- การได้รับหนังสือสอบสวนจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นระบบ
- พฤติกรรมที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดคือการตกลงร่วมกันกำหนดราคา (Cartel) และการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม (Abuse of Dominant Position)
- บทลงโทษภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยมีความรุนแรง ทั้งค่าปรับทางปกครองสูงสุด 10% ของรายได้ และโทษจำคุกในบางกรณี
- การเตรียมความพร้อมภายในองค์กรและการมี "แผนเผชิญเหตุ" (Dawn Raid Protocol) เป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
- โครงการผ่อนปรนโทษ (Leniency Program) อาจเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจที่ต้องการจำกัดความเสียหายหากมีการกระทำผิดจริง
พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผูกขาดหรือจำกัดการแข่งขันตามกฎหมายไทย
พฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ การใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม การตกลงร่วมกันเพื่อผูกขาด (ฮั้ว) การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการรวมธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน การพิจารณาจะดูที่เจตนา ผลกระทบต่อตลาด และส่วนแบ่งการตลาดเป็นสำคัญ
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ธุรกิจควรตรวจสอบพฤติกรรมดังต่อไปนี้:
- การใช้อำนาจเหนือตลาด (Section 50): ธุรกิจที่มีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% หรือรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท หากมีการกำหนดราคาขายอย่างไม่เป็นธรรม หรือระงับการจัดส่งสินค้าเพื่อลดปริมาณในตลาด อาจมีความผิด
- การตกลงร่วมกัน (Section 54 & 55): การฮั้วราคากับคู่แข่ง (Hardcore Cartel) เช่น การกำหนดราคาขายขั้นต่ำ การแบ่งเขตพื้นที่การขาย หรือการฮั้วประมูล ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่มีโทษทางอาญา
- การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Section 57): มักเกิดในกลุ่มธุรกิจ Modern Trade หรือแพลตฟอร์ม เช่น การบังคับซื้อพ่วง การเลือกปฏิบัติในการตั้งราคาระหว่างคู่ค้า หรือการใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่ากดดันคู่ค้า
- การรวมธุรกิจ (Section 51): การซื้อกิจการหรือควบรวมที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแล
| ประเภทพฤติกรรม | ลักษณะการกระทำ | ความเสี่ยงทางกฎหมาย |
|---|---|---|
| ฮั้วราคา (Cartels) | ตกลงกับคู่แข่งเพื่อกำหนดราคาหรือปริมาณ | โทษทางอาญา (จำคุกและปรับ) |
| ใช้อำนาจเหนือตลาด | กีดกันคู่แข่งหน้าใหม่ หรือตั้งราคาต่ำกว่าทุนเพื่อไล่คู่แข่ง | โทษทางปกครอง (ค่าปรับสูง) |
| การปฏิบัติไม่เป็นธรรม | บังคับเงื่อนไขการค้าที่เอาเปรียบคู่ค้าตัวเล็ก | โทษทางปกครองและคำสั่งระงับ |
สิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อได้รับหนังสือสอบสวนหรือคำขอข้อมูล
เมื่อได้รับหนังสือสอบสวนจาก สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ธุรกิจควรตั้งสติและแต่งตั้งทีมเฉพาะกิจทันทีเพื่อรวบรวมข้อมูลและสื่อสารกับหน่วยงานรัฐผ่านช่องทางที่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว การตอบสนองที่ล่าช้าหรือการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรงขึ้นหรือการถูกตั้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงาน
ขั้นตอนการรับมือเบื้องต้นที่แนะนำ:
- ตรวจสอบอำนาจและขอบเขต: ตรวจสอบว่าหนังสือดังกล่าวอ้างอิงมาตราใด และขอบเขตของข้อมูลที่ต้องการคืออะไร รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการส่งมอบ
- ระงับการทำลายเอกสาร: ออกคำสั่งภายใน (Legal Hold) ทันทีเพื่อห้ามพนักงานทำลายอีเมล บันทึกการประชุม หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ถูกสอบสวน
- แจ้งฝ่ายกฎหมายหรือทนายความ: ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการตอบโต้
- แต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก: กำหนดบุคคลเพียงคนเดียว (Spokesperson) ในการตอบคำถามเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันข้อมูลที่ขัดแย้งกันเอง
- จัดเตรียมสถานที่: หากเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจสอบที่สถานประกอบการ (Dawn Raid) ควรจัดเตรียมห้องประชุมเฉพาะและคนติดตามเจ้าหน้าที่ทุกจุด
การประเมินความเสี่ยงและรวบรวมเอกสารหลักฐานภายในองค์กร
การประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเริ่มจากการตรวจสอบเอกสารภายใน (Internal Audit) เพื่อดูว่ามีการสื่อสารหรือสัญญาใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อวางแนวทางการต่อสู้คดีหรือตัดสินใจขอผ่อนปรนโทษ (Leniency) ก่อนที่ความลับจะถูกเปิดเผยโดยบุคคลอื่น
แนวทางการดำเนินการภายในมีดังนี้:
- การคัดกรองการสื่อสาร: ตรวจสอบอีเมล บันทึกทางแอปพลิเคชัน (เช่น Line หรือ WhatsApp Business) และรายงานการประชุมที่มีการพูดคุยกับคู่แข่งเรื่องราคาหรือส่วนแบ่งตลาด
- การตรวจสอบโครงสร้างราคา: รวบรวมหลักฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงราคานั้นมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่การตกลงร่วมกัน
- การวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาด: คำนวณส่วนแบ่งตลาดที่แท้จริงตามคำนิยามของคณะกรรมการแข่งขันฯ เพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าข่าย "ผู้มีอำนาจเหนือตลาด" หรือไม่
- การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง: พูดคุยกับฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ และผู้บริหารระดับสูงเพื่อหาข้อเท็จจริงเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ถูกกล่าวหา
บทลงโทษและผลกระทบหากถูกชี้มูลความผิด
ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยปี 2560 บทลงโทษแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ โทษทางปกครอง โทษทางอาญา และความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระแสเงินสดและชื่อเสียงของบริษัท
- โทษทางปกครอง (Administrative Sanctions): ใช้สำหรับพฤติกรรมส่วนใหญ่ เช่น การใช้อำนาจเหนือตลาด หรือการปฏิบัติไม่เป็นธรรม ค่าปรับสูงสุดคือ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด ซึ่งอาจเป็นจำนวนเงินมหาศาล
- โทษทางอาญา (Criminal Sanctions): สงวนไว้สำหรับความผิดร้ายแรง (Hardcore Cartel) เช่น การฮั้วราคา แบ่งตลาด หรือฮั้วประมูล มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับสูงสุด 10% ของรายได้ หรือทั้งจำทั้งปรับ (กรรมการบริษัทอาจต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวด้วย)
- ความรับผิดทางแพ่ง (Civil Liability): ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากพฤติกรรมผูกขาดสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ โดยศาลมีอำนาจสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 เท่า (Double Damages)
- ความเสียหายด้านชื่อเสียง: การถูกระบุว่าเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบคู่ค้าหรือผู้บริโภคส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างถาวร
บทบาทของทนายความด้านกฎหมายแข่งขันทางการค้า
ทนายความผู้เชี่ยวชาญไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ว่าความในศาล แต่ทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์หลักในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับหน่วยงานกำกับดูแลและการลดทอนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของธุรกิจ กลยุทธ์ที่ทนายความจะนำมาใช้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของพยานหลักฐานและความเสี่ยงที่บริษัทเผชิญอยู่
บทบาทสำคัญที่ทนายความจะเข้ามาช่วยเหลือประกอบด้วย:
- การวางกลยุทธ์ป้องกัน (Defense Strategy): การหาข้อต่อสู้ทางกฎหมายและเศรษฐศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าพฤติกรรมดังกล่าวมีความชอบธรรมทางธุรกิจ (Objective Justification)
- การยื่นคำขอผ่อนปรนโทษ (Leniency Application): ในกรณีที่มีการฮั้วจริง ทนายความจะช่วยประเมินและยื่นขอเป็นรายแรกที่ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่เพื่อรับการยกเว้นหรือลดหย่อนโทษสูงสุด
- การเจรจาและไกล่เกลี่ย: การทำความเข้าใจท่าทีของคณะกรรมการฯ และหาทางออกที่เหมาะสม เช่น การยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Commitment) เพื่อยุติการตรวจสอบ
- การฝึกอบรมและปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance): การจัดทำคู่มือการทำงาน (Compliance Manual) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำในอนาคต
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายผูกขาดในไทย
- ความเข้าใจผิดที่ 1: "กฎหมายนี้มีไว้จัดการแค่บริษัทใหญ่" ในความเป็นจริง มาตรา 57 เรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมครอบคลุมถึงธุรกิจทุกขนาด หากพฤติกรรมนั้นส่งผลเสียต่อการแข่งขันในตลาด ธุรกิจ SMEs ก็สามารถถูกสอบสวนหรือเป็นผู้ร้องเรียนได้เช่นกัน
- ความเข้าใจผิดที่ 2: "การคุยเรื่องราคากับคู่แข่งแค่ในร้านกาแฟไม่ถือเป็นหลักฐาน" เจ้าหน้าที่ สขค. มีอำนาจกว้างขวางในการสืบสวน พยานบุคคล บันทึกการแชท หรือแม้แต่พฤติกรรมที่สอดคล้องกันโดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ (Parallel Pricing) ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการชี้มูลความผิดได้
- ความเข้าใจผิดที่ 3: "ถ้าเราทำตามคำสั่งบริษัทแม่ในต่างประเทศ เราจะไม่ผิด" กฎหมายไทยบังคับใช้กับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในไทยหรือส่งผลกระทบต่อตลาดในไทย แม้จะเป็นนโยบายจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ หากละเมิดกฎหมายไทย นิติบุคคลในไทยต้องรับผิดชอบ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคดีการแข่งขันทางการค้า
เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าตรวจค้นบริษัท (Dawn Raid) โดยไม่มีหมายศาลหรือไม่?
ตามกฎหมายไทย เจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าไปในสถานที่ประกอบการในช่วงเวลาทำการเพื่อตรวจสอบและยึดพยานหลักฐานได้หากมีเหตุอันควรสงสัย อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบบัตรประจำตัวและอำนาจตามที่ระบุในหนังสือสั่งการเสมอ
หากพบว่าบริษัทฮั้วราคากับคู่แข่งไปแล้ว ควรทำอย่างไร?
ควรพิจารณาเข้าร่วมโครงการผ่อนปรนโทษ (Leniency Program) โดยเร็วที่สุด หากคุณเป็นรายแรกที่เข้าไปให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดี คุณอาจได้รับการยกเว้นโทษทางอาญาและโทษทางปกครองทั้งหมด
การสอบสวนของ สขค. ใช้เวลานานเท่าใด?
ระยะเวลาการสอบสวนอาจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของคดี โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี ก่อนที่จะมีการสรุปผลการสอบสวนและยื่นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาชี้มูลความผิด
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ
คุณควรจ้างทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้าทันทีที่ได้รับ "หนังสือขอข้อมูล" หรือ "คำสั่งเรียก" จากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) หรือเมื่อทราบว่ามีการร้องเรียนจากคู่ค้าหรือคู่แข่ง การมีที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันการให้ข้อมูลที่อาจเป็นอันตรายต่อบริษัทในภายหลัง และช่วยในการประเมินว่าควรเข้าสู่กระบวนการ Leniency หรือควรต่อสู้คดีในทางเศรษฐศาสตร์
ขั้นตอนต่อไปที่คุณควรทำ:
- รวบรวมเอกสารการสื่อสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ
- นัดหมายปรึกษาทนายความเพื่อทำการ "Internal Audit" เบื้องต้น
- ตรวจสอบนโยบายการขายและการตลาด (Compliance Program) ของบริษัทเพื่อดูจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขทันที
- ศึกษาแนวทางการวินิจฉัยย้อนหลังของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าได้ที่ ศาลปกครอง เพื่อดูบรรทัดฐานของคดีที่ใกล้เคียงกัน