ผู้ถือหุ้นทะเลาะกันในบริษัท Thailand แก้ข้อพิพาทก่อนฟ้อง

อัปเดตเมื่อ Jan 10, 2026
  • ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยมักเริ่มจาก "อำนาจควบคุม + เงินปันผล/เงินบริษัท + ทางออกการขายหุ้น" และยิ่งปล่อยนานยิ่งกระทบการดำเนินงาน
  • เอกสาร 3 ชุดที่ต้องหยิบมาดูก่อนตัดสินใจ "เดินเกม" คือ ข้อบังคับบริษัท/หนังสือบริคณห์สนธิ, ทะเบียนผู้ถือหุ้น/รายการผู้ถือหุ้น, และรายงานการประชุม-มติผู้ถือหุ้น/คณะกรรมการ
  • ทางเลือกก่อนขึ้นศาลที่ช่วย "ไม่ให้ธุรกิจชะงัก" ได้แก่ การเจรจาแบบมีกรอบ, ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในศาลยุติธรรม), และอนุญาโตตุลาการ (ถ้ามีข้อตกลงรองรับ)
  • เมื่อจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมาย มักเจอ 2 แนวหลัก: ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุม/ยับยั้งการดำเนินการที่ไม่ชอบ และเรียกค่าเสียหายจากกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้อง
  • จุดตัดสินใจสำคัญคือ "มีความเสี่ยงเร่งด่วน" (เช่น จะเพิ่มทุนตัดสิทธิ, โอนทรัพย์สิน, เปลี่ยนกรรมการ) เพราะอาจต้องขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวควบคู่ไปกับคดี

บทความนี้มีเป้าหมายหลักแบบ "ลงมือทำ" สำหรับ B2B: ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน ผู้ถือหุ้น และผู้บริหารของบริษัทในประเทศไทยที่ต้องการทางเลือกก่อนข้อพิพาทบานปลายไปสู่การฟ้องศาล พร้อมแนวทางใช้สิทธิอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องธุรกิจและมูลค่าหุ้นของตน

เจตนาการค้นหา สิ่งที่ผู้อ่านต้องการ โทน/มุมมอง
Do + Compare ทางเลือกก่อนฟ้อง, ขั้นตอนใช้สิทธิ, เปรียบเทียบเจรจา/ไกล่เกลี่ย/อนุญาโตตุลาการ/ศาล มืออาชีพ เข้าใจง่าย เน้นลดความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจ

เอกสารและสัญญาอะไรที่ "กำหนดสิทธิผู้ถือหุ้น" ในบริษัทไทย?

เริ่มต้นให้ถูกคือ "หาเอกสารตัวจริงที่กำหนดเกม" เพราะข้อพิพาทผู้ถือหุ้นจำนวนมากไม่ได้แพ้ชนะที่ความรู้สึก แต่แพ้ชนะที่ข้อบังคับ มติ และหลักฐานว่าใครมีสิทธิทำอะไรได้แค่ไหนในแต่ละจังหวะ

  • หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับบริษัท (โดยเฉพาะเรื่ององค์ประชุม การออกเสียง มติพิเศษ การแต่งตั้ง/ถอดถอนกรรมการ การเรียกประชุม และข้อจำกัดการโอนหุ้น)

  • สัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ถ้ามี: มักเป็น "ตัวช่วยกันแตกหัก" เพราะใส่กลไกแก้ทาง เช่น deadlock, สิทธิแต่งตั้งกรรมการ, reserved matters, ข้อกำหนดห้ามแข่งขัน, วิธีประเมินมูลค่าหุ้น, ทางออกการซื้อ-ขายหุ้น

  • ทะเบียนผู้ถือหุ้น/บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น: ใช้ยืนยันอำนาจออกเสียง สิทธิเรียกประชุม และสถานะผู้ถือหุ้น ณ วันสำคัญ (เช่น วันปิดสมุดทะเบียน)

  • รายงานการประชุมและมติ ทั้งที่ประชุมผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการ: เป็นหลักฐานว่าตัดสินใจอะไร เมื่อไร ใครโหวต และกระบวนการประชุมชอบหรือไม่

  • เอกสารการเพิ่มทุน/จัดสรรหุ้น/โอนหุ้น: จุดเสี่ยงคือ "เพิ่มทุนตัดสิทธิ" หรือ "โอนหุ้นไม่โปร่งใส" ซึ่งกระทบสัดส่วนถือหุ้นและอำนาจควบคุมทันที

  • งบการเงิน รายการเดินบัญชี และเอกสารธุรกรรมสำคัญ: เพื่อดูการจ่ายปันผล รายการกู้ยืม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวโยง (related-party) และการย้ายทรัพย์สินออกจากบริษัท

  • เอกสารทางทะเบียนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD): ใช้ตรวจสถานะนิติบุคคล กรรมการ ที่ตั้ง ทุน และเอกสารที่ยื่นไว้ โดยสามารถขอเอกสาร/บริการแบบออนไลน์ได้ผ่านระบบ e-Service ของ DBD e-Service ประชาชน (DBD) (ecert.dbd.go.th)

  • คำถามติดตาม: ถ้าข้อบังคับไม่ชัด ให้ยึดสัญญาผู้ถือหุ้นได้ไหม?

  • คำถามติดตาม: ถ้าทะเบียนผู้ถือหุ้นในบริษัทไม่ตรงกับที่ยื่น DBD ควรเริ่มตรวจจากจุดไหน?

  • คำถามติดตาม: เอกสารไหน "ขอสำเนาได้" และเอกสารไหนต้องใช้คำสั่งศาล?

ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

เคสส่วนใหญ่มีรูปแบบซ้ำกัน: ผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม "ถูกกันออกจากข้อมูล/อำนาจ" หรือ "เสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" หรือ "ถูกทำให้ทางออกขายหุ้นยากขึ้น" จนความสัมพันธ์แตกหัก

  • ถูกกันออกจากการบริหาร (freeze-out): ไม่เชิญเข้าประชุม ปิดข้อมูล เปลี่ยนกรรมการกะทันหัน ใช้เสียงข้างมากล็อกมติทุกเรื่อง

  • ปันผลไม่เป็นธรรม/ไม่จ่ายปันผลทั้งที่มีกำไร: บางบริษัทเลือก "จ่ายเงินเดือน/ค่าที่ปรึกษา/ค่าใช้จ่ายอื่นแทน" ทำให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเสียประโยชน์

  • เพิ่มทุน/ออกหุ้นใหม่แบบไม่โปร่งใส: โดยเฉพาะการเพิ่มทุนที่ทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิมลดลง (dilution) หรือจัดสรรหุ้นให้บุคคลใกล้ชิด

  • ขายหุ้น/โอนหุ้นไม่ชอบด้วยกระบวนการ: ไม่ทำตามข้อจำกัดการโอนในข้อบังคับ ไม่เปิดเผยราคาที่แท้จริง หรือบันทึกการโอนย้อนหลัง

  • กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน: ทำสัญญากับบริษัทของตัวเอง โยกทรัพย์สิน ย้ายลูกค้า หรือใช้ทรัพยากรบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

  • ทางตัน (deadlock) ระหว่างผู้ถือหุ้น 50/50: ลงมติไม่ได้ แต่งตั้งกรรมการไม่ได้ อนุมัติงบ/การเงินไม่ได้ ธุรกิจชะงัก

  • คำถามติดตาม: ถ้าเราเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ควรโฟกัส "สิทธิข้อมูล" หรือ "สิทธิออกเสียง" ก่อน?

  • คำถามติดตาม: ถ้าสงสัยว่ามีการยักยอกทรัพย์สินบริษัท ควรเก็บหลักฐานแบบไหนก่อนคุย?

ก่อน "แตกหักและฟ้องศาล" มีทางเลือกเจรจา ไกล่เกลี่ย หรืออนุญาโตตุลาการอย่างไร?

เป้าหมายของทางเลือกก่อนศาลคือ "หยุดเลือด" ให้เร็ว ลดผลกระทบต่อชื่อเสียงและการเงิน และรักษามูลค่ากิจการ-เพราะเมื่อเข้าสู่คดีเต็มรูปแบบ ความสัมพันธ์และการตัดสินใจในบริษัทมักยิ่งติดล็อก

ควรเลือกวิธีไหนให้เหมาะกับสถานการณ์?

ให้เลือกจาก 3 ปัจจัย: ความเร่งด่วน (มีดีล/เพิ่มทุนใกล้เกิดไหม), ความไว้ใจ (คุยกันได้แค่ไหน), และมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการหรือไม่

ทางเลือก เหมาะเมื่อ จุดแข็ง ข้อควรระวัง
เจรจาแบบมีกรอบ (Negotiation) ยังพอคุยกันได้ และต้องการ "ดีลจบเร็ว" ยืดหยุ่นที่สุด คุมความลับได้ ถ้าไม่มีข้อมูลครบ อาจตกลงแบบเสียเปรียบ หรือถูกถ่วงเวลา
ไกล่เกลี่ย (Mediation) ความสัมพันธ์ตึง แต่ยังอยากรักษาธุรกิจ มีคนกลางช่วย "คุมอารมณ์และประเด็น" ลดการปะทะ ข้อตกลงต้องเขียนให้บังคับได้ และกำหนดขั้นตอนทำจริง
ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในศาลยุติธรรม ต้องการโครงสร้างที่เป็นทางการขึ้น แต่ยังไม่อยากให้เป็นคดี เข้าถึงได้ทั่วประเทศ และมีช่องทางติดต่อ/แนวทางของศาลรองรับ ยังต้องเตรียมข้อเท็จจริง-เอกสารให้พร้อม ไม่เช่นนั้นคุยไม่รู้เรื่อง
อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ต้องการผู้ชี้ขาดนอกศาล และมีข้อตกลงให้ใช้อนุญาโตฯ เป็นส่วนตัวมากกว่า เลือกผู้ชี้ขาดได้ ค่าใช้จ่ายอาจสูง และถ้าไม่มี clause อาจเริ่มได้ยาก
ศาล (Litigation) ต้องหยุดพฤติกรรมผิดกฎหมาย/เอาทรัพย์สินกลับ/โต้แย้งมติ มีอำนาจออกคำสั่งคุ้มครอง/บังคับได้ชัด ใช้เวลา กระทบความลับและความสัมพันธ์

ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในศาลยุติธรรมเริ่มอย่างไร?

ผู้ร้องสามารถติดต่อศูนย์ไกล่เกลี่ยของศาลยุติธรรมเพื่อสอบถามและเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องได้ โดยศาลมีช่องทางข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานรองรับ รวมถึงเอกสารแนวทางภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี (library.coj.go.th)

  • คำถามติดตาม: ถ้าอีกฝ่ายไม่มาไกล่เกลี่ย เราเสียเวลาไหม และควร "ล็อกสิทธิ" อะไรไว้ก่อน?

  • คำถามติดตาม: ข้อตกลงไกล่เกลี่ยควรมีหัวข้ออะไรเพื่อกันการกลับคำ?

ถ้าต้องใช้สิทธิผู้ถือหุ้นจริง: ขั้นตอนเพิกถอนมติ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย และทางเลือกในศาลทำอย่างไร?

การใช้สิทธิผู้ถือหุ้นในไทยมักเริ่มจาก "ยืนยันสถานะและหลักฐาน" แล้วค่อยเลือกเครื่องมือให้เหมาะ: บางกรณีคือแก้มติที่ประชุม บางกรณีคือเอาผิดการบริหารที่ทำให้บริษัทเสียหาย และบางกรณีต้องขอคำสั่งคุ้มครองเพื่อหยุดเหตุฉุกเฉิน

เช็กลิสต์ก่อนเริ่ม: จัดระบบข้อพิพาทให้ชัดใน 60 นาที

ก่อนส่งหนังสือทวงถามหรือยื่นคำร้องใด ๆ ให้สรุปประเด็นเป็น 1 หน้า เพื่อคุมเกมและลดการเถียงออกนอกเรื่อง

  • ประเด็นอำนาจ: ใครแต่งตั้ง/ถอดถอนกรรมการได้? ต้องใช้มติแบบไหน? องค์ประชุมเท่าไร?

  • ประเด็นเงิน: โครงสร้างเงินเดือน/โบนัส/สัญญาเกี่ยวโยง/เงินกู้ยืมเป็นอย่างไร? จ่ายปันผลหรือไม่?

  • ประเด็นข้อมูล: เราเข้าถึงงบ การเงิน มติ และเอกสารสำคัญได้แค่ไหน?

  • ประเด็นทางออก: ถ้าจบด้วยการแยกทาง จะซื้อ-ขายหุ้นกันอย่างไร? ใช้ราคา/สูตรอะไร?

  • ความเร่งด่วน: มีประชุม/เพิ่มทุน/โอนทรัพย์สิน/เปลี่ยนกรรมการใกล้เกิดไหม?

ขั้นตอนทั่วไปเมื่อจะโต้แย้ง "มติที่ประชุม"

ถ้าแกนปัญหาอยู่ที่มติผู้ถือหุ้นหรือกระบวนการประชุม (เช่น เรียกประชุมไม่ถูกต้อง ปิดสิทธิออกเสียง องค์ประชุมไม่ครบ) แนวทางหนึ่งคือการดำเนินการให้ศาลพิจารณาว่ามติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับหรือไม่ และขอให้เพิกถอนเมื่อเข้าเงื่อนไข

  1. รวบรวมหลักฐานกระบวนการประชุม: หนังสือเชิญประชุม วาระ เอกสารประกอบ รายชื่อผู้เข้าประชุม/มอบฉันทะ รายงานการประชุม และหลักฐานการส่งเอกสาร

  2. ตรวจ "จุดผิด" ที่มักชี้ขาด: วิธีเรียกประชุม, ระยะเวลาบอกกล่าว, องค์ประชุม, สิทธิออกเสียง/การงดออกเสียงกรณีมีส่วนได้เสีย, การนับคะแนน และการทำรายงานการประชุม

  3. ประเมินผลกระทบ: มติทำให้โครงสร้างอำนาจเปลี่ยนไหม (เช่น เปลี่ยนกรรมการ/เพิ่มทุน)? ถ้าใช่ อาจต้องพิจารณามาตรการ "หยุด" ชั่วคราว

  4. วางคำขอ: จะขอเพิกถอนมติอย่างเดียว หรือขอให้รับรองสิทธิ/เรียกค่าเสียหายประกอบ

ถ้าบริษัทเสียหายจากการบริหาร: ฟ้องเรียกค่าเสียหาย/รับผิดกรรมการทำอย่างไร?

เมื่อมีพฤติการณ์ที่ทำให้บริษัทเสียหาย (เช่น ย้ายทรัพย์สิน ทำธุรกรรมเอื้อประโยชน์ตนเอง) ผู้ถือหุ้นมักต้องพิจารณาว่าจะเดินเรื่องให้ "บริษัทเป็นผู้เรียกร้อง" หรือผู้ถือหุ้นต้องใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อผลักให้เกิดการรับผิดชอบ ทั้งนี้รูปแบบคดีและคู่ความที่ต้องฟ้องจะต่างกันตามข้อเท็จจริง

  • ทำแผนผังเส้นทางเงิน/ทรัพย์สิน: เงินออกจากบริษัทไปไหน ผ่านบัญชีใคร มีสัญญารองรับหรือไม่

  • ล็อกพยานหลักฐาน: งบการเงิน ใบแจ้งหนี้ สัญญา อีเมล แชต บันทึกอนุมัติ และมติกรรมการ

  • ประเมิน "เรียกคืนได้แค่ไหน": ค่าเสียหายจริง + ประโยชน์ที่ควรได้ + ดอกเบี้ย (แล้วแต่ฐานกฎหมายและคำขอ)

ค่าใช้จ่ายและกรอบเวลาโดยประมาณควรวางแผนอย่างไร?

โดยโครงสร้างต้นทุนของคดีแพ่งมักประกอบด้วยค่าธรรมเนียมศาล (ขึ้นกับทุนทรัพย์/คำขอ) ค่าใช้จ่ายนำหมาย/ส่งเอกสาร และค่าทนายความ ซึ่งศาลยุติธรรมมีระเบียบและระบบสนับสนุนด้านการเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง (library.coj.go.th)

  • เจรจา/ไกล่เกลี่ย: ต้นทุนมักต่ำกว่าคดีมาก และจบได้เป็นสัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน (ถ้าทั้งสองฝ่ายตั้งใจ "ดีลให้จบ")

  • อนุญาโตตุลาการ: ค่าใช้จ่ายขึ้นกับสถาบัน/ค่าธรรมเนียมผู้ชี้ขาด/ความซับซ้อน แต่ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

  • ศาล: มักใช้เวลายาวกว่า และถ้ามีชั้นอุทธรณ์/ฎีกาจะยิ่งเพิ่มระยะเวลา ควรเตรียมงบสำหรับค่าใช้จ่ายตามขั้นตอนและการสืบพยาน

  • คำถามติดตาม: ถ้ามีประชุมเพิ่มทุนใกล้มาก ควรทำอะไรภายใน 48 ชั่วโมง?

  • คำถามติดตาม: จะรู้ได้อย่างไรว่าควรฟ้อง "เพิกถอนมติ" หรือฟ้อง "เรียกค่าเสียหาย" หรือทำทั้งคู่?

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในข้อพิพาทผู้ถือหุ้นไทยคืออะไร?

ความผิดพลาดที่พบบ่อยทำให้จาก "ปัญหาที่แก้ได้" กลายเป็น "คดีที่ธุรกิจเจ็บหนัก" เพราะเดินเกมเร็วเกินไปโดยไม่มีหลักฐาน หรือช้าเกินไปจนอีกฝ่ายทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยน

  • เข้าใจว่า "ถือหุ้น = สั่งการได้เสมอ"
    ในความจริง อำนาจสั่งการขึ้นกับโครงสร้างกรรมการ มติ และข้อบังคับ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้คุมกรรมการอาจต้องเน้นสิทธิด้านมติ/ข้อมูลและกลไกตรวจสอบมากกว่า

  • คิดว่า "คุยกันด้วยวาจาก็พอ"
    ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นมีผลต่อทรัพย์สินและสถานะทางทะเบียน เอกสารสั้น ๆ ที่เขียนดี (เช่น term sheet, ข้อตกลงไกล่เกลี่ย) มักช่วยกันกลับคำและทำให้ปิดดีลได้จริง

  • โฟกัสเอาชนะ แต่ลืมมูลค่ากิจการ
    บางครั้งการชนะคดี แต่ธุรกิจเสียลูกค้า เสียทีม เสียเครดิต ทำให้มูลค่าหุ้นหายมากกว่าที่ได้คืน การตั้งเป้า "รักษามูลค่า" ควบคู่ "รักษาสิทธิ" จะคุ้มกว่า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัทไทย ยังปกป้องตัวเองได้จริงไหม?

ได้ หากใช้เครื่องมือให้ถูกจุด: ยืนยันสถานะในทะเบียนผู้ถือหุ้น เก็บหลักฐานมติ/กระบวนการประชุม และเลือกแนวทางที่เหมาะระหว่างเจรจา ไกล่เกลี่ย หรือการโต้แย้งมติ/เรียกความรับผิดเมื่อมีเหตุ

ควรเริ่มจากขอเอกสารอะไรจาก DBD ก่อน?

โดยทั่วไปเริ่มจากเอกสารที่ยืนยัน "โครงสร้างและอำนาจ" เช่น รายชื่อผู้ถือหุ้น/กรรมการ และเอกสารที่เกี่ยวกับมติหรือการเปลี่ยนแปลงสำคัญ แล้วค่อยไล่ไปเอกสารทางการเงินและเอกสารธุรกรรม

ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในศาลยุติธรรมเหมาะกับข้อพิพาทผู้ถือหุ้นไหม?

เหมาะในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายยังต้องรักษาธุรกิจร่วมกัน หรืออยากมีคนกลางช่วยจัดกรอบการคุยให้จบเป็นข้อตกลงที่ทำได้จริง โดยสามารถเริ่มสอบถามช่องทางศาลได้โดยตรง (mediation.coj.go.th)

ถ้าอีกฝ่ายกำลังจะโอนทรัพย์สินหรือเพิ่มทุนแบบเร่งด่วน ควรทำอย่างไร?

ให้รีบรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวกับวาระ/มติ/อำนาจอนุมัติและหลักฐานความเสี่ยง จากนั้นปรึกษาทนายเพื่อประเมินมาตรการเร่งด่วนที่ทำให้ "เหตุไม่สำเร็จ" เช่น การคัดค้านมติ การขอคำสั่งคุ้มครอง หรือการยื่นคำร้องที่เหมาะกับข้อเท็จจริง

อนุญาโตตุลาการเริ่มได้เลยไหม ถ้าอยากเลี่ยงศาล?

โดยหลักต้องมีข้อตกลงอนุญาโตตุลาการรองรับ (เช่น อยู่ในสัญญาผู้ถือหุ้น) จึงจะเดินกระบวนการได้ราบรื่น หากไม่มี ต้องพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น เจรจา/ไกล่เกลี่ย หรือช่องทางศาลตามความจำเป็น

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความด้านกฎหมายบริษัทและ Corporate Governance?

ควรปรึกษาทนายทันทีเมื่อมีสัญญาณว่าอีกฝ่ายกำลัง "เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ" หรือ "ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยน" เช่น เรียกประชุมเร่งด่วน เปลี่ยนกรรมการ เพิ่มทุน โอนทรัพย์สิน ทำธุรกรรมเกี่ยวโยง หรือปฏิเสธการให้ข้อมูลสำคัญ เพราะการเลือกเครื่องมือผิดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เสียโอกาสและเสียอำนาจต่อรองอย่างถาวร

  • กรณีที่มักต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ: deadlock 50/50, ข้อพิพาทเพิ่มทุน/ตัดสิทธิ, กล่าวหาโยกทรัพย์สิน, โครงสร้างถือหุ้นซ้อนหลายชั้น, มีผู้ถือหุ้นต่างชาติหรือสัญญาสองภาษา

ขั้นตอนต่อไป: แผนปฏิบัติ 7 วันเพื่อลดความเสียหาย

ถ้าคุณกำลังอยู่กลางข้อพิพาท ให้ทำตามลำดับนี้เพื่อหยุดสถานการณ์ไม่ให้ "ไหลไปทางคดี" โดยไม่จำเป็น และถ้าต้องฟ้องก็ฟ้องอย่างมีข้อมูล

  1. วัน 1: รวบรวมเอกสารแกนหลัก (ข้อบังคับ/สัญญาผู้ถือหุ้น/ทะเบียนผู้ถือหุ้น/มติ/รายงานประชุม)

  2. วัน 2: สรุปข้อพิพาท 1 หน้า: อำนาจ-เงิน-ข้อมูล-ทางออก-ความเร่งด่วน

  3. วัน 3: ตั้ง "เป้าหมายที่ยอมรับได้" 2 แบบ: เป้าหมายดีที่สุด และเป้าหมายกันเจ็บหนัก (walk-away)

  4. วัน 4: ส่งข้อเสนอเจรจาแบบมีกรอบ (หัวข้อ, เส้นตาย, เอกสารที่ต้องเปิดเผย, หลักการประเมินมูลค่าหุ้น)

  5. วัน 5: ถ้าเริ่มคุยยาก ให้พิจารณาไกล่เกลี่ย (รวมถึงช่องทางศาลยุติธรรม)

  6. วัน 6-7: ถ้ายังมีความเสี่ยงเร่งด่วน ปรึกษาทนายเพื่อวางแผนคำร้อง/คดีที่เหมาะ และเตรียมหลักฐานให้พร้อมก่อนเสียจังหวะ

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม