- อย่าเพิ่งตอบโต้ด้วยอารมณ์: 48-72 ชั่วโมงแรกควร "อ่านเอกสารให้ครบ + ล็อกเส้นตาย + กันความเสียหายของหลักฐาน"
- เส้นตายสำคัญที่สุดคือกำหนด "ยื่นคำให้การ/คำคัดค้าน" ที่ระบุในหมายเรียก หากปล่อยให้ขาดนัดอาจถูกพิพากษาโดยขาดนัดได้
- เริ่มรวบรวมหลักฐานธุรกิจทันที: สัญญา ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หนังสือทวงถาม อีเมล/แชต และเอกสารบัญชีต้องเชื่อม "ข้อเท็จจริง-ยอดเงิน-วันเวลา" ให้ชัด
- เลือกทนายคดีการค้าโดยดู "ประสบการณ์ในศาล + ความเข้าใจธุรกิจ + กลยุทธ์การเจรจาควบคู่การสู้คดี" มากกว่าดูราคาอย่างเดียว
- ภายใน 30 วันแรกควรมีแผน 2 ทางพร้อมกัน: เตรียมคำให้การและพยานหลักฐาน + ประเมินโอกาสไกล่เกลี่ย/ทำสัญญาประนีประนอม
จุดประสงค์ของผู้อ่านกลุ่มนี้เป็นแบบ "ลงมือทำ (Do)" และเป็นผู้ประกอบการ/ผู้บริหาร (B2B) ที่ต้องตัดสินใจเร็วภายใต้แรงกดดัน เป้าหมายใน 30 วันแรกคือกันความเสี่ยงถูกพิพากษาโดยขาดนัด คุมต้นทุนคดี และรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจให้มากที่สุด
ได้รับหมายเรียกและคำฟ้องคดีธุรกิจในไทยแล้วต้องดูอะไรเป็นอย่างแรก?
เริ่มจากตรวจว่าเอกสารมาจากศาลใด คดีหมายเลขอะไร ใครเป็นโจทก์/จำเลย และศาลกำหนดให้ทำอะไรภายในวันไหน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะกำหนด "เกมเวลา" ของคุณทันที จากนั้นอ่านคำฟ้องเพื่อแยกให้ได้ว่าโจทก์กล่าวหาเรื่องอะไร อ้างสัญญาหรือหลักฐานชุดไหน และเรียกค่าเสียหายเท่าไร
- หมายเรียก: มักระบุศาล วันนัด และกำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนด (ให้ถือที่ "ระบุในหมายเรียก" เป็นหลัก)
- คำฟ้อง: ดู "ข้อเท็จจริงที่โจทก์เล่า" + "ข้อกฎหมายที่อ้าง" + "คำขอท้ายฟ้อง" (เรียกเงินเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร ขอให้ทำ/งดทำอะไร)
- เอกสารแนบ: สัญญา ใบแจ้งหนี้ หนังสือทวงถาม บันทึกส่งมอบงาน รายงานตรวจรับ ฯลฯ ให้เช็กลิสต์ว่าคุณมีฉบับเดียวกันหรือไม่
- วันรับหมาย: บันทึกวันและวิธีรับหมายไว้ละเอียด (มีผลต่อการนับกำหนดเวลาและการวางแผน)
ถัดไปคุณอาจอยากรู้:
- ถ้าเอกสารส่งมาที่บริษัทแต่คนรับไม่ใช่กรรมการ ยังถือว่าได้รับหมายแล้วหรือไม่?
- ถ้าเอกสารเป็นสำเนาไม่ครบ/อ่านไม่ออก ควรทำอย่างไรเพื่อขอเอกสารจากศาล?
เส้นตายยื่นคำให้การคือเมื่อไร และถ้าปล่อยให้ขาดนัดจะเกิดอะไรขึ้น?
เส้นตายยื่นคำให้การจะระบุในหมายเรียกหรือคำสั่งศาล และมักเป็นระยะเวลาค่อนข้างสั้นหลังจากได้รับหมาย จึงไม่ควรรอใกล้วันนัดแล้วค่อยเริ่มทำ หากไม่ยื่นคำให้การหรือไม่ไปศาลโดยไม่มีเหตุ ศาลอาจดำเนินกระบวนพิจารณาในลักษณะ "ขาดนัด" ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงถูกพิพากษาตามคำฟ้องและเสียโอกาสโต้แย้งข้อเท็จจริงสำคัญ
- ทำไม 30 วันแรกสำคัญ: เพราะเป็นช่วงที่ต้อง "กันขาดนัด + ตั้งแนวคำให้การ + ล็อกหลักฐาน" ให้ทัน
- ขอขยายเวลาได้ไหม: หลายกรณีสามารถยื่นคำร้องขอขยายเวลาได้ แต่ควรทำ "ก่อนครบกำหนด" และควรมีเหตุผล/หลักฐานประกอบ ทนายที่ทำคดีศาลบ่อยจะวางจังหวะตรงนี้ได้ดี
- ความเสียหายถ้าเล่นช้า: นอกจากความเสี่ยงคำพิพากษา ยังรวมถึงดอกเบี้ย/ค่าใช้จ่ายคดีที่อาจเพิ่มขึ้น และแรงกดดันต่อเครดิตธุรกิจ ความสัมพันธ์คู่ค้า และการเงินหมุนเวียน
| ช่วงเวลา | เป้าหมาย | สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ |
|---|---|---|
| วัน 1-3 | คุมเวลาและความเสี่ยง | ถ่ายสำเนาเอกสารทั้งหมด, จดเส้นตายจากหมายเรียก, แต่งตั้งผู้รับผิดชอบภายในบริษัท, สั่ง "หยุดลบข้อมูล" อีเมล/แชต |
| วัน 4-7 | ตั้งแนวคดี | สรุปข้อเท็จจริงเป็นไทม์ไลน์, ระบุประเด็นที่ยอมรับ/โต้แย้ง, ทำบัญชีพยานเอกสาร, นัดคุยทนาย |
| สัปดาห์ที่ 2 | เตรียมคำให้การ | ร่างคำให้การ/คำคัดค้าน, ตรวจความครบถ้วนของหลักฐาน, ประเมินทางเลือกเจรจา/ไกล่เกลี่ย |
| สัปดาห์ที่ 3-4 | พร้อมทั้งสู้และเจรจา | ยื่นคำให้การให้ทันกำหนด, เตรียมตัวไปศาลตามวันนัด, วาง "ข้อเสนอประนีประนอม" แบบมีเงื่อนไขป้องกันความเสี่ยง |
ถัดไปคุณอาจอยากรู้:
- ถ้ายื่นคำให้การแล้ว ยังเจรจานอกศาลได้ไหม?
- คดีการค้าในทางปฏิบัติมีการนัดไกล่เกลี่ย/ประนอมในศาลบ่อยแค่ไหน?
ต้องรวบรวมพยานหลักฐานธุรกิจอะไรบ้างภายใน 30 วันแรก?
หลักฐานที่ดีไม่ใช่แค่ "มีเอกสาร" แต่ต้องเล่าเรื่องได้ครบว่าใครตกลงอะไร เมื่อไร ส่งมอบงาน/สินค้าอย่างไร ใครผิดนัดตรงไหน และยอดเงินคำนวณอย่างไร ภายใน 30 วันแรกควรโฟกัสหลักฐานที่เสี่ยงสูญหายง่าย (อีเมล/แชต/ระบบบัญชี) และหลักฐานที่เชื่อมกับข้อกล่าวหาในคำฟ้องโดยตรง
เช็กลิสต์เอกสารที่มักใช้ในคดีธุรกิจ
- สัญญาและเอกสารก่อนสัญญา: สัญญาหลัก, ใบเสนอราคา, TOR/SOW, เงื่อนไขการชำระเงิน, เอกสารเปลี่ยนแปลงงาน (change request)
- เอกสารการส่งมอบ/ผลงาน: ใบส่งของ, ใบตรวจรับ, รายงานความก้าวหน้า, ภาพถ่ายหน้างาน, log ระบบ
- เอกสารการเงิน: ใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จ, หลักฐานโอนเงิน, statement, บันทึกบัญชี, รายงานอายุลูกหนี้
- การสื่อสาร: อีเมล, หนังสือทวงถาม, จดหมายบอกเลิกสัญญา, LINE/Slack (ควร export เป็นไฟล์และเก็บ metadata เท่าที่ทำได้)
- เอกสารภายในบริษัท: มติกรรมการ, อำนาจลงนาม, นโยบายอนุมัติราคา/เครดิต, บันทึกการประชุมที่เกี่ยวข้อง
วิธีจัดชุดหลักฐานให้ทนายทำงานเร็ว
- ทำ "ไทม์ไลน์ 1 หน้า" ระบุวันที่/เหตุการณ์/เอกสารอ้างอิง
- ตั้งชื่อไฟล์แบบมาตรฐาน เช่น "2025-11-03_Invoice_00123_250000THB.pdf"
- แยกโฟลเดอร์ "เอกสารที่สนับสนุนเรา" และ "เอกสารที่โจทก์อ้าง" เพื่อเห็นช่องโหว่
- ระบุพยานบุคคลสำคัญ 3-5 คน พร้อมตำแหน่งและสิ่งที่รู้เห็นจริง
ถัดไปคุณอาจอยากรู้:
- แชต LINE ใช้เป็นพยานหลักฐานได้แค่ไหน และควรเก็บอย่างไรให้เชื่อถือได้?
- ถ้าบริษัทใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์/อีเมลอนุมัติ จะพิสูจน์อำนาจและเจตนาอย่างไร?
ควรเลือกทนายคดีการค้าอย่างไรให้คุ้มภายใน 30 วันแรก?
ทนายที่เหมาะกับคดีธุรกิจไม่ใช่แค่ "รู้กฎหมาย" แต่ต้องอ่านความเสี่ยงเชิงธุรกิจได้ วางกลยุทธ์เรื่องหลักฐานและการเจรจาได้ และทำงานทันเส้นตายศาล ภายใน 30 วันแรกคุณควรได้คำตอบชัด ๆ ว่าแนวทางสู้คดีคืออะไร จุดแข็ง/จุดอ่อนอยู่ตรงไหน และต้นทุนคดีประมาณเท่าไร
- ประสบการณ์ตรงประเภทคดี: สัญญาซื้อขาย/รับเหมา/บริการ, หนี้การค้า, หุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น, ความรับผิดกรรมการ ฯลฯ
- ทำงานกับหลักฐานได้จริง: ถามได้ว่า "เอกสารชิ้นไหนชนะ/แพ้" และจะปิดช่องโหว่อย่างไร
- กลยุทธ์คู่ขนาน: เตรียมคำให้การให้ทัน + มีแผนเจรจาที่ไม่ทำให้เสียเปรียบ
- โครงสร้างค่าธรรมเนียมชัดเจน: เหมาจ่ายรายช่วง (เช่น ก่อนวันนัด/ยื่นคำให้การ), รายชั่วโมง, หรือคิดตามขั้นตอน พร้อมระบุอะไร "รวม/ไม่รวม"
- การสื่อสารและความเร็ว: ใครเป็นผู้ทำงานหลัก ระยะเวลาตอบกลับ เอกสารที่ต้องเตรียมเพิ่ม
| คำถามสัมภาษณ์ทนาย | คำตอบที่ควรได้ยิน |
|---|---|
| เส้นตายยื่นคำให้การของคดีนี้คือวันไหน และแผนยื่นเมื่อไร? | ตอบเป็นวันที่ชัดเจนจากหมายเรียก พร้อมแผนงานเป็นสัปดาห์ |
| ประเด็นที่ "แพ้แล้วเจ็บ" คืออะไร? | ชี้ความเสี่ยงหลัก 1-3 เรื่อง และวิธีปิดความเสี่ยงด้วยเอกสาร/พยาน |
| ถ้าจะเจรจา ควรเจรจาอะไรเป็นเงื่อนไขหลัก? | เสนอทางเลือก เช่น ผ่อนชำระ/ลดหนี้/ยกเลิกสัญญา/คืนสินค้า/รับประกันงาน พร้อมเงื่อนไขตัดความเสี่ยงคดี |
ถัดไปคุณอาจอยากรู้:
- ควรจ้างทนายในจังหวัดเดียวกับศาล หรือจ้างจากกรุงเทพฯ ได้ไหม?
- ถ้าต้องการให้ทนายช่วย "เจรจาอย่างเดียว" โดยยังไม่สู้คดีเต็มรูปแบบ ทำได้หรือไม่?
ควรไกล่เกลี่ยหรือทำสัญญาประนีประนอมอย่างไร โดยไม่เสียเปรียบคดี?
การเจรจาไม่ใช่สัญญาณว่า "ยอมแพ้" แต่เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงและต้นทุน โดยเฉพาะเมื่อคดีมีต้นทุนเวลาและผลกระทบต่อชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม การคุยแบบไม่วางกรอบอาจทำให้เผลอรับข้อเท็จจริงหรือยอมเงื่อนไขที่ผูกมือในศาลได้ จึงควรเจรจาควบคู่กับการเตรียมคำให้การเสมอ
สถานการณ์ที่ไกล่เกลี่ยมักคุ้ม
- ข้อพิพาทเป็นเรื่องยอดหนี้/คุณภาพงานที่ "ตีราคาได้" และหลักฐานไม่ได้ชี้ขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชัด
- ธุรกิจต้องรักษาความสัมพันธ์คู่ค้า/ซัพพลายเออร์ หรือมีผลต่อเครดิต/การเงินหมุนเวียน
- ความเสี่ยงดอกเบี้ย/ค่าเสียหายต่อเนื่องสูงถ้าปล่อยคดีลาก
เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญาประนีประนอม
- กำหนดให้ชัดว่า "ชำระแล้วจบ" ครอบคลุมหนี้/ดอกเบี้ย/ค่าเสียหาย/ค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือไม่
- มีเงื่อนไขถอนฟ้อง/ยุติคดี และกำหนดเวลาการดำเนินการหลังชำระ
- ระบุวิธีชำระและหลักฐานการชำระที่ยอมรับ รวมถึงผลเมื่อผิดนัดชำระ (อย่าให้โทษเกินจริง)
- ถ้าต้องส่งมอบงาน/แก้ไขงาน ให้มีเกณฑ์ตรวจรับที่วัดได้ ลดพื้นที่โต้แย้งรอบใหม่
- ประเมินภาษี/บัญชีที่เกี่ยวข้อง (เช่น ออกใบลดหนี้/เอกสารประกอบ)
ถัดไปคุณอาจอยากรู้:
- ถ้าเจรจาแล้วจ่ายบางส่วน จะกระทบการต่อสู้คดีหรือการยอมรับหนี้หรือไม่?
- ทำสัญญาประนีประนอมแล้ว อีกฝ่ายยังฟ้องเพิ่มได้ไหม?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อถูกฟ้องคดีธุรกิจในไทย
หลายคนเสียเปรียบตั้งแต่ต้นเพราะเชื่อ "คำบอกเล่า" มากกว่าอ่านเอกสารศาลจริง ๆ หรือคิดว่ารอไปศาลวันนัดแล้วค่อยอธิบายก็พอ ความจริงคือคดีแพ่ง/คดีการค้ามีเส้นตายเอกสาร และการวางหลักฐานตั้งแต่ต้นมีผลต่อทั้งการเจรจาและผลคดี
- เข้าใจผิดว่า "ไปศาลวันนัดแล้วค่อยเล่า": หากไม่ยื่นคำให้การให้ทันกำหนด คุณอาจเสียโอกาสตั้งประเด็นและเพิ่มความเสี่ยงขาดนัด
- เข้าใจผิดว่า "คุยตกลงกันทางโทรศัพท์พอ": การเจรจาที่ไม่มีเอกสารยืนยันเงื่อนไข/การชำระ มักจบด้วยข้อพิพาทรอบใหม่
- เข้าใจผิดว่า "ลบแชต/อีเมลแล้วไม่มีหลักฐาน": การลบข้อมูลยิ่งเพิ่มความเสี่ยงและทำให้จัดการคดียากขึ้น ควรเก็บและจัดระบบให้ตรวจสอบได้
ถัดไปคุณอาจอยากรู้:
- ควรให้พนักงานคนไหนเป็นผู้ประสานงานคดี เพื่อไม่ให้ข้อมูลหลุดหรือสับสน?
- ทำอย่างไรถ้าข้อมูลบางอย่างอยู่กับพนักงานที่ลาออกแล้ว?
แหล่งข้อมูลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย
การตรวจข้อมูลจากแหล่งทางการช่วยลดความสับสนเรื่องศาลที่รับผิดชอบ ขั้นตอน และบริการของศาล โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องจัดการกำหนดนัด เอกสาร และช่องทางการติดต่อศาลให้ถูกต้อง
FAQ
ถ้าได้รับหมายเรียกแล้ว แต่บริษัทคิดว่าโจทก์ฟ้องผิดคน ต้องทำอย่างไร?
อย่าปล่อยให้เลยกำหนด ให้เตรียมยื่นคำให้การโต้แย้งประเด็น "ตัวคู่ความ/ความรับผิด" พร้อมเอกสารโครงสร้างบริษัท สัญญาที่แท้จริง และหลักฐานว่าใครเป็นคู่สัญญา
ผู้บริหารควรติดต่อโจทก์เองหรือให้ทนายคุย?
ในคดีธุรกิจที่มีความเสี่ยงเรื่องคำยอมรับหนี้หรือถ้อยคำผูกพัน ควรให้ทนายเป็นผู้สื่อสารหลัก และให้ผู้บริหารคุมกรอบการตัดสินใจ (เพดานจ่าย เงื่อนไขยอมรับได้)
จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเพื่อยื่นคำให้การไหม?
โดยทั่วไปการยื่นคำให้การไม่ใช่การ "ฟ้อง" จึงมักไม่ใช่ค่าธรรมเนียมแบบเดียวกับการยื่นฟ้อง แต่ถ้ามีการยื่นฟ้องแย้ง/เรียกร้องของตนเอง อาจมีค่าใช้จ่ายตามประเภทคำขอ
ถ้าหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในระบบบัญชี/อีเมลของบริษัท ควรเริ่มจากตรงไหน?
เริ่มจากการทำไทม์ไลน์ธุรกรรมและดึงเอกสาร "ต้นทาง" เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบสั่งซื้อ หลักฐานส่งมอบ และอีเมลอนุมัติ จากนั้นเชื่อมแต่ละรายการกับข้อกล่าวหาในคำฟ้องทีละข้อ
ไกล่เกลี่ยในศาลต่างจากไกล่เกลี่ยนอกศาลอย่างไร?
ไกล่เกลี่ยในศาลมักมีกรอบเวลาและขั้นตอนชัด และหากตกลงกันได้สามารถจัดทำข้อตกลงให้สอดคล้องกับสำนวนคดี ส่วนไกล่เกลี่ยนอกศาลยืดหยุ่นกว่า แต่ควรทำเอกสารให้รัดกุมเพื่อปิดความเสี่ยงฟ้องซ้ำ
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความทันที?
ควรจ้างทนายทันทีเมื่อคดีมีเส้นตายยื่นคำให้การใกล้เข้ามา ยอดเรียกร้องสูง มีประเด็นสัญญาซับซ้อน (เช่น หลายงวดงาน หลายฝ่าย หลายสัญญา) หรือมีความเสี่ยงกระทบผู้บริหาร/กรรมการเป็นการส่วนตัว การมีทนายตั้งแต่ต้นช่วยให้คุณยื่นเอกสารทันเวลา วางแนวสู้คดีไม่หลุดประเด็น และเจรจาได้โดยไม่เผลอเสียเปรียบ
ขั้นตอนต่อไป (ภายใน 7 วันจากนี้)
- รวบรวมและสแกนเอกสารศาลทั้งหมด พร้อมจดเส้นตายจากหมายเรียก
- ทำไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง 1 หน้า และรายการหลักฐานที่มี/ที่ขาด
- คัดเลือกทนายคดีการค้า 2-3 ราย นัดคุยโดยส่งไทม์ไลน์และเอกสารล่วงหน้า
- ตัดสินใจกลยุทธ์เบื้องต้น: สู้เต็มรูปแบบ, สู้พร้อมเจรจา, หรือเน้นประนีประนอม
- กำหนดผู้รับผิดชอบภายในบริษัทเรื่องเอกสาร พยานบุคคล และการอนุมัติขอบเขตการเจรจา