าธรรมเนียมศาลเท่าไร

สำหรับคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดต่างประเทศที่เรียกเงินในศาลยุติธรรม ค่าธรรมเนียมตามตารางของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งคือ ร้อยละ 1 ของทุนทรัพย์ส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท บวก ร้อยละ 0.1 ของส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท

จำนวนเงินที่ขอบังคับ ค่าธรรมเนียมศาลโดยประมาณ
5 ล้านบาท 50,000 บาท
10 ล้านบาท 100,000 บาท (ถึงเพดานของส่วนแรก)
50 ล้านบาท 100,000 บาท
60 ล้านบาท 110,000 บาท
100 ล้านบาท 150,000 บาท

ตัวเลขข้างต้นยังไม่รวมค่านำหมาย ค่าแปล ค่ารับรองเอกสาร และค่าทนายความ ตารางนี้ใช้กับศาลยุติธรรม คดีในศาลปกครองมีหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมของตนเอง ควรตรวจตารางฉบับปัจจุบันก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ต้องยื่นตามมาตรา 42

มาตรา 42 กำหนดเอกสารบังคับไว้สามรายการ เอกสารอื่นเป็นเรื่องการยื่นคำร้องในทางปฏิบัติ ควรแยกสองกลุ่มนี้ออกจากกันตั้งแต่ต้น

รายการเอกสาร สิ่งที่มาตรา 42 กำหนด ข้อควรตรวจสอบ
คำชี้ขาด ต้นฉบับ หรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง ใครมีอำนาจรับรองสำเนา และต้องรับรองเอกสารเพิ่มเติมสำหรับใช้ในไทยหรือไม่ ขึ้นกับประเทศต้นทางและประเภทเอกสาร
สัญญาอนุญาโตตุลาการ ต้นฉบับ หรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง การรับรองโดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทอาจไม่เพียงพอเสมอไป ควรยืนยันวิธีรับรองกับทนายความก่อน
คำแปลภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการ ผู้แปลต้องสาบานตนหรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาล หรือต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีอำนาจรับคำสาบานหรือปฏิญาณ หรือคำแปลได้รับการรับรองโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจรับรองการแปล หรือผู้แทนทางทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่ทำคำชี้ขาดหรือสัญญาอนุญาโตตุลาการ กฎหมายไม่ได้ใช้เกณฑ์ "ผู้แปลที่มีใบอนุญาต" ให้เลือกวิธีรับรองให้ตรงกับมาตรา 42 ก่อนจ้างแปล

เอกสารประกอบในทางปฏิบัติ (ไม่ใช่เอกสารบังคับตามมาตรา 42 แต่มักจำเป็นต่อการยื่นคำร้อง):

  • หนังสือมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินคดีและบังคับคดี
  • หลักฐานแสดงสถานะนิติบุคคลและอำนาจของผู้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจ
  • การรับรองความถูกต้องของเอกสารที่ทำในต่างประเทศตามที่ใช้กับประเทศนั้น

เรื่อง Apostille: ไทยยื่นภาคยานุวัติอนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกำหนดการรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศ (อนุสัญญา Apostille) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (ค.ศ. 2026) แต่อนุสัญญา มีผลใช้บังคับกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ค.ศ. 2027) ตาม ตารางสถานะของ HCCH และ ประกาศของกรมการกงสุล ณ ตุลาคม 2026 การที่ประเทศต้นทางเป็นภาคี Apostille จึงยังไม่ทำให้เอกสารใช้ในไทยได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนรับรองที่ใช้อยู่ แม้อนุสัญญามีผลแล้ว ก็ยังต้องตรวจว่าอนุสัญญาใช้ระหว่างสองประเทศนั้นหรือไม่ และเอกสารนั้นเป็น "เอกสารมหาชน" ตามขอบเขตของอนุสัญญาหรือไม่ คำชี้ขาด สัญญา หรือหนังสือมอบอำนาจที่ทำโดยเอกชนอาจไม่เข้าข่ายโดยอัตโนมัติ

ลำดับงานที่แนะนำ: ยืนยันวิธีรับรองเอกสารให้ได้ก่อน แล้วจึงสั่งแปล เพราะการแปลใหม่เมื่อวิธีรับรองไม่ถูกต้องคือทั้งเงินและเวลาที่เสียไป

ขั้นตอนการบังคับตามคำชี้ขาดในศาลไทย

ขั้นตอนและระยะเวลาการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศในศาลไทย
ขั้นตอนและระยะเวลาการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศในศาลไทย
  1. นับอายุความ: กำหนดวันที่คำชี้ขาดอาจบังคับได้ และวันครบ 3 ปี
  2. เลือกศาลที่มีเขตอำนาจ: พิจารณาตามมาตรา 9 ทั้งเนื้อหาข้อพิพาทและพื้นที่ รวมถึงว่าต้องไปศาลปกครองหรือไม่
  3. เตรียมเอกสารและยื่นคำร้อง: แนบเอกสารตามมาตรา 42 และชำระค่าธรรมเนียมตามทุนทรัพย์
  4. ส่งหมายและสำเนาคำร้องให้ลูกหนี้: ลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านภายในเวลาที่กฎหมายวิธีพิจารณาความและศาลกำหนด กรณีลูกหนี้อยู่ต่างประเทศ การส่งหมายอาจใช้เวลานานขึ้นมาก
  5. ไต่สวนคำร้อง: ศาลไต่สวนพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ระยะเวลาขึ้นกับศาล ปริมาณพยาน และประเด็นคัดค้าน จึงไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้ทุกคดี
  6. ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง: ถ้าศาลยุติธรรมพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดและลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหนี้ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์ได้ ในคดีแพ่ง การอุทธรณ์ไม่ได้ทุเลาการบังคับคดีโดยอัตโนมัติ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231) เว้นแต่ศาลมีคำสั่งให้ทุเลา หลักนี้ไม่ควรนำไปใช้กับคดีในศาลปกครองโดยตรง ซึ่งมีกระบวนการของตนเอง
  7. อุทธรณ์ (ถ้าเข้าข้อยกเว้น): ดูหัวข้อถัดไป

อุทธรณ์ได้หรือไม่

การไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิอุทธรณ์ มาตรา 45 วางหลักว่า ห้ามอุทธรณ์ คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลในคดีบังคับตามคำชี้ขาด เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นข้อใดข้อหนึ่ง:

  1. การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  2. คำสั่งหรือคำพิพากษาฝ่าฝืนบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  3. คำสั่งหรือคำพิพากษาไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
  4. ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่พิจารณาคดีได้ทำความเห็นแย้งไว้
  5. เป็นคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 16

ถ้าอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์จะไปที่ ศาลฎีกา (คดีในศาลยุติธรรม) หรือ ศาลปกครองสูงสุด (คดีในศาลปกครอง) โดยยื่นผ่านศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง กำหนดเวลาต่างกัน คดีแพ่งต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ส่วนคดีปกครองต้องยื่นภายใน 30 วันตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง

เหตุแห่งการปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาด

แผนภาพเหตุแห่งการปฏิเสธการบังคับคำชี้ขาดตามมาตรา 43 และ 44 พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ
แผนภาพเหตุแห่งการปฏิเสธการบังคับคำชี้ขาดตามมาตรา 43 และ 44 พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ

ศาลไทยไม่ได้พิจารณาคดีใหม่ ลูกหนี้จะนำข้อต่อสู้ที่แพ้ในชั้นอนุญาโตตุลาการมาขอให้ศาลชี้ใหม่ไม่ได้ แต่เหตุปฏิเสธตามกฎหมายครอบคลุมมากกว่าเรื่องกระบวนการ และแบ่งเป็นสองกลุ่มที่ภาระการพิสูจน์ต่างกัน

มาตรา 43: ลูกหนี้ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์

  • คู่สัญญาบกพร่องเรื่องความสามารถ ตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
  • สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่สมบูรณ์ ตามกฎหมายที่คู่สัญญาเลือก หรือตามกฎหมายของประเทศที่ทำคำชี้ขาด
  • ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าโดยชอบ เรื่องการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการหรือการพิจารณา หรือไม่สามารถเข้าต่อสู้คดีได้ด้วยเหตุอื่น
  • คำชี้ขาดเกินขอบเขต ของข้อตกลงหรือคำขอ แต่ถ้าแยกส่วนที่อยู่ในขอบเขตออกได้ ศาลอาจบังคับเฉพาะส่วนนั้น การเกินขอบเขตบางส่วนจึงไม่จำเป็นต้องทำให้คำชี้ขาดทั้งฉบับตกไป
  • องค์ประกอบคณะหรือกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ไม่เป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา หรือถ้าไม่มีข้อตกลง ไม่เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ดำเนินการอนุญาโตตุลาการ
  • คำชี้ขาดยังไม่มีผลผูกพัน หรือถูกเพิกถอนหรือระงับ โดยศาลที่มีอำนาจของประเทศที่ทำคำชี้ขาดหรือตามกฎหมายของประเทศนั้น หากคำร้องขอเพิกถอนยังค้างพิจารณา ศาลไทยอาจเลื่อนการพิจารณาและสั่งให้วางประกันได้

มาตรา 44: ศาลหยิบยกได้เอง

  • ข้อพิพาทระงับโดยอนุญาโตตุลาการไม่ได้ตามกฎหมายไทย เช่น ความรับผิดทางอาญา หรือสถานะทางครอบครัว
  • การบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ภาพรวมของการบังคับในไทยค่อนข้างเป็นไปในทางที่เอื้อต่อเจ้าหนี้ รายงานของสถาบันอนุญาโตตุลาการ ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 (ค.ศ. 2026) พบว่าศาลอนุญาตให้บังคับ 77 จาก 98 คำร้อง หรือร้อยละ 78.6 ในกลุ่มตัวอย่างจากสามศาลระหว่างปี ค.ศ. 2021–2025 ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเฉพาะ ไม่ใช่โอกาสชนะของคำชี้ขาดต่างประเทศทั่วประเทศ

ประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่ควรวางแผนตั้งแต่ต้น

1. ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลไทยมักไม่ยอมให้ข้ออ้างเรื่องความสงบเรียบร้อยกลายเป็นช่องทางพิจารณาคดีใหม่ แต่ก็ไม่ควรสรุปว่าแนวคำพิพากษาของไทยแคบเหมือนกันทุกคดี บทบัญญัติที่เป็นกฎหมายบังคับในทางสารบัญญัติอาจมีผลได้ คู่มือแนวปฏิบัติด้านอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของไทยฉบับปี 2026 ยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500–501/2565 ซึ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้น เป็นตัวอย่างที่ศาลปฏิเสธการบังคับ

สิ่งที่ควรทำ: ตรวจคำชี้ขาดล่วงหน้าว่ามีส่วนใดที่อาจกระทบกฎหมายบังคับของไทย เช่น อัตราหรือวิธีคิดดอกเบี้ย และพิจารณาว่าส่วนนั้นแยกออกจากส่วนอื่นได้หรือไม่

2. การขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างคดีบังคับ

ระหว่างที่คดีอยู่ในศาล ลูกหนี้อาจโอนหรือยักย้ายทรัพย์สิน ในศาลยุติธรรม เจ้าหนี้อาจยื่นคำขอให้ใช้วิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่น ขอยึดหรืออายัดทรัพย์ไว้ชั่วคราว

คำสั่งเช่นนี้เป็นดุลพินิจของศาล ไม่ใช่สิทธิที่ได้แน่นอน ผู้ขอต้องแสดงพยานหลักฐานว่ามีความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะยักย้ายทรัพย์และคำขอเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ศาลอาจสั่งให้ผู้ขอวางหลักประกัน และแม้ได้คำสั่งแล้วก็ไม่ได้รับประกันว่าจะมีทรัพย์พอชำระหนี้ คดีในศาลปกครองต้องพิจารณาตามวิธีพิจารณาของศาลปกครองแยกต่างหาก

3. คู่สัญญาเป็นหน่วยงานของรัฐไทย

มาตรา 15 ยืนยันว่าข้อตกลงอนุญาโตตุลาการในสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน รวมถึงสัญญาทางปกครอง มีผลผูกพันคู่สัญญา ในทางปฏิบัติต้องตรวจมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการใส่ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาของรัฐ รวมถึงมติที่แก้ไขเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนการขออนุมัติแตกต่างกันตามประเภทสัญญา ควรเทียบประเภทสัญญาของคุณกับเงื่อนไขในมติดังกล่าวโดยตรง

ควรแยกคิดเป็นสี่ประเด็น: ข้อสัญญาได้รับอนุมัติถูกต้องหรือไม่ ศาลใดมีเขตอำนาจ (ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม) คำชี้ขาดผ่านเหตุปฏิเสธตามมาตรา 43–44 หรือไม่ และจะได้รับชำระจริงอย่างไร การอนุมัติข้อสัญญาถูกต้องไม่ได้ตัดข้อคัดค้านตามมาตรา 43–44 และไม่ได้รับประกันการได้รับชำระหนี้

4. คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของคณะอนุญาโตตุลาการ

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการของไทยไม่ได้ให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไว้โดยชัดแจ้ง และไม่มีระบบการบังคับคำสั่งชั่วคราวของคณะอนุญาโตตุลาการแบบที่กฎหมายแม่แบบ UNCITRAL ฉบับแก้ไขกำหนดไว้ ข้อบังคับของสถาบัน เช่น SIAC หรือ ICC อาจให้อำนาจคณะออกคำสั่งดังกล่าว แต่นั่นไม่ได้สร้างกลไกบังคับตามกฎหมายไทยขึ้นมา

อำนาจตามกฎหมายอยู่ที่ศาล มาตรา 16 ให้คู่สัญญายื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ก่อนหรือระหว่างการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ส่วนการใช้มาตรา 16 กับอนุญาโตตุลาการที่มีที่นั่งในต่างประเทศ ควรให้ทนายความประเมินเป็นรายกรณี

อย่าสับสนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกับ คำชี้ขาดบางส่วน (partial award) ที่วินิจฉัยประเด็นสารบัญญัติบางประเด็นเสร็จเด็ดขาดแล้ว อย่างหลังอาจยื่นขอให้บังคับในฐานะคำชี้ขาดได้ ส่วนอย่างแรกโดยทั่วไปต้องไปขอคำสั่งจากศาลไทยเอง และไม่มีหลักประกันเรื่องความเร็วหรือผลของคำขอ

ตัวอย่างสมมติ: คำชี้ขาด SIAC กับลูกหนี้ที่มีทรัพย์ในกรุงเทพฯ

บริษัท ก. ชนะคดี SIAC ที่มีที่นั่งในสิงคโปร์ คำชี้ขาดให้บริษัท ข. ซึ่งเป็นบริษัทไทยชำระเงินเทียบเท่า 60 ล้านบาทภายใน 30 วัน บริษัท ข. ไม่ชำระ และยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลสิงคโปร์

ทนายความจะตรวจตามลำดับนี้:

  1. ที่นั่ง: สิงคโปร์เป็นภาคีอนุสัญญานิวยอร์ก จึงยื่นขอให้ศาลไทยบังคับได้
  2. อายุความ: คำชี้ขาดอาจบังคับได้ตั้งแต่เมื่อใด วันได้รับคำชี้ขาดหรือวันครบกำหนดชำระ ทนายความจะใช้วันที่เร็วกว่าเป็นฐานในการวางแผนเพื่อความปลอดภัย
  3. คดีเพิกถอนที่สิงคโปร์: ไม่รอผล ยื่นในไทยคู่ขนานกันไป หากศาลไทยเลื่อนการพิจารณาตามมาตรา 43(6) ก็ขอให้ศาลสั่งให้บริษัท ข. วางประกัน
  4. ศาล: ข้อพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศระหว่างเอกชน ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง จึงพิจารณาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลอื่นที่มีจุดเกาะเกี่ยวตามมาตรา 9
  5. ค่าธรรมเนียม: ประมาณ 110,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น
  6. เอกสาร: ขอสำเนาคำชี้ขาดและสัญญาที่รับรองถูกต้อง ยืนยันวิธีรับรองเอกสารจากสิงคโปร์สำหรับใช้ในไทย ณ วันยื่น แล้วจึงสั่งแปลโดยใช้วิธีรับรองคำแปลตามมาตรา 42
  7. ทรัพย์สิน: หากมีหลักฐานว่าบริษัท ข. กำลังโอนทรัพย์ พิจารณายื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวพร้อมคำร้อง

ส่วนที่ยังไม่แน่นอน: ระยะเวลาไต่สวน ผลคดีที่สิงคโปร์ และว่าส่วนดอกเบี้ยในคำชี้ขาดจะถูกโต้แย้งด้วยเหตุความสงบเรียบร้อยหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าลูกหนี้ยื่นขอเพิกถอนคำชี้ขาดในต่างประเทศ ยังยื่นในไทยได้ไหม

ได้ และไม่ควรรอ คำร้องขอเพิกถอนที่ยังค้างพิจารณาไม่ได้ทำให้คำชี้ขาดสิ้นผล ศาลไทยอาจเลื่อนการพิจารณาและสั่งให้วางประกันตามมาตรา 43(6) แต่อายุความ 3 ปียังเดินต่อไป

แพ้คดีในศาลชั้นต้นแล้วอุทธรณ์ได้ทุกกรณีหรือไม่

ไม่ได้ อุทธรณ์ได้เฉพาะเมื่อเข้าข้อยกเว้น 5 กรณีตามมาตรา 45 เท่านั้น

ใช้ Apostille ได้หรือยัง

ยังไม่ได้ ณ ตุลาคม 2026 อนุสัญญา Apostille มีผลกับไทยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (ค.ศ. 2027) และแม้มีผลแล้วก็ต้องตรวจว่าเอกสารอยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาหรือไม่

ถือคำชี้ขาดไปยึดทรัพย์ได้เลยหรือไม่

ไม่ได้ ต้องได้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลไทยให้บังคับตามคำชี้ขาดก่อน แล้วจึงขอออกหมายบังคับคดี

เตรียมอะไรก่อนปรึกษาทนายความ

การปรึกษาครั้งแรกจะเกิดประโยชน์มากที่สุดถ้าคุณมีเอกสารเหล่านี้พร้อม:

  • คำชี้ขาดฉบับเต็ม รวมถึงคำชี้ขาดบางส่วนหรือคำชี้ขาดแก้ไข (ถ้ามี)
  • สัญญาที่มีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ และเอกสารโต้ตอบที่เกี่ยวข้อง
  • วันสำคัญ ได้แก่ วันที่คำชี้ขาดออก วันที่ได้รับ วันครบกำหนดชำระ และวันที่ลูกหนี้ยื่นคัดค้านหรือขอเพิกถอนในต่างประเทศ (ถ้ามี)
  • ข้อมูลลูกหนี้ ได้แก่ ชื่อนิติบุคคล ที่อยู่ และเลขทะเบียนในไทย
  • ข้อมูลทรัพย์สินในไทยที่ทราบ เช่น บัญชีธนาคาร ที่ดิน หุ้น หรือสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลที่สาม
  • สถานะของคู่สัญญาฝ่ายรัฐ (ถ้ามี) และหลักฐานการอนุมัติสัญญา

คำถามที่ควรถามทนายความ: วันใดที่ใช้นับอายุความในคดีของเรา ศาลใดมีเขตอำนาจและเพราะเหตุใด เอกสารแต่ละฉบับต้องรับรองด้วยวิธีใด และมีส่วนใดของคำชี้ขาดที่เสี่ยงถูกโต้แย้งเรื่องความสงบเรียบร้อย

หากต้องการผู้ช่วยดำเนินการ คุณสามารถค้นหา ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านอนุญาโตตุลาการในไทย เพื่อตรวจสอบกำหนดเวลา เขตอำนาจศาล และเอกสารก่อนยื่นคำร้อง

แหล่งอ้างอิง

About the Author

L

ทีมบรรณาธิการ Lawzana

Lawzana เผยแพร่คู่มือกฎหมายสำหรับผู้บริโภค เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิและทางเลือกของคุณก่อนปรึกษาทนายความ

บทความที่คล้ายกัน

ประเทศไทย Sep 28, 2026

ถูกสอบสวนเรื่องการแข่งขันไม่เป็นธรรมใน Thailand รับมืออย่างไร?

ความเข้มงวดของกฎหมาย: พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ให้อำนาจสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.)...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Sep 28, 2026

ทำสัญญาธุรกิจอย่างไรไม่เสียเปรียบ ใน Thailand มีอะไรต้องระวัง

สัญญาธุรกิจในไทยที่รัดกุมควรครอบคลุม "ใคร-ทำอะไร-เมื่อไหร่-อย่างไร-และถ้ามีปัญหาแล้วจะทำอย่างไร" ให้ชัดเจนในทุกข...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Sep 28, 2026

ฟ้องคดีธุรกิจในศาลไทย ต้องรู้อะไรก่อนบ้างสำหรับเจ้าของกิจการใน Thailand

ก่อนตัดสินใจฟ้องคดีธุรกิจในศาล คุณควรประเมินทั้งโอกาสชนะคดี ต้นทุนเวลา และค่าใช้จ่าย รวมถึงโอกาสในการเจรจาไกล่เก...

อ่านบทความ

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2012
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 นาที
การป้องกันคดีอาญา คดีความและข้อพิพาท ครอบครัว +1 เพิ่มเติม
โทรเลย
Lawyer Republic Logo
Lawyer Republic
ภูเก็ต
ตั้งแต่ปี 2006
ทนายความ 22 คน
ฟรี 1 ชั่วโมง
ธนาคารและการเงิน คดีความและข้อพิพาท ภาษี +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม

เราใช้ AI ในการสร้างคู่มือ และทนายความอาจตรวจสอบคู่มือเหล่านั้น