เกิดอุบัติเหตุฟ้องเรียกค่าเสียหายยังไง? คู่มือ Thailand

อัปเดตเมื่อ Mar 13, 2026

ประเด็นสำคัญ

การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากอุบัติเหตุในประเทศไทยเป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำโดยประมาทของผู้อื่น การเตรียมพร้อมตั้งแต่สถานที่เกิดเหตุและการเข้าใจกรอบเวลาทางกฎหมายคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการพิจารณาคดี

  • หลักฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด: ภาพถ่าย วิดีโอ และข้อมูลพยาน ณ จุดเกิดเหตุ มีผลอย่างมากต่อการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล
  • กรอบเวลาที่จำกัด: ผู้เสียหายมีเวลาเพียง 1 ปี ในการยื่นฟ้องคดีละเมิดนับตั้งแต่วันที่ทราบเหตุและรู้ตัวผู้กระทำผิด
  • ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น: การพึ่งพากระบวนการศาลมีค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 2% ของยอดเงินที่เรียกร้อง
  • เน้นการไกล่เกลี่ย: ระบบศาลไทยสนับสนุนการเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งมักช่วยให้คดีจบลงได้รวดเร็วกว่าการสืบพยานเต็มรูปแบบ

ขั้นตอนการแจ้งความและรวบรวมหลักฐานพยาน ณ สถานที่เกิดเหตุ

ไทม์ไลน์แสดงระยะเวลาเฉลี่ย 8 ถึง 14 เดือน ในกระบวนการพิจารณาคดีอุบัติเหตุของศาลชั้นต้น
ไทม์ไลน์แสดงระยะเวลาเฉลี่ย 8 ถึง 14 เดือน ในกระบวนการพิจารณาคดีอุบัติเหตุของศาลชั้นต้น

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติ ตรวจสอบอาการบาดเจ็บ และรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุให้ได้มากที่สุดก่อนเคลื่อนย้ายรถ หลักฐานเหล่านี้จะเป็นตัวตัดสินที่สำคัญที่สุดเมื่อต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยหรือฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งในชั้นศาล

หากคุณประสบอุบัติเหตุ ให้ปฏิบัติตามเช็คลิสต์ขั้นตอนดังต่อไปนี้:

  • ประเมินสถานการณ์และขอความช่วยเหลือ: ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตนเองและผู้ร่วมเดินทาง โทรสายด่วน 1669 (เจ็บป่วยฉุกเฉิน) และ 191 (ตำรวจ) ทันที
  • บันทึกภาพและวิดีโออย่างละเอียด: ถ่ายภาพร่องรอยการชน ทะเบียนรถคู่กรณี สภาพถนน ป้ายจราจร และตำแหน่งรถก่อนทำการเคลื่อนย้าย (หากสามารถทำได้โดยปลอดภัย)
  • ขอข้อมูลพยานที่เห็นเหตุการณ์: จดชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ที่เห็นเหตุการณ์ รวมถึงตรวจสอบกล้องหน้ารถของตนเองและรถคันข้างเคียง
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี: ขอถ่ายรูปใบอนุญาตขับขี่ บัตรประชาชน และกรมธรรม์ประกันภัยของคู่กรณี
  • เดินทางไปลงบันทึกประจำวัน: ไปยังสถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุเพื่อแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เอกสารนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเบิกประกันและยื่นฟ้องคดี

รายการค่าเสียหายที่เรียกได้: คุณสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง?

กฎหมายไทยอนุญาตให้ผู้เสียหายจากคดีละเมิดสามารถเรียกร้องค่าชดเชยที่ครอบคลุมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและผลกระทบที่ตามมาในอนาคต ศาลจะพิจารณาค่าเสียหายตามหลักฐานใบเสร็จทางการแพทย์และความสมเหตุสมผลของผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ในรายการดังต่อไปนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในปัจจุบันและที่อาจต้องรักษาต่อเนื่องในอนาคต (ต้องมีใบรับรองแพทย์และใบเสร็จรับเงินชัดเจน)
  • ค่าขาดรายได้: เงินชดเชยสำหรับช่วงเวลาที่คุณต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัว โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนหรือรายได้เฉลี่ยต่อวันของคุณ
  • ค่าเสื่อมความสามารถในการประกอบอาชีพ: หากอุบัติเหตุทำให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือต้องเปลี่ยนสายอาชีพ
  • ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน: ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่เสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม รวมถึงค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม
  • ค่าสินไหมทดแทนความเจ็บปวดทรมาน (ค่าทำขวัญ): แม้ศาลไทยมักจะพิจารณาส่วนนี้น้อยกว่าในต่างประเทศ แต่ผู้เสียหายยังคงสามารถเรียกร้องได้หากพิสูจน์ได้ว่าได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจากการบาดเจ็บ

อายุความในการฟ้องร้องคดีละเมิด

ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายทางศาลภายในอายุความ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รู้ตัวผู้กระทำผิดและรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น หากปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดเวลานี้ สิทธิในการพึ่งพากระบวนการศาลเพื่อบังคับให้คู่กรณีจ่ายค่าชดเชยจะหมดลงทันที

กฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ข้อควรระวังเกี่ยวกับอายุความมีดังนี้:

  • หลักเกณฑ์ทั่วไป: อายุความ 1 ปี เริ่มนับทันทีที่คุณทราบว่าใครเป็นคนชนและคุณได้รับความเสียหายอะไรบ้าง
  • ข้อยกเว้นกรณีคดีอาญา: หากอุบัติเหตุนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาด้วย (เช่น ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส) และคดีอาญามีอายุความยาวกว่า 1 ปี กฎหมายอนุญาตให้ขยายอายุความคดีแพ่งตามอายุความคดีอาญาได้
  • อายุความสูงสุด: ในกรณีที่ไม่ทราบตัวผู้กระทำความผิด (เช่น ชนแล้วหนีและหาตัวไม่พบ) กฎหมายกำหนดให้ฟ้องร้องได้ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิด

ประมาณการค่าธรรมเนียมศาลและค่าจ้างทนายความ

การฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจะมีค่าธรรมเนียมศาลที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 2% ของทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท) ส่วนค่าจ้างทนายความในประเทศไทยมักคิดเป็นราคาเหมาจ่ายตามความซับซ้อนของคดี หรือผสมกับการแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่เรียกร้องได้

การประเมินค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจยื่นฟ้อง โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่คุณควรทราบดังนี้:

ประเภทค่าใช้จ่าย รายละเอียดและอัตราโดยประมาณ
ค่าธรรมเนียมศาล (ขึ้นศาล) 2% ของยอดเงินที่คุณเรียกร้อง (ทุนทรัพย์) แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ศาลแพ่ง
ค่าส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ประมาณ 500 - 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางไปยังภูมิลำเนาของจำเลย
ค่าจ้างทนายความเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของทนายความและความซับซ้อนของคดี โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ 30,000 - 100,000 บาทขึ้นไป
ค่าธรรมเนียมความสำเร็จ (Success Fee) บางกรณีทนายความอาจคิดค่าจ้างเบื้องต้นในราคาต่ำ แต่ตกลงหัก 10% - 30% ของจำนวนเงินค่าเสียหายที่คุณได้รับจริงเมื่อคดีสิ้นสุด

ระยะเวลาเฉลี่ยในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น

คดีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากอุบัติเหตุในศาลชั้นต้นของไทยมักใช้เวลาพิจารณาเฉลี่ยประมาณ 8 ถึง 14 เดือน นับตั้งแต่วันยื่นฟ้องจนถึงวันอ่านคำพิพากษา ระยะเวลานี้อาจสั้นลงอย่างมากหากคู่กรณีสามารถไกล่เกลี่ยและตกลงกันได้ในศูนย์ไกล่เกลี่ยของศาล

กระบวนการพิจารณาคดีแพ่งมีหลายขั้นตอน ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาโดยรวมของคดีดังนี้:

  1. การยื่นคำฟ้องและส่งหมาย (1-2 เดือน): ศาลจะออกหมายเรียกจำเลย ซึ่งจำเลยมีเวลา 15 วันในการยื่นคำให้การแก้คดีนับแต่ได้รับหมาย
  2. วันชี้สองสถานและการไกล่เกลี่ย (2-3 เดือน): ศาลไทยสนับสนุนการไกล่เกลี่ยอย่างมาก หากตกลงกันได้ คดีสามารถจบลงได้ในขั้นตอนนี้ภายในเวลาไม่กี่เดือน
  3. การสืบพยาน (4-8 เดือน): หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะกำหนดวันสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ซึ่งระยะเวลาขึ้นอยู่กับตารางนัดพิจารณาของศาลและจำนวนพยาน
  4. การพิพากษา (1-2 เดือน): หลังจากสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลจะใช้เวลาพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษา

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีอุบัติเหตุ

ผู้เสียหายหลายคนมักสละสิทธิของตนเองหรือทำผิดพลาดเนื่องจากความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงทางกฎหมายจะช่วยให้คุณปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่

  • "ต้องรอให้รักษาตัวจนหายดีก่อนจึงจะแจ้งความหรือฟ้องร้องได้" นี่คือความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด เพราะอาจทำให้คดีของคุณขาดอายุความ 1 ปี คุณสามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และรวมถึงค่าใช้จ่ายที่แพทย์ประเมินว่าต้องใช้รักษาในอนาคตได้
  • "บันทึกประจำวันของตำรวจคือหลักฐานชี้ขาด" บันทึกประจำวันเป็นเพียงหลักฐานว่ามีการแจ้งเหตุไว้จริง ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานบุคคล และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รอยเบรก หรือภาพจากกล้องวงจรปิดประกอบกันเสมอ
  • "การขึ้นศาลใช้เวลาเป็นสิบปีเสมอ" แม้คดีที่สู้กันถึงศาลฎีกาอาจใช้เวลานาน แต่คดีอุบัติเหตุส่วนใหญ่กว่า 70% มักจบลงที่ชั้นไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ในศาลชั้นต้น ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน

คำถามที่พบบ่อย

รวบรวมคำตอบสำหรับคำถามที่ผู้ประสบอุบัติเหตุในประเทศไทยมักสงสัยมากที่สุด เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิและแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็วก่อนเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

หากคู่กรณีไม่มีประกันภัยรถยนต์ จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่?

คุณสามารถยื่นฟ้องร้องเพื่อบังคับเอากับทรัพย์สินส่วนตัวของคู่กรณี (ผู้ขับขี่และเจ้าของรถ) ได้โดยตรง นอกจากนี้ ในส่วนของการรักษาพยาบาลเบื้องต้น คุณยังสามารถใช้สิทธิเบิกจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้แม้คู่กรณีจะไม่มีประกันภาคสมัครใจก็ตาม

ศาลไทยให้ความสำคัญกับภาพจากกล้องหน้ารถมากน้อยเพียงใด?

ภาพจากกล้องหน้ารถหรือกล้องวงจรปิดถือเป็นพยานวัตถุที่มีน้ำหนักสูงมากในศาลไทยยุคปัจจุบัน เนื่องจากเป็นประจักษ์พยานที่ไม่บิดเบือนไปตามความทรงจำ ช่วยให้ศาลเห็นเหตุการณ์ก่อนและขณะเกิดการชนได้อย่างชัดเจน

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม เรียกร้องได้เท่าไหร่?

สำนักงาน คปภ. กำหนดอัตราขั้นต่ำในการเรียกค่าขาดประโยชน์ฯ จากบริษัทประกันภัยไว้ที่ 500 บาทต่อวันสำหรับรถยนต์ที่นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม หากคุณนำคดีไปฟ้องศาลและพิสูจน์ได้ว่าคุณมีความจำเป็นต้องเช่ารถในราคาที่สูงกว่าเพื่อใช้ประกอบอาชีพ ศาลอาจกำหนดให้สูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้ตามความสมเหตุสมผล

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความและขั้นตอนต่อไป

แม้คดีอุบัติเหตุเล็กน้อยที่ไม่มีผู้บาดเจ็บอาจสามารถเจรจาผ่านบริษัทประกันภัยได้โดยตรง แต่หากอุบัติเหตุนั้นนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ หรือคู่กรณีและบริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดชอบ การแต่งตั้งทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคุณ

หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตกลงกันไม่ได้ ขั้นตอนต่อไปที่คุณควรดำเนินการคือ:

  1. รวบรวมเอกสารทั้งหมด: จัดเตรียมใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา ใบเสนอราคาซ่อมรถ ภาพถ่าย และบันทึกประจำวันของตำรวจให้เป็นระเบียบ
  2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: นัดหมายพูดคุยกับ ทนายความด้านการฟ้องร้องในประเทศไทย เพื่อประเมินรูปคดี โอกาสชนะ และประเมินค่าเสียหายที่คุณควรได้รับจริง
  3. ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice Letter): ให้ทนายความออกหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการไปยังคู่กรณีและบริษัทประกันภัย เพื่อเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนยื่นฟ้องต่อศาลจริง ซึ่งหลายคดีสามารถจบลงได้ในขั้นตอนนี้โดยไม่ต้องขึ้นศาล

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย
Anona International And Consultancy Co.,  Ltd. Logo
Anona International And Consultancy Co., Ltd.
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2020
ทนายความ 10 คน
ฟรี 1 hour
ธนาคารและการเงิน การย้ายถิ่นฐาน สิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน +1 เพิ่มเติม
โทรเลย
Khonsu Legal Logo
Khonsu Legal
ภูเก็ต
ตั้งแต่ปี 2015
ทนายความ 27 คน
ฟรี 1 hour
การย้ายถิ่นฐาน ธุรกิจ สิทธิผู้บริโภค +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม