ขั้นตอนจดทะเบียนมูลนิธิใน Thailand: กฎหมายที่ผู้บริจาคต้องรู้

อัปเดตเมื่อ Jan 10, 2026

ตั้งมูลนิธิหรือสมาคมการกุศลในไทย: ขั้นตอนกฎหมายที่ผู้บริจาคและผู้ก่อตั้งต้องรู้

การจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทยเป็นวิธีที่ทรงพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) หรือการสานต่อเจตนารมณ์ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความตั้งใจดีให้กลายเป็นนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจในระเบียบปฏิบัติของราชการไทยอย่างละเอียด

PRESERVED_BLOCK_0

มูลนิธิกับสมาคมการกุศลต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย?

การเลือกรูปแบบองค์กรขึ้นอยู่กับโครงสร้างการบริหารและเป้าหมายระยะยาว มูลนิธิ (Foundation) คือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะโดยไม่มีสมาชิก ส่วนสมาคม (Association) คือการรวมตัวกันของบุคคลเพื่อกระทำการร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีระบบสมาชิกและข้อบังคับที่ชัดเจน

ในทางกฎหมายไทย ความแตกต่างที่สำคัญมีดังนี้:

คุณลักษณะ มูลนิธิ (Foundation) สมาคม (Association)
โครงสร้าง เน้นที่ "กองทุน" หรือ "ทรัพย์สิน" เน้นที่ "สมาชิก" (อย่างน้อย 3 คนขึ้นไป)
ทุนจดทะเบียน ต้องมีเงินสดหรือทรัพย์สินเริ่มต้น (ทั่วไป 500,000 บาท) ไม่กำหนดทุนเริ่มต้น แต่มีค่าธรรมเนียมสมาชิก
การบริหาร บริหารโดยคณะกรรมการมูลนิธิ บริหารโดยคณะกรรมการสมาคมที่เลือกโดยสมาชิก
วัตถุประสงค์ เพื่อการกุศล สาธารณะ การศึกษา หรือศาสนา เพื่อประโยชน์ของสมาชิกหรือสาธารณะ (ห้ามหาผลกำไรมาแบ่งกัน)

คำถามที่มักตามมา: หากต้องการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในระยะยาวแบบครอบครัวหรือองค์กรเดี่ยว การตั้ง มูลนิธิ มักจะเหมาะสมกว่าเพราะไม่ต้องวุ่นวายกับการจัดการฐานสมาชิกจำนวนมาก

ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทนี้ไม่ได้ดำเนินการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเหมือนบริษัททั่วไป แต่ต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เพื่อส่งต่อไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ขั้นตอนการดำเนินการโดยสรุปมีดังนี้:

  1. การเตรียมเอกสาร: จัดทำข้อบังคับขององค์กร รายชื่อคณะกรรมการ (อย่างน้อย 3 คน) แผนผังที่ตั้ง และหลักฐานแสดงทรัพย์สิน (เช่น สมุดบัญชีธนาคารที่มีเงินตามเกณฑ์)
  2. การยื่นคำขอ (ต.1 สำหรับมูลนิธิ / ส.1 สำหรับสมาคม): ยื่นต่อลัดดาวัลย์หรือส่วนที่เกี่ยวข้อง ณ ที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขต
  3. การตรวจสอบประวัติ: นายทะเบียนจะส่งรายชื่อคณะกรรมการทุกคนไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  4. การพิจารณาวัตถุประสงค์: กรมการปกครองจะพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และอาจต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น กระทรวงศึกษาธิการ หากเกี่ยวกับโรงเรียน)
  5. การประกาศราชกิจจานุเบกษา: เมื่อได้รับอนุมัติ องค์กรจะได้ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนและต้องนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อความเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์

ข้อควรระวัง: กระบวนการนี้อาจใช้เวลาตั้งแต่ 4 ถึง 8 เดือน ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการตรวจสอบประวัติและการพิจารณาของคณะกรรมการกลาง

ข้อกำหนดเรื่องคณะกรรมการ วัตถุประสงค์ และการกำกับดูแล

กฎหมายไทยกำหนดให้การดำเนินงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรต้องมีความโปร่งใสสูง เนื่องจากได้รับความยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์บางประการ องค์กรต้องรักษามาตรฐานการบริหารงานอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการถูกสั่งยุบหรือเพิกถอนการจดทะเบียน

  • คณะกรรมการ: ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
  • การรายงานประจำปี: ต้องจัดทำงบดุลและรายงานผลการดำเนินงานประจำปี โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ (สำหรับสมาคม) และยื่นต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  • การตรวจสอบบัญชี: งบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เพื่อยืนยันว่าไม่มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • การเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน: หากมีการเปลี่ยนกรรมการหรือที่ตั้ง ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนเพื่อจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงภายใน 14-30 วัน (ตามแต่กรณี)

คำถามที่มักตามมา: คณะกรรมการสามารถรับเงินเดือนได้หรือไม่? โดยหลักการแล้ว กรรมการมูลนิธิหรือสมาคมการกุศลมักทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานจริงได้ตามความเหมาะสมและที่ระบุไว้ในข้อบังคับ

ประเด็นภาษีและสิทธิประโยชน์สำหรับองค์กรและผู้บริจาค

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมากที่สุด การจดทะเบียนเป็นมูลนิธิหรือสมาคม "ไม่ได้" หมายความว่าผู้บริจาคจะนำใบเสร็จไปหักลดหย่อนภาษีได้ทันที องค์กรต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกรมสรรพากรเพิ่มเติมเพื่อให้ได้สถานะ "องค์การหรือสถานสาธารณกุศล"

สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบ่งเป็น 2 ระดับ:

  1. ระดับองค์กร: มูลนิธิหรือสมาคมที่จดทะเบียนถูกต้องจะเสียภาษีเงินได้จากรายได้ก่อนหักรายจ่ายในอัตราต่ำ (1% หรือ 2% ของรายได้ก่อนหักรายจ่าย ตามมาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร) โดยยกเว้นภาษีสำหรับเงินบริจาคและค่าธรรมเนียมสมาชิก
  2. ระดับผู้บริจาค: เพื่อให้ผู้บริจาค (บุคคลธรรมดาหรือบริษัท) นำไปลดหย่อนภาษีได้ องค์กรต้องดำเนินงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และยื่นขอเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการกุศลที่เข้มงวด

คุณสามารถตรวจสอบรายชื่อองค์กรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ได้ที่เว็บไซต์ของ กรมสรรพากร เพื่อความมั่นใจก่อนทำการบริจาคหรือเริ่มโครงการ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในการตั้งองค์กรการกุศล

  1. "ใช้เงินทุนจดทะเบียนไปทำกิจกรรมได้ทันที": ในการตั้งมูลนิธิ เงินทุนจดทะเบียนเริ่มต้น (เช่น 500,000 บาท) มักถูกกำหนดให้เป็น "ทุนประเดิม" ที่ต้องรักษาไว้ในบัญชีเพื่อความมั่นคง องค์กรควรดำเนินกิจกรรมด้วยดอกผลหรือเงินบริจาคที่เข้ามาภายหลัง
  2. "คนต่างชาติเป็นกรรมการไม่ได้": คนต่างชาติสามารถเป็นกรรมการได้ แต่ต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้อง (Work Permit/Visa) และมักต้องมีสัดส่วนกรรมการคนไทยเป็นเสียงข้างมากเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบของเจ้าพหน้าที่
  3. "จดทะเบียนแล้วทำธุรกิจได้อิสระ": องค์กรการกุศลสามารถมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการได้ แต่ต้องเป็นไปเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์หลัก ไม่ใช่เพื่อการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันระหว่างสมาชิกหรือกรรมการ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับองค์กรไม่แสวงหากำไร

ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการจดทะเบียนมูลนิธิ?

สำหรับการจัดตั้งมูลนิธิทั่วไป นายทะเบียนมักกำหนดให้มีทุนประเดิมเป็นเงินสดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากวัตถุประสงค์เป็นไปเพื่อการศึกษาหรือการกุศลสาธารณะที่ชัดเจน อาจลดลงเหลือ 200,000 บาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ ประกอบได้

การจดทะเบียนใช้เวลานานแค่ไหน?

โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน เนื่องจากมีขั้นตอนการตรวจสอบประวัติคณะกรรมการโดยตำรวจ และการพิจารณาความสอดคล้องของวัตถุประสงค์จากหลายหน่วยงาน

องค์กรการกุศลสามารถจ้างพนักงานได้หรือไม่?

ได้ องค์กรไม่แสวงหากำไรสามารถมีพนักงานประจำและจ่ายเงินเดือนได้ตามราคาตลาดปกติ เงินเดือนพนักงานถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ขององค์กร

หากต้องการยุบมูลนิธิ เงินที่เหลือจะไปไหน?

ตามกฎหมายไทย ทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระบัญชีของมูลนิธิหรือสมาคมการกุศล "ห้าม" แบ่งคืนให้แก่ผู้ก่อตั้งหรือสมาชิก แต่ต้องโอนให้แก่มูลนิธิหรือสมาคมอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน หรือโอนให้เป็นของรัฐตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความและขั้นตอนต่อไป

แม้ว่าคุณจะสามารถยื่นเอกสารได้ด้วยตนเอง แต่การจัดตั้งองค์กรการกุศลมีรายละเอียดทางกฎหมายที่หากผิดพลาดอาจนำไปสู่การปฏิเสธคำขอหรือปัญหาภาษีในภายหลัง

คุณควรปรึกษาทนายความเฉพาะด้านเมื่อ:

  • ต้องการยกร่างข้อบังคับ (Bylaws) ที่มีความซับซ้อนเพื่อรองรับการบริจาคจากต่างประเทศ
  • มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหลายคนซึ่งต้องใช้การประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง
  • ต้องการวางแผนโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมสรรพากรตั้งแต่เริ่มต้น
  • ต้องการให้การประสานงานกับราชการ (กรมการปกครอง) เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

ขั้นตอนต่อไป: หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้น ให้เริ่มจากการรวบรวมรายชื่อคณะกรรมการอย่างน้อย 3 ท่าน และเตรียมบัญชีเงินฝากเพื่อเป็นทุนประเดิม จากนั้นตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมการปกครอง (DOPA) สำหรับแบบฟอร์มมาตรฐานในการยื่นคำขอจดทะเบียนในเขตพื้นที่ของคุณ

บทความที่คล้ายกัน

ประเทศไทย Dec 11, 2025

อุทธรณ์คำวินิจฉัยภาษีทำอย่างไรใน Thailand ขั้นตอนอะไรบ้าง

การโต้แย้งคำวินิจฉัยภาษีในไทยมีสองชั้นหลัก คือ การทบทวนภายในกรมสรรพากร (อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) และก...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Dec 21, 2025

ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ เริ่มอย่างไรดีสำหรับธุรกิจไทย Thailand

เมื่อเกิดข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจไทยควรเริ่มจากการตรวจสัญญา โดยเฉพาะเงื่อนไขกฎหมายที่ใช้บังคับ (govern...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Dec 11, 2025

กรรมการบริษัทรับผิดอะไรบ้างใน Thailand เสี่ยงคดีไหน

กรรมการบริษัทในไทยมีความรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และทางปกครอง หากฝ่าฝืนหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ร.บ....

อ่านบทความ

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม