ตรวจทานเนื้อหาด้านกฎหมายล่าสุด: ตุลาคม 2026 (พ.ศ. 2569) บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับคดีใดคดีหนึ่ง
ก่อนยื่นศาล ให้ตรวจ 3 เรื่องนี้
คนจำนวนมากรีบหาทนายเพื่อ "ฟ้องขออำนาจปกครอง" ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตอนนี้กฎหมายให้อำนาจปกครองอยู่กับใคร ลองตอบคำถามสามข้อนี้ก่อน
- พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ ถ้าจดทะเบียน อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1566 อยู่กับทั้งพ่อและแม่ร่วมกัน จนกว่าจะเกิดกรณีที่กฎหมายกำหนดให้อยู่กับฝ่ายเดียว
- ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส พ่อเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือยัง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1546 และ 1547 เด็กที่เกิดจากหญิงซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของแม่ เด็กจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพ่อด้วยในสามกรณี คือ พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกันภายหลัง พ่อจดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ชื่อพ่อในสูติบัตรอย่างเดียวไม่นับ
- มีข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าหรือคำสั่งศาลแล้วหรือไม่ ถ้ามี ให้อ่านข้อความจริงว่ากำหนดอำนาจปกครอง ที่อยู่ของเด็ก และการพบปะไว้อย่างไร เพราะการแก้ไขในภายหลังต้องอ้างอิงจากเอกสารนี้
ตัวอย่างสมมติที่ 1: แม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
คุณนุ่นมีลูกกับแฟนโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แฟนไปแจ้งเกิดและมีชื่อเป็นบิดาในสูติบัตร แต่ไม่เคยจดทะเบียนรับรองบุตร และไม่มีคำพิพากษาของศาล ในกรณีนี้คุณนุ่นมีอำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้วตามกฎหมาย สิ่งที่เธอต้องทำคือเตรียมเอกสารแสดงสถานะให้หน่วยงานดู เช่น บันทึกสอบสวนอำนาจปกครอง (ป.ค.14) ซึ่งออกโดยสำนักทะเบียนอำเภอหรือเขต เอกสารนี้เป็นการบันทึกสถานะที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดอำนาจปกครองขึ้นใหม่
ตัวอย่างสมมติที่ 2: พ่อแม่ที่หย่าแล้ว และสถานการณ์เปลี่ยนไป
ตอนหย่า คุณเอกและภรรยาตกลงท้ายทะเบียนหย่าว่าให้คุณเอกใช้อำนาจปกครอง สองปีต่อมาคุณเอกดื่มสุราหนักและปล่อยลูกอยู่บ้านคนเดียวบ่อยครั้ง แม่ไม่จำเป็นต้องขอให้ถอนอำนาจปกครองของคุณเอกทั้งหมดเป็นทางเดียว เธออาจยื่นคำร้องขอให้ศาลเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 1521 โดยแสดงหลักฐานว่าพฤติการณ์เปลี่ยนไปอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร
เส้นทางทางกฎหมาย 4 แบบ: คุณอยู่ในกรณีไหน
แต่ละเส้นทางมีฐานทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่ต้องกล่าวอ้าง และหลักฐานที่ต้องใช้แตกต่างกัน การเลือกเส้นทางผิดอาจทำให้ต้องเสียเวลาแก้คำร้องหรือเริ่มต้นใหม่
| สถานการณ์ | ฐานทางกฎหมาย (ป.พ.พ.) | สิ่งที่ต้องแสดงต่อศาลหรือหน่วยงาน |
|---|---|---|
| กำลังหย่า หรือหย่าแล้วแต่ยังไม่ได้ตกลงเรื่องอำนาจปกครอง | มาตรา 1520 ถ้าหย่าโดยความยินยอม ให้ตกลงกันเป็นหนังสือ หากตกลงกันไม่ได้ ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ถ้าหย่าโดยคำพิพากษา ศาลเป็นผู้ชี้ขาด | ข้อเท็จจริงว่าการให้ฝ่ายใดใช้อำนาจปกครองเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากกว่า ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายประพฤติชั่ว |
| มีข้อตกลงหรือคำสั่งแล้ว แต่ต้องการเปลี่ยน | มาตรา 1521 ผู้ใช้อำนาจปกครองประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนไป | หลักฐานว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างไรหลังมีข้อตกลงหรือคำสั่ง และผลกระทบต่อเด็ก |
| ยังมีอำนาจปกครองร่วมกัน ต้องการให้ศาลสั่งให้ใช้ฝ่ายเดียว | มาตรา 1566 วรรคสอง ซึ่งกำหนดกรณีที่อำนาจปกครองอยู่กับฝ่ายเดียว รวมถึงกรณีที่ศาลสั่ง หรือพ่อแม่ตกลงกันได้ | เหตุผลว่าการใช้อำนาจปกครองร่วมกันไม่เป็นผลดีต่อเด็ก เช่น แยกกันอยู่และอีกฝ่ายไม่ติดต่อมานาน หรือขัดแย้งกันจนตัดสินใจเรื่องสำคัญของเด็กไม่ได้ |
| อีกฝ่ายเป็นภัยหรือใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ | มาตรา 1582 ถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด | หลักฐานเข้าเหตุตามกฎหมาย เช่น ใช้อำนาจปกครองโดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย มาตรฐานการพิสูจน์สูงกว่าเส้นทางอื่น |
ถ้าคุณเป็นแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และพ่อยังไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย คุณไม่อยู่ในตารางนี้ เพราะมีอำนาจปกครองฝ่ายเดียวอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือเตรียมเอกสารแสดงสถานะตามที่อธิบายไว้ด้านบน
การดูแลในชีวิตประจำวันกับอำนาจปกครองต่างกันอย่างไร
การที่เด็กอาศัยอยู่กับคุณและคุณเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่าย ไม่ได้ทำให้คุณมีอำนาจปกครองฝ่ายเดียวโดยอัตโนมัติ ถ้าอำนาจปกครองยังเป็นของทั้งสองฝ่าย อีกฝ่ายยังมีสิทธิตามกฎหมายในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของเด็ก ตารางด้านล่างช่วยเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คำว่า Physical Custody และ Legal Custody ในวงเล็บเป็นคำอธิบายเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ใช่ประเภทตามกฎหมายไทย
| ประเด็น | การดูแลในชีวิตประจำวัน (ใกล้เคียง Physical Custody) | การใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว |
|---|---|---|
| ขอบเขต | อาหาร ที่พัก การรับส่ง และกิจวัตรประจำวัน | กำหนดที่อยู่ของเด็ก จัดการทรัพย์สินของเด็ก ให้ความยินยอมเรื่องสำคัญ และลงนามเอกสารแทนเด็กโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย |
| หนังสือเดินทาง | ขึ้นอยู่กับสถานะ ถ้าอำนาจปกครองเป็นของทั้งสองฝ่าย โดยทั่วไปต้องมีความยินยอมของอีกฝ่าย ซึ่งทำเป็นหนังสือยินยอมหรือหนังสือมอบอำนาจตามแบบที่หน่วยงานกำหนดได้ | ใช้เอกสารแสดงอำนาจปกครองฝ่ายเดียว เช่น คำสั่งศาล บันทึกท้ายทะเบียนหย่า หรือ ป.ค.14 แล้วแต่กรณี |
| โรงเรียนและโรงพยาบาล | แต่ละสถาบันกำหนดเอกสารที่ต้องใช้เอง ปัญหามักเกิดเมื่อผู้มีอำนาจปกครองร่วมกันไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ | มีอำนาจตัดสินใจตามกฎหมาย แต่สถาบันอาจขอดูเอกสารยืนยันสถานะก่อน |
| การเปลี่ยนแปลง | ที่อยู่จริงของเด็กเปลี่ยนได้ตามข้อเท็จจริง แต่การส่งตัวเด็กให้อีกฝ่ายไม่ได้ทำให้สิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายสิ้นสุดลง | คงอยู่จนเด็กบรรลุนิติภาวะ เว้นแต่ศาลสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองตามมาตรา 1521 หรือถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 |
เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อยื่นคำร้อง
ก่อนจะรวบรวมหลักฐานเรื่องพฤติกรรมของอีกฝ่าย ให้เตรียมเอกสารพื้นฐานให้ครบ ศาลและพนักงานอัยการใช้เอกสารเหล่านี้ตรวจสอบตัวบุคคล ความสัมพันธ์ในครอบครัว และภูมิลำเนา
- บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ร้องและเด็ก
- สูติบัตรของเด็ก
- ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า และบันทึกท้ายทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
- หลักฐานการจดทะเบียนรับรองบุตร หรือคำพิพากษาว่าเป็นบุตร (ถ้ามี)
- คำสั่งหรือคำพิพากษาเดิมเกี่ยวกับอำนาจปกครอง การพบปะ หรือค่าอุปการะเลี้ยงดู
- หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือชื่อสกุล หรือใบมรณบัตรของพ่อหรือแม่อีกฝ่าย (ถ้าเกี่ยวข้อง)
หลักฐานประกอบคำร้อง: เลือกตามเส้นทางของคุณ
คุณไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานครบทุกหมวดด้านล่าง ให้เลือกตามเส้นทางที่ใช้ ถ้าขอให้ศาลกำหนดผู้ใช้อำนาจปกครองตอนหย่า หมวดที่ 3 อาจเป็นหัวใจของคดี ถ้าขอถอนอำนาจปกครองตามมาตรา 1582 หมวดที่ 1 จะมีน้ำหนักมากที่สุด
1. หลักฐานความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็ก
- บันทึกประจำวันหรือรายงานของตำรวจ: การแจ้งความเรื่องทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ หรือความรุนแรงในครอบครัว
- เวชระเบียนและใบรับรองแพทย์: ร่องรอยการบาดเจ็บของเด็กหรือผู้ร้องที่เกิดจากการกระทำของอีกฝ่าย
- หลักฐานพฤติกรรมที่กระทบการดูแลเด็ก: เช่น การใช้สารเสพติดหรือดื่มสุราจนดูแลเด็กไม่ได้ ศาลให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดกับเด็กจริงมากกว่าการแปะป้ายว่าอีกฝ่าย "ติดยา" หรือ "มีคดี"
- ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ: เหตุการณ์ความรุนแรง สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย หรือการปล่อยเด็กไว้ลำพัง
2. หลักฐานการไม่ทำหน้าที่ของอีกฝ่าย
- ประวัติการติดต่อสื่อสาร: ข้อความหรือบันทึกที่แสดงการปฏิเสธการดูแล หรือการขาดการติดต่อเป็นเวลานาน
- รายการเดินบัญชีธนาคาร: แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ได้ช่วยค่ากินอยู่ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเล่าเรียน
- หนังสือรับรองจากโรงเรียน: ระบุว่าใครเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับโรงเรียนเป็นหลัก
ข้อควรระวัง: การละเลยหน้าที่เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเหตุถอนอำนาจปกครองโดยอัตโนมัติ ถ้าใช้เส้นทางมาตรา 1582 ต้องเชื่อมข้อเท็จจริงให้เข้ากับเหตุตามกฎหมาย แต่หลักฐานกลุ่มนี้มักมีประโยชน์มากในคดีตามมาตรา 1520, 1521 หรือ 1566
3. หลักฐานความพร้อมของผู้ร้อง
- เอกสารรายได้และการทำงาน: สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือแบบแสดงรายการภาษี
- ภาพถ่ายที่พักอาศัย: ห้องนอนของเด็ก มุมทำการบ้าน และความปลอดภัยของบ้าน
- พยานบุคคล: ครู แพทย์ประจำตัวเด็ก หรือเพื่อนบ้านที่เห็นการดูแลของคุณอย่างสม่ำเสมอ
ศาลพิจารณาประโยชน์สูงสุดของเด็กอย่างไร
กฎหมายไม่ได้กำหนดสูตรตายตัวว่าศาลต้องพิจารณาอะไรบ้างและให้น้ำหนักแต่ละเรื่องเท่าใด ศาลดูข้อเท็จจริงทั้งหมดของแต่ละคดีเพื่อหาว่าอยู่กับใครแล้วเด็กปลอดภัยและเติบโตได้ดี ประเด็นที่มักเกี่ยวข้อง ได้แก่
- ใครเป็นผู้ดูแลหลักมาตลอด: ใครจัดการกิจวัตรประจำวันของเด็ก และเด็กผูกพันกับใคร
- ความต่อเนื่องในชีวิตของเด็ก: โรงเรียน เพื่อน และสภาพแวดล้อมที่เด็กคุ้นเคย
- เวลาและความสามารถในการดูแล: ฐานะทางการเงินเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ไม่ใช่ตัวชี้ขาด ถ้าฝ่ายที่ดูแลเด็กมีรายได้น้อยกว่า ศาลกำหนดให้อีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูได้
- ความเห็นของเด็ก: ตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 12 เด็กที่สามารถมีความเห็นของตนเองได้ควรได้แสดงความเห็น และความเห็นนั้นได้รับการพิจารณาตามอายุและวุฒิภาวะ ไม่มีเกณฑ์อายุตายตัว และไม่ใช่ทุกคดีที่ศาลจะสัมภาษณ์เด็กโดยตรง
- ท่าทีต่อความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อหรือแม่อีกฝ่าย: การกีดกันหรือปลูกฝังให้เด็กเกลียดอีกฝ่ายโดยไม่มีเหตุอันควรเป็นผลเสียต่อเด็ก แต่การจำกัดการพบปะเพราะมีเหตุกังวลเรื่องความปลอดภัยที่มีหลักฐานรองรับเป็นคนละเรื่องกัน
ขั้นตอนในศาลเยาวชนและครอบครัว
คดีแต่ละเรื่องไม่ได้เดินตามลำดับเดียวกันทั้งหมด ขั้นตอนที่มักพบมีดังนี้
1. ยื่นคำฟ้องหรือคำร้อง
คดีที่มีข้อพิพาทกับอีกฝ่ายมักเริ่มด้วยคำฟ้อง ส่วนบางเรื่องเริ่มด้วยคำร้องขอ ศาลที่มีเขตอำนาจขึ้นอยู่กับประเภทคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 คำฟ้องโดยทั่วไปยื่นต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือศาลที่มูลคดีเกิด ส่วนคำร้องขอยื่นต่อศาลที่มูลคดีเกิดหรือศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนา คดีที่เกี่ยวกับเด็กพิจารณาในศาลเยาวชนและครอบครัว ควรให้ทนายความตรวจว่าคดีของคุณต้องยื่นที่ศาลใด
ค่าใช้จ่าย แยกเป็นสามส่วน คือ ค่าธรรมเนียมศาลตามประเภทคำฟ้องหรือคำร้อง ค่าส่งหมายและเอกสาร และค่าวิชาชีพทนายความซึ่งตกลงกันเป็นรายกรณี ตรวจสอบค่าธรรมเนียมศาลเบื้องต้นได้ที่ ระบบคำนวณค่าธรรมเนียมของสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพออาจขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้
2. การสืบเสาะข้อเท็จจริง เมื่อศาลเห็นว่าจำเป็น
ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 152 ศาลอาจสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจ นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยา สืบเสาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและครอบครัว เมื่อเห็นว่าจำเป็น ไม่ใช่ทุกคดีที่จะมีการเยี่ยมบ้านหรือสัมภาษณ์ทุกคน หากมีการสืบเสาะ รายงานนั้นเป็นข้อมูลหนึ่งที่ศาลใช้ประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานดูได้ที่ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
3. การไกล่เกลี่ย ในคดีที่มีข้อพิพาท
ในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาท ศาลอาจส่งเรื่องเข้าสู่การไกล่เกลี่ย (มาตรา 148) เพื่อหาข้อตกลง เช่น ให้ฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจปกครองและกำหนดการพบปะอย่างชัดเจน ถ้าตกลงกันได้ ศาลจะตรวจว่าข้อตกลงชอบด้วยกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อเด็กหรือไม่ก่อนพิพากษาตามยอม และในบางกรณีอาจให้ทดลองปฏิบัติตามข้อตกลงก่อน บางคดีมีสภาพที่ไม่อาจประนีประนอมยอมความได้ (มาตรา 151)
4. การสืบพยานและคำพิพากษา
ถ้าไม่มีข้อยุติ คดีจะเข้าสู่การสืบพยาน ทั้งสองฝ่ายนำพยานเอกสารและพยานบุคคลเข้าสืบ ศาลชั่งน้ำหนักหลักฐานทั้งหมดก่อนพิพากษา คู่ความที่ไม่เห็นด้วยอาจอุทธรณ์ได้
ระยะเวลา: ไม่มีกรอบเวลามาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกคดี เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับการส่งหมายถึงอีกฝ่าย การเลื่อนนัด ความซับซ้อนของพยานหลักฐาน ปริมาณคดีของศาล และการอุทธรณ์ ควรขอให้ทนายความประเมินจากข้อเท็จจริงของคดีคุณ
กรณีเร่งด่วน: มีความรุนแรงหรือเสี่ยงที่เด็กจะถูกพาตัวไป
ขั้นตอนข้างต้นเป็นแนวทางของคดีปกติ ถ้าเด็กหรือคุณตกอยู่ในอันตราย ไม่ต้องรอให้คดีเดินไปถึงการไกล่เกลี่ยหรือการสืบพยาน
- อันตรายเฉพาะหน้า ให้โทรแจ้งตำรวจ 191 หรือขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300
- ปรึกษาทนายความเรื่องการขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองหรือวิธีการชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งอาจยื่นไปพร้อมกับคำฟ้องหรือคำร้องได้
- ถ้าอีกฝ่ายมีท่าทีจะพาเด็กออกนอกประเทศ ให้แจ้งทนายความทันที เพื่อพิจารณามาตรการที่อาจใช้ได้ก่อนเด็กถูกพาตัวไป
ข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กและครอบครัวดูได้จาก สำนักงานอัยการสูงสุด ด้านคดีเยาวชนและครอบครัว
การพบปะบุตรและค่าอุปการะเลี้ยงดู
อำนาจปกครองฝ่ายเดียวไม่ได้ตัดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างเด็กกับพ่อหรือแม่อีกฝ่าย
สิทธิพบปะ (ป.พ.พ. มาตรา 1584/1)
พ่อหรือแม่ที่ไม่ได้ใช้อำนาจปกครองยังมีสิทธิติดต่อกับบุตรได้ตามควรแก่พฤติการณ์ รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว เช่น พบกันสุดสัปดาห์เว้นสัปดาห์ หรือช่วงปิดภาคเรียน ถ้ามีเหตุกังวลเรื่องความปลอดภัย ศาลอาจกำหนดให้พบได้เฉพาะเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย หรือจำกัดการพบปะตามความจำเป็น
การกีดกันไม่ให้อีกฝ่ายพบเด็กตามที่ศาลสั่ง ทั้งที่ไม่มีเหตุด้านความปลอดภัย ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล และอีกฝ่ายอาจนำไปใช้ประกอบคำร้องขอเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองในภายหลังได้
ค่าอุปการะเลี้ยงดู (ป.พ.พ. มาตรา 1564 และ 1584)
พ่อและแม่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาตรา 1564 และมาตรา 1584 ระบุชัดว่าการถูกถอนอำนาจปกครองไม่ได้ทำให้พ้นหน้าที่นี้ ศาลกำหนดจำนวนเงินตามความสามารถของผู้จ่าย ความจำเป็นของเด็ก และฐานะของทั้งสองฝ่าย (มาตรา 1598/38)
สิทธิพบปะกับหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายตามคำพิพากษา คุณไม่ควรใช้การห้ามพบเด็กเป็นเครื่องต่อรอง วิธีที่ถูกต้องคือขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี แล้วยื่นเรื่องต่อกรมบังคับคดีเพื่ออายัดเงินเดือนหรือยึดทรัพย์ ค่าเลี้ยงดูรายเดือนที่ยังต้องจ่ายต่อไปกับค่าเลี้ยงดูที่ค้างชำระย้อนหลังมีวิธีดำเนินการต่างกัน ควรสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่หรือทนายความ
3 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
1. แม่ได้อำนาจปกครองเสมอ
กฎหมายไม่ได้ให้แม่ได้อำนาจปกครองโดยอัตโนมัติในกรณีที่พ่อแม่จดทะเบียนสมรสหรือพ่อเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลพิจารณาจากประโยชน์ของเด็ก และอาจกำหนดให้พ่อเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ (ข้อยกเว้นคือแม่ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งมีอำนาจปกครองฝ่ายเดียวตามกฎหมายตั้งแต่แรก)
2. ฝ่ายที่มีรายได้มากกว่าย่อมได้อำนาจปกครอง
ฐานะทางการเงินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ดังที่อธิบายไว้ในส่วนของประโยชน์สูงสุดของเด็ก
3. ได้อำนาจปกครองฝ่ายเดียวแล้ว ห้ามอีกฝ่ายพบเด็กได้ทันที
ไม่ได้ อีกฝ่ายยังมีสิทธิพบปะตามมาตรา 1584/1 ถ้าคุณเห็นว่าการพบปะเป็นอันตรายต่อเด็ก ให้ขอให้ศาลกำหนดเงื่อนไขหรือจำกัดการพบปะ ไม่ควรตัดสินใจเองฝ่ายเดียว
คำถามที่พบบ่อย
พ่อที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ขออำนาจปกครองได้หรือไม่
ต้องทำให้เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพ่อก่อน ซึ่งทำได้สามทาง คือ จดทะเบียนสมรสกับแม่ภายหลัง จดทะเบียนรับรองบุตรที่สำนักทะเบียน ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากเด็กและแม่ (มาตรา 1548) หรือขอให้ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ทางศาลใช้เมื่อเด็กหรือแม่ไม่ยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กยังเล็กเกินกว่าจะให้ความยินยอม
การเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับการได้ใช้อำนาจปกครองฝ่ายเดียวเป็นสองเรื่องที่ต่างกัน เมื่อเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อำนาจปกครองจะเป็นของทั้งพ่อและแม่ ถ้าพ่อต้องการใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ต้องมีเหตุและขอให้ศาลสั่งเพิ่มเติม ในหลายคดีอาจขอไปในคราวเดียวกันได้ ควรให้ทนายความวางรูปคดีให้
ถ้าได้อำนาจปกครองฝ่ายเดียว พาลูกไปอยู่ต่างประเทศได้หรือไม่
การทำหนังสือเดินทางกับการย้ายไปอยู่ต่างประเทศต้องพิจารณาแยกกัน เอกสารแสดงอำนาจปกครองฝ่ายเดียวช่วยเรื่องการขอหนังสือเดินทาง (ดู ขั้นตอนการทำหนังสือเดินทางผู้เยาว์) แต่ไม่ได้ตอบคำถามว่าการย้ายถิ่นฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก่อนย้าย ควรตรวจสอบเรื่องต่อไปนี้
- คำสั่งศาลหรือข้อตกลงเดิมกำหนดสิทธิพบปะของอีกฝ่ายไว้อย่างไร และการย้ายจะกระทบสิทธินั้นหรือไม่
- ข้อกำหนดของประเทศปลายทางเรื่องการเข้าเมืองและเอกสารของเด็ก
- ประเทศไทยเป็นภาคี อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยแง่มุมทางแพ่งของการลักพาตัวเด็กข้ามชาติ แต่อนุสัญญามีผลระหว่างไทยกับประเทศใดบ้างต้องตรวจจาก ตารางการยอมรับการภาคยานุวัติ การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับถิ่นที่อยู่ปกติของเด็กและสิทธิในการดูแลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การตกลงให้ติดต่อผ่านวิดีโอคอลไม่จำเป็นต้องทดแทนการพบปะตัวจริงที่ศาลกำหนดไว้ได้ ถ้าการย้ายจะทำให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิมไม่ได้ ควรตกลงกับอีกฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรหรือขอให้ศาลแก้ไขเงื่อนไขก่อนเดินทาง
คดีใช้เวลานานเท่าใด
ขึ้นอยู่กับว่าตกลงกันได้หรือไม่ การส่งหมาย การเลื่อนนัด และการอุทธรณ์ ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกคดี
เตรียมตัวก่อนพบทนายความ
ถ้ามีความรุนแรง ปัญหาสารเสพติด อีกฝ่ายมีท่าทีจะพาเด็กไปโดยไม่บอกกล่าว หรืออีกฝ่ายเริ่มดำเนินคดีแล้ว ควรปรึกษา ทนายความคดีครอบครัวในไทย โดยเร็ว และเตรียมสิ่งเหล่านี้ไปด้วย
- คำตอบสามข้อ: สถานะการสมรส สถานะการรับรองบุตร และข้อตกลงหรือคำสั่งที่มีอยู่ พร้อมเอกสารฉบับจริง
- บันทึกเหตุการณ์: วันที่ เวลา และสิ่งที่เกิดขึ้น เขียนตามข้อเท็จจริงโดยไม่ใส่ความเห็น
- หลักฐานค่าใช้จ่าย: ใบเสร็จค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นของเด็กที่คุณจ่าย
- ข้อความที่ส่งถึงกัน: เก็บไว้ครบถ้วน และนับจากนี้ให้สื่อสารกับอีกฝ่ายอย่างสุภาพ เพราะข้อความทุกฉบับอาจถูกนำไปใช้ในศาล
ตัวบทที่อ้างถึง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553