- นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทได้สูงสุด 100% และรับสิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ
- ระยะเวลาพิจารณาอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 40 ถึง 90 วันทำการ ขึ้นอยู่กับขนาดและเงินลงทุนของโครงการ
- การยื่นคำขอรับการส่งเสริมจาก BOI ไม่มีค่าธรรมเนียมจากภาครัฐโดยตรง แต่จะมีค่าใช้จ่ายจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและค่าบริการที่ปรึกษากฎหมาย
- ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด เช่น มีเงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่เหมาะสม
สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทย การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI คือเครื่องมือหลักที่ช่วยลดอุปสรรคทางกฎหมายได้ดีที่สุด โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การจดทะเบียนบริษัท BOI ไม่เพียงช่วยลดภาระภาษีได้มาก แต่ยังช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใสโดยไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องโครงสร้างนอมินีที่ผิดกฎหมาย
คู่มือนี้จะอธิบายถึงหลักเกณฑ์ ขั้นตอน ระยะเวลา และงบประมาณที่คุณต้องเตรียมการ เพื่อให้การเริ่มต้นธุรกิจของคุณในไทยราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายปัจจุบันในปี 2026
เกณฑ์การพิจารณาประเภทธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI
การพิจารณาว่าธุรกิจของคุณจะได้รับสิทธิ์ส่งเสริมจาก BOI หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทกิจกรรมที่ระบุไว้ในบัญชีประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุน โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา หรือกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงให้กับประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขด้านเงินลงทุนขั้นต่ำและสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติที่ยืดหยุ่นกว่าปกติ
เกณฑ์การพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2026 มีรายละเอียดดังนี้:
- ประเภทกิจการที่เปิดให้การส่งเสริม: แบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก เช่น เกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร, เทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมแร่และโลหะ, อุตสาหกรรมเบา, การผลิตเครื่องจักร, อิเล็กทรอนิกส์, สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน, และบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (เช่น ซอฟต์แวร์ ดิจิทัล และศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ)
- มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ: โครงการส่วนใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นในเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเภทกิจการ
- การเพิ่มมูลค่า (Value Added): ต้องมีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ ยกเว้นกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเกษตรแปรรูปที่อาจได้รับสิทธิ์ผ่อนปรน
- การรักษาสิ่งแวดล้อม: โครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต้องแสดงแผนงานและมาตรการป้องกันที่เหมาะสมตามข้อกำหนดกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ขั้นตอนการยื่นคำขอและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียน
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนเริ่มจากการวิเคราะห์ประเภทธุรกิจ การยื่นเอกสารข้อมูลโครงการผ่านระบบออนไลน์ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการชี้แจงรายละเอียดโครงการต่อเจ้าหน้าที่ และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้วจึงจะดำเนินการจัดตั้งบริษัทเพื่อขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องเตรียมการอย่างมีระบบเพื่อป้องกันปัญหาเอกสารล่าช้า
นี่คือเช็คลิสต์ขั้นตอนการดำเนินงานและเอกสารที่คุณต้องเตรียม:
ขั้นตอนการดำเนินงาน
- ตรวจสอบสิทธิ์และเงื่อนไข: ตรวจสอบว่ากิจกรรมของบริษัทตรงกับประเภทกิจการที่ BOI ให้การส่งเสริมในปัจจุบันอย่างชัดเจน
- ยื่นคำขอออนไลน์: กรอกข้อมูลและอัปโหลดเอกสารผ่านระบบ e-Investment Promotion ของ BOI
- เข้าชี้แจงโครงการ (Project Presentation): นัดหมายและเข้าชี้แจงรายละเอียดโครงการกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบภายใน 10 วันทำการนับจากวันที่ยื่นคำขอ
- การพิจารณาและอนุมัติ: เจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการและนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการหรือคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติ
- รับหนังสือแจ้งมติ: เมื่อโครงการได้รับการอนุมัติ บริษัทจะได้รับหนังสือแจ้งมติส่งเสริมการลงทุนและต้องตอบรับมติกลับภายใน 1 เดือน
- จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท: ดำเนินการจดทะเบียนบริษัทใหม่หรือเพิ่มทุนกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทุนจดทะเบียนของ BOI
- ยื่นขอรับบัตรส่งเสริม: ยื่นเอกสารการจัดตั้งบริษัทและเอกสารประกอบอื่นเพื่อขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ตอบรับมติ
เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอ
- แบบคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามประเภทกิจการ
- แผนธุรกิจและแผนการเงินโดยละเอียด (Business and Financial Plan)
- เอกสารแสดงตนของผู้ยื่นคำขอ เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท (ในกรณีที่มีการจัดตั้งบริษัทไว้แล้ว)
- แผนผังกระบวนการผลิตหรือขั้นตอนการให้บริการ (Process Flowchart)
- รายการเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในโครงการ
ระยะเวลาดำเนินการพิจารณาคำขอ
ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะแตกต่างกันไปตามขนาดของเงินลงทุนและประเภทของกิจการ โดยทั่วไปกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การยื่นคำขอจนถึงการได้รับบัตรส่งเสริมจะใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 40 ถึง 90 วันทำการ หากเอกสารและข้อมูลที่ยื่นมีความถูกต้องและครบถ้วนตั้งแต่ต้น
ตารางด้านล่างนี้แสดงกรอบเวลาโดยประมาณตามเกณฑ์ของ BOI:
| ขนาดของเงินลงทุน (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) | ขั้นตอนพิจารณาโดย | ระยะเวลาพิจารณา (วันทำการ) |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 200 ล้านบาท | สำนักงาน BOI หรืออนุกรรมการเฉพาะกิจ | ประมาณ 40 วันทำการ |
| เกิน 200 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท | คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ | ประมาณ 60 วันทำการ |
| มากกว่า 2,000 ล้านบาท | คณะกรรมการ BOI (บอร์ดใหญ่) | ประมาณ 90 วันทำการ |
หมายเหตุ: ระยะเวลาข้างต้นคือเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่รวมระยะเวลาที่ผู้ประกอบการใช้ในการจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมหรือการแก้ไขข้อมูลตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ
ประมาณการค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
จุดเด่นประการหนึ่งของการยื่นขอ BOI คือทางหน่วยงานไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอหรือค่าธรรมเนียมในการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับทางภาครัฐ และค่าบริการวิชาชีพทางกฎหมายในการเตรียมโครงสร้างธุรกิจและเอกสารคำขอที่ค่อนข้างซับซ้อน
ประมาณการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนบริษัท BOI มีดังนี้:
- ค่าธรรมเนียมรัฐบาลในการจดทะเบียนบริษัท (DBD): ประมาณ 5,500 บาท ต่อทุนจดทะเบียนทุก 1 ล้านบาท (สูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท)
- ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอื่นๆ: ประมาณ 1,000 - 3,000 บาท
- ค่าบริการที่ปรึกษากฎหมายและการจัดเตรียมเอกสาร BOI: เริ่มต้นตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของประเภทกิจการและโครงสร้างของผู้ถือหุ้น
- ค่าแปลเอกสารและรับรองเอกสารโดยโนตารีพับลิก (ถ้ามี): ประมาณ 5,000 - 15,000 บาท
การเลือกลงทุนในบริการทางกฎหมายที่มีคุณภาพตั้งแต่เริ่มต้นช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธคำขอ ซึ่งอาจทำให้แผนธุรกิจของคุณล่าช้าและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ
สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลและสิทธิการถือครองที่ดิน
สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของ BOI แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี (Tax Incentives) และสิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี (Non-Tax Incentives) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาจัดตั้งฐานการประกอบธุรกิจในไทย
รายละเอียดของสิทธิประโยชน์หลักมีดังนี้:
สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives)
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล: สูงสุดถึง 13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
- ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล: ลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติมอีกเป็นเวลาสูงสุด 5 ปี เฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือพื้นที่ที่กำหนด
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร: ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตในโครงการ
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบ: ยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกตามระยะเวลาที่กำหนด
สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี (Non-Tax Incentives)
- สิทธิการถือหุ้นต่างชาติ 100%: อนุญาตให้คนต่างด้าวถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทได้ แม้จะเป็นกิจกรรมที่จำกัดไว้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- สิทธิการถือครองที่ดิน: อนุญาตให้บริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมสามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานหรือโรงงานในการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมได้
- การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน: สามารถนำเข้าช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงานในโครงการได้อย่างรวดเร็วผ่านบริการของศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน (One Start One Stop Investment Center)
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
มีข้อผิดพลาดและความเข้าใจคลาดเคลื่อนหลายประการที่ผู้ประกอบการมักจะพบเจอเมื่อยื่นขอจดทะเบียนบริษัท BOI ซึ่งอาจส่งผลให้โครงการล่าช้าหรือถูกปฏิเสธได้:
- ความเข้าใจผิดที่ 1: "การได้รับอนุมัติ BOI หมายความว่าบริษัทจัดตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้ว" ในความเป็นจริง การอนุมัติโครงการจาก BOI และการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นสองขั้นตอนที่แยกจากกัน คุณต้องได้รับการอนุมัติหลักการจาก BOI ก่อน จึงจะนำเอกสารนั้นไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพื่อให้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือแจ้งมติ
- ความเข้าใจผิดที่ 2: "ทุกธุรกิจที่ได้รับ BOI จะได้ยกเว้นภาษี 13 ปีเท่ากันหมด" ระยะเวลาและระดับการยกเว้นภาษีจะถูกพิจารณาตามกลุ่มอุตสาหกรรม (เช่น กลุ่ม A หรือ กลุ่ม B) และเงื่อนไขย่อยของโครงการ ธุรกิจบริการบางประเภทอาจได้รับสิทธิประโยชน์เฉพาะด้านที่ไม่ใช่ภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
- ความเข้าใจผิดที่ 3: "เมื่อได้บัตรส่งเสริมแล้ว จะทำธุรกิจอะไรเพิ่มเติมในบริษัทเดิมก็ได้" สิทธิประโยชน์ของ BOI จะผูกอยู่กับ "โครงการที่ได้รับการส่งเสริม" เท่านั้น หากบริษัทของคุณต้องการขยายธุรกิจไปทำกิจกรรมอื่นที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริม คุณจะต้องยื่นขออนุมัติโครงการใหม่ หรือดำเนินกิจการนั้นภายใต้เงื่อนไขกฎหมายปกติโดยไม่มีสิทธิประโยชน์ของ BOI ร่วมด้วย
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
BOI กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับทุกโครงการเท่ากันหรือไม่?
ไม่เท่ากัน เกณฑ์ขั้นต่ำโดยทั่วไปคือต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อโครงการ (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) อย่างไรก็ตาม บางประเภทกิจการอาจมีข้อกำหนดเฉพาะที่สูงกว่านี้ เช่น กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (IBC) ที่กำหนดทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท
หากได้รับอนุมัติ BOI แล้ว บริษัทจะต้องทำอย่างไรต่อในแต่ละปี?
บริษัทมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินงานและการปฏิบัติตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมต่อ BOI เป็นประจำทุกปี (เช่น รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีและประจำปี) รวมถึงต้องขออนุมัติเปิดดำเนินการเต็มโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนดในบัตรส่งเสริม
นักลงทุนต่างชาติสามารถถือครองที่ดินผ่าน BOI ได้ตลอดไปหรือไม่?
สิทธิการถือครองที่ดินจะคงอยู่ตราบเท่าที่บริษัทยังคงดำเนินกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หากบริษัทเลิกกิจการหรือถูกเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุน บริษัทจะต้องดำเนินการจำหน่ายหรือโอนที่ดินนั้นออกไปภายในระยะเวลา 1 ปีตามกฎหมาย
สามารถยื่นขอ BOI ย้อนหลังสำหรับกิจการที่เปิดดำเนินงานไปแล้วได้หรือไม่?
ไม่ได้ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะต้องยื่นคำขอก่อนที่โครงการใหม่จะเริ่มดำเนินการ หรือก่อนที่จะมีการนำเข้าเครื่องจักรและเริ่มกระบวนการผลิต/บริการในส่วนของโครงการใหม่นั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทเดิมสามารถยื่นขอส่งเสริมในลักษณะ "โครงการขยายการลงทุน" ได้
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ
การจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการและการเจรกับเจ้าหน้าที่ BOI ต้องการความแม่นยำด้านข้อกฎหมายและโครงสร้างธุรกิจเป็นอย่างสูง หากธุรกิจของคุณมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ มีมูลค่าการลงทุนที่สูง หรือต้องการใช้สิทธิประโยชน์ซ้อนกันในหลายแง่มุม การจัดจ้างทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายที่มีประสบการณ์จะช่วยป้องกันความผิดพลาดในการจัดเตรียมเอกสาร ช่วยวางแผนโครงสร้างทุนให้เป็นไปตามเกณฑ์ และช่วยยื่นขออนุมัติได้อย่างรวดเร็ว
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลในทุกขั้นตอน คุณสามารถปรึกษาและเลือกใช้บริการจาก ทนายความด้านการจดทะเบียนธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนของคุณจะได้รับการคุ้มครองและเป็นไปอย่างถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรก
ขั้นตอนต่อไป
หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท BOI ในประเทศไทย นี่คือแนวทางปฏิบัติที่คุณควรดำเนินงานต่อทันที:
- ประเมินสิทธิ์เบื้องต้น: ตรวจสอบหมวดหมู่ธุรกิจของคุณในคู่มือการส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพื่อดูว่าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมและมีเงื่อนไขอย่างไร
- จัดทำแผนธุรกิจฉบับร่าง: เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจ แผนการเงิน จำนวนพนักงาน และเทคโนโลยีที่จะนำเข้ามาใช้
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ติดต่อที่ปรึกษากฎหมายเพื่อวิเคราะห์ความพร้อมของโครงสร้างบริษัท และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ BOI เพื่อชี้แจงโครงการอย่างเป็นทางการ