ต่างชาติเปิดบริษัทใน Thailand อย่างไร? คู่มือจดทะเบียน 2567

อัปเดตเมื่อ Jan 29, 2026

  • พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBA): กฎหมายหลักที่ควบคุมประเภทธุรกิจที่ชาวต่างชาติสามารถทำได้ในประเทศไทย
  • สัดส่วนการถือหุ้น: หากชาวต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป จะถูกจัดเป็น "บริษัทต่างด้าว" ซึ่งมีข้อจำกัดและเงื่อนไขทางกฎหมายมากกว่าบริษัทไทย
  • ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ: เริ่มต้นที่ 2 ล้านบาทสำหรับการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และ 3 ล้านบาทหากเป็นธุรกิจภายใต้บัญชีรายแนบท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าว
  • การส่งเสริมการลงทุน (BOI): ช่องทางยอดนิยมสำหรับนักลงทุนต่างชาติในการถือหุ้น 100% พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ที่มาของเงินทุน: ผู้ถือหุ้นชาวไทยต้องสามารถแสดงหลักฐานที่มาของเงินลงทุนได้ เพื่อป้องกันปัญหา "นอมินี" (Nominee)

ความแตกต่างระหว่างบริษัทไทยและบริษัทต่างด้าว

บริษัทไทยและบริษัทต่างด้าวมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในด้านข้อจำกัดการประกอบอาชีพและเกณฑ์ทุนจดทะเบียน โดยพิจารณาจากสัดส่วนการถือหุ้นเป็นหลัก หากนิติบุคคลมีชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% ของทุนจดทะเบียน จะถูกจัดว่าเป็น "คนต่างด้าว" ตามกฎหมายไทย และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่านิติบุคคลสัญชาติไทย

ในทางปฏิบัติ ความแตกต่างที่สำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้:

หัวข้อเปรียบเทียบ บริษัทสัญชาติไทย (ต่างชาติถือหุ้น < 50%) บริษัทต่างด้าว (ต่างชาติถือหุ้น > 50%)
ข้อจำกัดธุรกิจ ทำได้เกือบทุกประเภท (ยกเว้นที่ระบุเฉพาะ) จำกัดตามบัญชี 1, 2, 3 ของ พ.ร.บ. ต่างด้าว
ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ ไม่มีขั้นต่ำตามกฎหมาย (แต่ต้องสัมพันธ์กับการจ้างงาน) ขั้นต่ำ 2-3 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
การขอใบอนุญาต จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามปกติ ต้องขอ FBL หรือ FBC ก่อนเริ่มดำเนินกิจการ
การจ้างงานชาวต่างชาติ ทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท ต่อ 1 Work Permit ทุนชำระแล้ว 3 ล้านบาท ต่อ 1 Work Permit

การเลือกโครงสร้างบริษัทที่เหมาะสมจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะจะส่งผลต่อความคล่องตัวในการขยายธุรกิจและความสามารถในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

การจัดการโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

เปรียบเทียบโครงสร้างการถือหุ้น 4 รูปแบบสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย
เปรียบเทียบโครงสร้างการถือหุ้น 4 รูปแบบสำหรับนักลงทุนต่างชาติในไทย

การกำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้นในประเทศไทยต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว โดยทั่วไปนักลงทุนต่างชาติมักเลือกใช้โครงสร้างที่ให้คนไทยถือหุ้น 51% เพื่อรักษาสถานะ "บริษัทไทย" หรือยื่นขอรับการส่งเสริมพิเศษเพื่อถือหุ้น 100% ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

กลยุทธ์การจัดการโครงสร้างที่นิยมใช้มีดังนี้:

  • โครงสร้างแบบบริษัทจำกัด (สัญชาติไทย): ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% และให้บุคคลหรือนิติบุคคลไทยถือหุ้น 51% วิธีนี้ช่วยให้บริษัทสามารถทำธุรกิจได้หลากหลายและจดทะเบียนได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอาจตรวจสอบที่มาของเงินทุนของหุ้นส่วนชาวไทยอย่างละเอียด
  • การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI: นักลงทุนสามารถถือหุ้น 100% ได้ในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุน เช่น เทคโนโลยี, อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือการผลิตขั้นสูง นอกจากนี้ยังได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีนำเข้าเครื่องจักร
  • สนธิสัญญาไมตรีไทย-สหรัฐฯ (Treaty of Amity): สำหรับนักลงทุนสัญชาติอเมริกัน สามารถถือหุ้น 100% ในบริษัทไทยและได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนเป็นบริษัทไทยในหลายประเภทธุรกิจ
  • การใช้โครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Shares): เพื่อให้ชาวต่างชาติแม้จะถือหุ้นส่วนน้อย (49%) แต่ยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจหรือมีสิทธิในการออกเสียง (Voting Rights) มากกว่าหุ้นสามัญของฝั่งไทย ทั้งนี้ต้องออกแบบข้อบังคับบริษัทให้รัดกุม

ข้อกำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับนักลงทุน

ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำธุรกิจในไทยถูกกำหนดไว้เพื่อรับรองความมั่นคงทางการเงินและปกป้องแรงงานท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็นสองกรณีหลัก คือ ทุนสำหรับประกอบธุรกิจตามกฎหมายต่างด้าว และทุนสำหรับการขอใบอนุญาตทำงานให้กับพนักงานต่างชาติ

รายละเอียดของเกณฑ์ทุนจดทะเบียนมีดังนี้:

  1. กรณีประกอบธุรกิจที่คนต่างด้าวทำได้ (ทั่วไป): ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท
  2. กรณีประกอบธุรกิจที่ต้องได้รับอนุญาต (บัญชีรายแนบท้าย): ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาทต่อหนึ่งประเภทธุรกิจ และต้องนำเข้าเงินตราต่างประเทศมาเป็นทุนจดทะเบียนตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
  3. กรณีการจ้างงานชาวต่างชาติ (Work Permit): สำหรับบริษัททั่วไป ต้องมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วอย่างน้อย 2 ล้านบาทต่อพนักงานต่างชาติ 1 คน (สูงสุด 10 คน) และต้องมีพนักงานไทยอย่างน้อย 4 คนต่อพนักงานต่างชาติ 1 คน
  4. ข้อยกเว้นสำหรับนิติบุคคลต่างด้าวที่ได้รับ BOI: อาจได้รับการผ่อนปรนเรื่องสัดส่วนการจ้างงานพนักงานไทยและเกณฑ์ทุนจดทะเบียนบางประการตามเงื่อนไขของโครงการ

การระบุทุนจดทะเบียนเกินความจำเป็นอาจนำไปสู่ภาระภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนที่สูงขึ้น ดังนั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนตัวเลขที่เหมาะสมกับแผนธุรกิจจริง

ขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBL)

อินโฟกราฟิกแสดง 4 ขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBL)
อินโฟกราฟิกแสดง 4 ขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBL)

การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (Foreign Business License - FBL) เป็นกระบวนการทางกฎหมายสำหรับบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ที่ต้องการประกอบธุรกิจในกลุ่มบัญชี 2 หรือ 3 ของ พ.ร.บ. ต่างด้าว ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมในการแข่งขันหรือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อความมั่นคง

ขั้นตอนการยื่นขอ FBL ต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) มีดังนี้:

  • การจัดเตรียมแผนธุรกิจ: ต้องระบุรายละเอียดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับประเภทธุรกิจ, เทคโนโลยีที่จะนำเข้ามาใช้, การจ้างงานคนไทย และแผนการถ่ายทอดความรู้ (Transfer of Technology)
  • การยื่นคำขอ: ยื่นแบบคำขอ (ต.2) พร้อมเอกสารประกอบ เช่น หนังสือรับรองบริษัท, รายชื่อผู้ถือหุ้น และหลักฐานแสดงฐานะทางการเงิน
  • การพิจารณาโดยคณะกรรมการ: คณะกรรมการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวจะพิจารณาคำขอโดยใช้เวลาประมาณ 60 วัน โดยเน้นดูว่าธุรกิจนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างไรและมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจส่วนรวมหรือไม่
  • การออกใบอนุญาต: หากได้รับอนุมัติ บริษัทต้องนำเข้าทุนจดทะเบียนตามที่กำหนดภายในระยะเวลาที่กฎหมายระบุ (โดยปกติคือ 25% ใน 3 เดือนแรก)

หากธุรกิจของคุณได้รับใบรับรองจาก BOI หรืออยู่ภายใต้สนธิสัญญาพิเศษ ขั้นตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นการขอ "ใบรับรองประกอบธุรกิจคนต่างด้าว" (Foreign Business Certificate - FBC) ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วมากกว่ามาก

ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ทำให้การจดทะเบียนล่าช้า

ข้อผิดพลาดในการจดทะเบียนบริษัทส่วนใหญ่มักเกิดจากการขาดความเข้าใจในรายละเอียดทางธุรการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและการเตรียมเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธคำขอหรือต้องแก้ไขเอกสารหลายรอบ

สิ่งที่มักจะเป็นอุปสรรคต่อการจดทะเบียน ได้แก่:

  • การจองชื่อบริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์: ชื่อบริษัทต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกับบริษัทที่มีอยู่เดิม และต้องไม่มีคำที่ต้องห้ามตามระเบียบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • หลักฐานที่มาของเงินทุนไม่ชัดเจน: สำหรับผู้ถือหุ้นชาวไทยที่ถือหุ้นในบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน หากสัดส่วนการลงทุนสูงกว่ารายได้ที่ปรากฏ เจ้าหน้าที่อาจขอให้แสดง Statement ย้อนหลังหรือหลักฐานทรัพย์สินเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่การถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (Nominee)
  • ที่ตั้งสำนักงานไม่เหมาะสม: ที่ตั้งบริษัทต้องมีเลขที่บ้านชัดเจน และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของอาคารพร้อมหลักฐานกรรมสิทธิ์ หากเป็นคอนโดมิเนียมบางแห่งอาจไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนพาณิชย์
  • การลงนามเอกสารผิดรูปแบบ: เอกสารที่ลงนามมาจากต่างประเทศจำเป็นต้องผ่านการรับรอง (Notarization) จากโนตารีพับลิกและสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  1. "จดทะเบียนบริษัทวันนี้ พรุ่งนี้ขอ Work Permit ได้เลย": ในความเป็นจริง คุณต้องรอให้การจดทะเบียนนิติบุคคลเสร็จสิ้น จากนั้นจึงต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีที่ตั้งสำนักงานที่พร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน จึงจะยื่นขอวีซ่าทำงานได้
  2. "การใช้คนไทยถือหุ้นแทน (Nominee) เป็นเรื่องปกติ": นี่เป็นความเชื่อที่อันตรายและผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ. ต่างด้าว ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ หากต้องการควบคุมบริษัทอย่างถูกกฎหมาย ควรใช้โครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิหรือขอ BOI แทน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ใช้เวลานานแค่ไหนในการจดทะเบียนบริษัทในไทย?

หากเอกสารครบถ้วน การจดทะเบียนบริษัทจำกัดสามารถดำเนินการเสร็จสิ้นได้ภายใน 1-3 วันทำการ อย่างไรก็ตาม กระบวนการเตรียมเอกสาร การจองชื่อ และการเปิดบัญชีธนาคารอาจใช้เวลารวม 2-4 สัปดาห์

ชาวต่างชาติสามารถเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพียงคนเดียวได้หรือไม่?

ได้ ชาวต่างชาติสามารถเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพียงคนเดียวได้ในกรณีบริษัททั่วไป แต่หากเป็นบริษัทที่ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะทางบางประเภท กฎหมายอาจกำหนดให้ต้องมีกรรมการสัญชาติไทยร่วมด้วย

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทันทีหรือไม่?

บริษัทไม่จำเป็นต้องจด VAT จนกว่าจะมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ในกรณีที่บริษัทต้องการจ้างพนักงานชาวต่างชาติ การจดทะเบียน VAT เป็นเงื่อนไขบังคับในการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ

การจดทะเบียนบริษัทสำหรับคนต่างด้าวมีความซับซ้อนกว่าการจดทะเบียนบริษัทไทยทั่วไปมาก เนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. ต่างด้าว, กฎหมายแรงงาน และระเบียบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง คุณควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจหาก:

  • คุณต้องการถือหุ้น 100% หรือต้องการยื่นขอ BOI
  • โครงสร้างผู้ถือหุ้นมีความซับซ้อนหรือต้องการใช้หุ้นบุริมสิทธิ
  • คุณวางแผนที่จะจ้างงานพนักงานต่างชาติหลายตำแหน่ง
  • คุณทำธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมเป็นพิเศษ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือ การเงิน

ขั้นตอนต่อไป: หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้น ขั้นแรกคือการ "ตรวจสอบประเภทธุรกิจ" ของคุณว่าอยู่ในบัญชีหวงห้ามหรือไม่ จากนั้นทำการ "จองชื่อบริษัท" ผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเตรียมแผนที่ตั้งสำนักงานสำหรับการจดทะเบียนในขั้นตอนถัดไป

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย
Anona International And Consultancy Co.,  Ltd. Logo
Anona International And Consultancy Co., Ltd.
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2020
ทนายความ 10 คน
ฟรี 1 hour
ธนาคารและการเงิน การย้ายถิ่นฐาน สิทธิพลเมืองและสิทธิมนุษยชน +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม