- หมายศาลคดีแพ่ง/พาณิชย์มักมาพร้อม "หมายเรียก" และ "สำเนาคำฟ้อง" และนับเวลาเดินทันทีเมื่อมีการส่งหมายโดยชอบ
- โดยหลักทั่วไป จำเลยต้องยื่น "คำให้การ" ภายใน 15 วันหลังได้รับหมายเรียกและคำฟ้อง หากนิ่งเฉยเสี่ยงถูกพิพากษาแพ้โดยขาดนัดยื่นคำให้การ
- 24-72 ชั่วโมงแรกควรตรวจสอบความถูกต้องของหมายศาล สรุปประเด็นพิพาท และ "กันพยานหลักฐาน" (อีเมล แชต ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ฯลฯ)
- เตรียมเอกสารธุรกิจให้ครบจะช่วยให้ทนายประเมินทางเลือกได้เร็ว: สู้คดี, ยกข้อต่อสู้ทางกฎหมาย, ฟ้องแย้ง, หรือเจรจาไกล่เกลี่ย
- คดีธุรกิจในไทยมีโอกาสจบด้วยการประนีประนอม/ไกล่เกลี่ยได้ แต่ต้องทำให้ทันกำหนดเวลาและไม่เสีย "ตำแหน่งต่อรอง" ตั้งแต่ต้น
บทความนี้ตอบโจทย์การค้นหาแบบไหน และเหมาะกับใคร?
บทความนี้มีจุดประสงค์หลักแบบ "ลงมือทำ (Do)" และ "เข้าใจ (Know)" สำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่เพิ่งได้รับหมายศาลครั้งแรก และต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัดว่าควรทำอะไรต่อไป
กลุ่มเป้าหมายเป็น B2B (SME/บริษัท) เป็นหลัก เช่น ข้อพิพาทสัญญาซื้อขาย บริการ ผู้รับเหมา หนี้การค้า หุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินทางปัญญา และข้อพิพาทการค้าต่างประเทศ โดยจะอธิบายเป็นภาษาง่ายและแปลศัพท์สำคัญให้ทันที
- หากคุณเป็น B2C (เช่น อุบัติเหตุ หย่าร้าง) หลัก "อย่าปล่อยให้ขาดนัด" ยังเหมือนกัน แต่ขั้นตอน/ศาล/ค่าใช้จ่ายอาจต่างจากคดีธุรกิจ
- หากคุณเป็น B2B ควรโฟกัสเรื่องเอกสารสัญญา การส่งมอบ/รับมอบ การคำนวณหนี้ และการสื่อสารทางธุรกิจ เพราะเป็นตัวชี้ชะตาคดีบ่อยที่สุด
- หมายศาลที่คุณได้รับระบุ "ศาล/เลขคดี/กำหนดนัด" อะไรบ้าง?
- ข้อพิพาทของคุณเป็นสัญญา หนี้ การละเมิด หรือทรัพย์สินทางปัญญา?
หมายศาลคดีธุรกิจคืออะไร และคดีแบบไหนที่ธุรกิจไทยมักถูกฟ้อง?
ในคดีแพ่ง/พาณิชย์ "หมายศาล" ที่คนส่วนใหญ่พูดถึง มักหมายถึงชุดเอกสารที่ศาลส่งถึงจำเลย เพื่อแจ้งว่ามีคนฟ้องคดี และเรียกให้จำเลยทำ "คำให้การ" ภายในกำหนดเวลา รวมถึงแจ้งวันนัดหรือคำสั่งศาลบางอย่าง
หัวใจสำคัญคือคุณไม่ได้ถูก "เชิญมาคุย" แต่เป็นกระบวนการที่มีผลตามกฎหมาย หากปล่อยผ่านอาจเสียสิทธิในการต่อสู้คดีหรือเสียเปรียบอย่างมาก
เอกสารที่มักมากับหมายศาล
- หมายเรียก (แจ้งให้ยื่นคำให้การ/มาศาลตามนัด)
- สำเนาคำฟ้องและเอกสารแนบท้าย (ข้อกล่าวหาและหลักฐานฝ่ายโจทก์)
- เอกสารการส่งหมาย (บันทึกการส่งหมาย/ผู้รับ/วันเวลา)
คดีธุรกิจที่พบบ่อยในศาลไทย
- ผิดสัญญา/เรียกเงินตามสัญญา (ซื้อขาย บริการ ที่ปรึกษา ซอฟต์แวร์)
- หนี้การค้า/ใบกำกับภาษี/วางบิล/เช็ค/หนังสือรับสภาพหนี้
- ผู้รับเหมา งานก่อสร้าง ส่งมอบงานไม่ครบ งานชำรุด ค่าเสียหาย/ค่าปรับ
- เช่าพื้นที่/เช่าอาคารพาณิชย์ ค่าเช่าค้าง การคืนพื้นที่ ค่าเสียหาย
- ข้อพิพาทหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น/กรรมการ (อำนาจลงนาม การบริหาร การเบิกจ่าย)
- ละเมิดทางการค้า เช่น ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แข่งขันไม่เป็นธรรม (บางกรณีเข้าศาลเฉพาะทาง)
ศาลที่อาจเกี่ยวข้อง (ขึ้นกับประเภทคดี)
- ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด (คดีแพ่งทั่วไปจำนวนมาก)
- ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (คดี IP/การค้าระหว่างประเทศบางประเภท)
- ศาลล้มละลายกลาง (ฟื้นฟูกิจการ/ล้มละลาย)
- ศาลแรงงาน (ข้อพิพาทนายจ้าง-ลูกจ้าง)
- ศาลภาษีอากร (ข้อพิพาทภาษี)
- คุณแน่ใจหรือไม่ว่าหมายศาล "ส่งถึงบริษัทโดยชอบ" (ผู้รับ/ที่อยู่/วันเวลา) หรือมีช่องโหว่การส่งหมาย?
- คดีของคุณอยู่ศาลทั่วไปหรือศาลเฉพาะทาง ซึ่งวิธีสู้คดีอาจต่างกัน?
ต้องยื่นคำให้การภายในกี่วัน และถ้าเพิกเฉยจะเกิดอะไรขึ้น?
โดยหลักของคดีแพ่งไทย เมื่อศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยแล้ว จำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อศาลภายใน 15 วัน (นับจากวันที่ได้รับการส่งหมายโดยชอบ) หากไม่ยื่นภายในกำหนด อาจถูกถือว่า "ขาดนัดยื่นคำให้การ"
ผลที่เจ็บที่สุดคือศาลอาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางที่ทำให้คุณเสียเปรียบมาก และอาจมีคำพิพากษา/คำสั่งให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การได้ในบางขั้นตอน
คำว่า "คำให้การ" คืออะไร?
- คือเอกสารคำตอบอย่างเป็นทางการของฝ่ายจำเลย ว่ายอมรับ/ปฏิเสธข้อกล่าวหาอะไร และมีเหตุผล/ข้อกฎหมาย/ข้อเท็จจริงอะไรสนับสนุน
- มักแนบเอกสารหลักฐาน และอาจ "ฟ้องแย้ง" (counterclaim) ได้ถ้าเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเดียวกัน
ถ้าไม่ยื่นคำให้การทัน เสี่ยงอะไรบ้าง?
- ศาลอาจถือว่าคุณขาดนัดยื่นคำให้การ ทำให้โอกาสยกข้อโต้แย้ง/นำสืบพยานของคุณถูกจำกัด
- คดีอาจเดินเร็วขึ้นโดยที่คุณยัง "ตั้งหลักไม่ทัน" และต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้น (ถูกอายัด/บังคับคดีในอนาคต หากแพ้)
- การเจรจาต่อรองกับคู่กรณีจะยากขึ้น เพราะอีกฝ่ายมี "ความได้เปรียบเชิงกระบวนการ"
ทำอย่างไรถ้ารู้ตัวว่าเริ่มไม่ทัน?
- รีบคุยทนายเพื่อประเมินทางเลือก: ขอขยายเวลา (ถ้ามีเหตุ) หรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตยื่นล่าช้า พร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบ
- อย่ารอให้ถึงวันนัดแล้วค่อยไปศาลด้วยมือเปล่า เพราะมักแก้ยากกว่าและเสียโอกาส
- วันรับหมายของคุณคือวันไหน (ตามเอกสารส่งหมาย) และครบ 15 วันวันไหน?
- ในคำฟ้องมีข้อกล่าวหาข้อไหนที่ถ้าไม่โต้แย้งทันทีจะ "เสียประเด็น" ในทางปฏิบัติ?
หลังได้รับหมายศาล คุณควรทำอะไรภายใน 24-72 ชั่วโมงแรก?
เป้าหมายของ 24-72 ชั่วโมงแรกไม่ใช่การเขียนคำให้การให้สมบูรณ์ทันที แต่คือการ "หยุดเลือดไหล" โดยล็อกกำหนดเวลา ตรวจสอบความถูกต้อง และรวบรวมข้อมูลหลักเพื่อให้ทนายประเมินทิศทางได้เร็ว
ถ้าคุณทำ 5 เรื่องข้างล่างนี้ได้เร็ว คุณมักจะเปลี่ยนสถานการณ์จาก "ตื่นตระหนก" เป็น "คุมเกมได้"
อ่าน 3 จุดให้จบก่อน
- ศาลอะไร เลขคดีอะไร ชื่อคู่ความถูกต้องหรือไม่
- โจทก์ฟ้องเรื่องอะไร เรียกเงิน/ให้ทำอะไร จำนวนเท่าไหร่ (รวมดอกเบี้ย/ค่าปรับหรือไม่)
- กำหนดให้ยื่นคำให้การภายในเมื่อไร และมีวันนัดใดบ้าง
ตรวจสอบการส่งหมายและความน่าเชื่อถือของเอกสาร
- ดูว่าใครเป็นผู้รับแทนบริษัท รับที่อยู่ใด ตรงกับที่ตั้งตามทะเบียนหรือสถานประกอบการจริงหรือไม่
- ถ้าสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพ ให้ตรวจสอบสถานะคดีผ่านช่องทางศาล (เช่น ระบบออนไลน์ของศาลยุติธรรม) ก่อนโอนเงินหรือยอมรับข้อตกลงใดๆ
กันพยานหลักฐานทันที (Litigation hold)
- สั่งหยุดลบอีเมล/แชตงาน/ไฟล์งาน โปรเจกต์ไดรฟ์ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้
- สำรองข้อมูลที่อยู่ในมือถือพนักงานที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะแชตที่ใช้ตกลงงาน)
ตั้ง "ไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง 1 หน้า"
- เริ่มคุยเมื่อไร ส่งมอบอะไรไปแล้ว จ่ายเงินงวดไหนค้างอยู่ เกิดปัญหาเมื่อไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ
- แยก "ข้อเท็จจริง" ออกจาก "ความรู้สึก" เพื่อให้ทนายหยิบประเด็นได้เร็ว
กำหนดคนรับผิดชอบภายในบริษัท
- แต่งตั้งผู้ประสานงาน 1 คน (การเงิน/สัญญา/ฝ่ายขาย/ผู้บริหาร) เพื่อส่งข้อมูลให้ทนายแบบเป็นระบบ
- กำชับพนักงาน: ห้ามติดต่อคู่กรณีด้วยถ้อยคำที่ยอมรับหนี้/รับผิดโดยไม่ตั้งใจ
- คุณมี "ชุดสัญญาและการเปลี่ยนแปลงสcopeงาน" ครบหรือยัง (รวมอีเมล/ใบสั่งงานเพิ่ม)?
- มีความเสี่ยงเรื่องข้อมูลภายใน/ความลับทางการค้าที่ต้องจำกัดการเข้าถึงเอกสารหรือไม่?
เอกสารและข้อมูลอะไรที่ควรรวบรวมให้ทนายความตรวจสอบ?
ทนายคดีธุรกิจจะประเมิน "ชนะ แพ้ หรือเจรจา" จากเอกสารเป็นหลัก ยิ่งคุณส่งเอกสารครบและเรียงลำดับดีเท่าไร คุณยิ่งประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงตอบผิดประเด็น
ให้เริ่มจากเอกสาร 4 กลุ่ม: สัญญา การส่งมอบ/ผลงาน การเงิน และโครงสร้างบริษัท
กลุ่มสัญญา/ข้อตกลง
- สัญญาหลัก และภาคผนวก (TOR, SLA, BOQ, เงื่อนไขการชำระเงิน, ค่าปรับ)
- ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ (PO) ใบยืนยันการสั่งงาน
- เอกสารแก้ไขงาน/เปลี่ยนสcope (Change request) และอีเมลอนุมัติ
- เงื่อนไขเขตอำนาจศาล/อนุญาโตตุลาการ (ถ้ามี)
กลุ่มการส่งมอบ/การปฏิบัติงาน
- ใบส่งของ ใบรับมอบงาน ใบตรวจรับ งานรายงวด รูปถ่าย/รายงานหน้างาน
- เอกสารร้องเรียนคุณภาพงาน หนังสือบอกกล่าวให้แก้ไข หนังสือผิดนัด
- บันทึกประชุม/แชตงานที่ตกลงรายละเอียดสำคัญ
กลุ่มการเงิน/บัญชี
- ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน สเตทเมนต์
- การคำนวณหนี้ ดอกเบี้ย ค่าปรับ และยอดคงเหลือ (พร้อมสูตร/ที่มา)
- หนังสือทวงถาม/หนังสือรับสภาพหนี้ (ถ้ามี)
กลุ่มข้อมูลบริษัท/อำนาจลงนาม
- หนังสือรับรองบริษัท วัตถุประสงค์ รายชื่อกรรมการ/อำนาจลงนาม
- หลักฐานว่าใครเป็นผู้เจรจาและมีอำนาจผูกพันบริษัทจริงหรือไม่ (เพื่อสู้ประเด็น "ผู้ลงนามไม่มีอำนาจ" ในบางคดี)
- รายชื่อพยานบุคคลที่รู้เห็นข้อเท็จจริง พร้อมเบอร์ติดต่อและบทบาท
- มีเอกสารไหนที่อีกฝ่ายถืออยู่ฝ่ายเดียว และคุณต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารหรือไม่?
- มีประเด็นที่เกี่ยวกับการเก็บภาษี/ใบกำกับภาษีที่ต้องให้ผู้ทำบัญชีช่วยอธิบายหรือไม่?
มีทางเลือกอะไรบ้าง: ต่อสู้คดี เจรจาไกล่เกลี่ย หรือประนีประนอม?
คุณไม่จำเป็นต้องเลือก "สู้สุด" หรือ "ยอมทันที" เสมอไป ในคดีธุรกิจ ตัวเลือกที่ดีมักเป็นการวางแผน 2 ทางพร้อมกัน: ยื่นคำให้การให้ทันเพื่อกันความเสี่ยง แล้วเจรจา/ไกล่เกลี่ยบนฐานข้อมูลที่ชัด
การตัดสินใจที่ถูกต้องขึ้นกับ 3 อย่าง: โอกาสชนะตามเอกสาร ต้นทุนเวลาของธุรกิจ และความเสี่ยงด้านเงินสด/ชื่อเสียง
| ทางเลือก | เหมาะเมื่อ | สิ่งที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเต็มรูปแบบ | มีเอกสารแน่น ข้อกล่าวหาผิดข้อเท็จจริง หรือโจทก์เรียกเกินจริง | อย่าปฏิเสธลอย ต้องโต้ทีละประเด็นและมีหลักฐานรองรับ |
| ยกข้อต่อสู้ทางกระบวนพิจารณา | มีประเด็นเขตอำนาจศาล การส่งหมายไม่ชอบ ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ อายุความ | ต้องยก "ให้ทันเวลา" และยกให้ถูกวิธีในคำให้การ/คำร้อง |
| ฟ้องแย้ง | คุณมีความเสียหายจากอีกฝ่ายในเรื่องเดียวกัน เช่น งานไม่ได้มาตรฐาน ส่งของช้า ทำให้เสียรายได้ | ต้องคำนวณค่าเสียหายและพิสูจน์เหตุและผลให้ได้ |
| ไกล่เกลี่ย/ประนีประนอม | ทั้งสองฝ่ายต้องการจบเร็ว ลดต้นทุน รักษาความสัมพันธ์ทางการค้า | ข้อตกลงต้องชัดเรื่องงวดชำระ ดอกเบี้ย หลักประกัน และผลหากผิดนัด |
- คุณต้องการ "จบเร็ว" เพราะกระทบกระแสเงินสด หรือคุณต้องการ "สร้างบรรทัดฐาน" เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องซ้ำ?
- ถ้าเจรจา จะเสนอเงื่อนไขไหนที่ทำได้จริง (ผ่อนชำระ ส่วนลด แลกกับปิดคดี) และต้องมีหลักประกันหรือไม่?
ทำไมควรรีบปรึกษาทนายความคดีแพ่ง/พาณิชย์ในไทยทันที?
เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่ "ให้ทนายไปศาลแทน" แต่คือการจัดการความเสี่ยงของธุรกิจตั้งแต่วันแรก: กันการขาดนัด วางประเด็นต่อสู้ให้ถูกจุด และคุมการสื่อสารไม่ให้หลุดคำยอมรับความรับผิดโดยไม่ตั้งใจ
ในคดีธุรกิจ รายละเอียดเล็กๆ เช่น อำนาจลงนาม เงื่อนไขรับมอบงาน หรือข้อความในอีเมลหนึ่งฉบับ อาจเปลี่ยนผลคดีได้ และต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยอ่านเกม
ทนายช่วยคุณทำ 5 อย่างที่สำคัญในช่วงต้นคดี
- คำนวณ "กำหนดเวลา" และวางแผนยื่นคำให้การ/คำร้องให้ทัน
- จัดโครงคำให้การให้โต้แย้งครบ และลดความเสี่ยงเสียประเด็น
- ประเมินโอกาสชนะและช่วงต่อรอง เพื่อเลือกสู้หรือเจรจาอย่างมีข้อมูล
- เตรียมพยานหลักฐานและพยานบุคคลให้สอดคล้องกับประเด็นพิพาท
- ดูความเสี่ยงบังคับคดีในอนาคต และวางแผนปกป้องกระแสเงินสด/ทรัพย์สินของกิจการอย่างถูกกฎหมาย
- ใครในบริษัทของคุณควรเป็น "ผู้มีอำนาจให้ข้อเท็จจริง" แก่ทนายเพื่อให้คำให้การไม่คลาดเคลื่อน?
- มีความเสี่ยงชื่อเสียง/ลูกค้ารายอื่น/คู่ค้า ที่ควรวางแผนการสื่อสารภายนอกหรือไม่?
ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาโดยประมาณของคดีธุรกิจในศาลไทยเป็นอย่างไร?
คดีแพ่ง/พาณิชย์มักมีต้นทุน 3 ก้อน: ค่าธรรมเนียมศาล (มักขึ้นกับทุนทรัพย์), ค่าทนาย/ผู้เชี่ยวชาญ และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด เช่น ค่าส่งหมาย ค่าคัดเอกสาร ค่าแปลเอกสาร
ระยะเวลาขึ้นกับความซับซ้อน จำนวนพยาน และความร่วมมือในการเจรจา แต่โดยทั่วไปควรเตรียมใจว่าอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปีหากสู้ถึงที่สุด
ตัวอย่างหมวดค่าใช้จ่ายที่พบบ่อย
- ค่าธรรมเนียมศาลเมื่อเป็น "คดีมีทุนทรัพย์" มักคิดตามจำนวนเงินที่เรียกร้อง และอาจมีเพดานตามกฎหมาย/ระเบียบศาล (รายละเอียดให้ทนายคำนวณจากประเภทคดีและทุนทรัพย์จริง)
- ค่าทนายความ (ขึ้นกับความยากง่าย พื้นที่ศาล จำนวนครั้งนัด และว่าต้องทำงานเอกสารมากแค่ไหน)
- ค่าแปล/รับรองเอกสาร (ถ้ามีเอกสารต่างประเทศ)
- ค่าพยานผู้เชี่ยวชาญ เช่น วิศวกร ผู้สอบบัญชี (ในคดีก่อสร้าง/ตัวเลขซับซ้อน)
แหล่งข้อมูลของศาลที่ช่วยลดความสับสน
- ตรวจข้อมูลคดีและติดตามเอกสารบางประเภทผ่าน ระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS)
- ศึกษาการยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์/แนวทางการใช้ระบบจากสื่อของศาล เช่น สื่อความรู้เรื่องระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรม
- ธุรกิจของคุณรับความเสี่ยงกระแสเงินสดได้แค่ไหน ถ้าคดีลากยาว?
- มีทางเลือกจบคดีด้วยข้อตกลงที่ "ทำได้จริง" มากกว่าสู้จนถึงที่สุดหรือไม่?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อได้รับหมายศาลคดีธุรกิจ
หลายบริษัทแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะเชื่อข้อมูลผิดๆ แล้วปล่อยให้กำหนดเวลาหมด โดยไม่ตั้งใจ ความเข้าใจผิด 2-3 ข้อนี้เป็นสาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดใน SME
เข้าใจผิด: "ยังไม่ต้องทำอะไร รอศาลเรียกไปคุยก่อน"
ในคดีแพ่ง/พาณิชย์ การยื่นคำให้การมีกรอบเวลา หากรออย่างเดียวอาจเข้าข่ายขาดนัดยื่นคำให้การและเสียสิทธิต่อสู้บางส่วน
เข้าใจผิด: "โทรคุยกับโจทก์แล้วจบ ไม่ต้องยื่นอะไรต่อศาล"
แม้กำลังเจรจา ก็ควรวางแผนทางศาลให้ทันเสมอ อย่างน้อยเพื่อกันความเสี่ยงที่อีกฝ่ายเปลี่ยนใจหรือใช้การเจรจาถ่วงเวลาให้คุณพลาดกำหนด
เข้าใจผิด: "ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แปลว่าเขาฟ้องไม่ได้"
คดีธุรกิจจำนวนมากพิสูจน์กันด้วยอีเมล แชต ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ หลักฐานการจ่ายเงิน หรือพฤติการณ์การทำธุรกรรม ไม่ใช่แค่สัญญาฉบับเดียว
- คุณเผลอส่งข้อความ/อีเมลที่อาจถูกตีความว่า "ยอมรับหนี้" ไปแล้วหรือไม่?
- เอกสารสำคัญอยู่กับใคร และมีความเสี่ยงถูกลบ/สูญหายหรือไม่?
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าหมายศาลส่งมาที่ร้าน/โกดัง ไม่ใช่ที่อยู่จดทะเบียนบริษัท นับเวลาแล้วหรือยัง?
ขึ้นกับข้อเท็จจริงการส่งหมายว่า "ส่งโดยชอบ" หรือไม่ เช่น ส่งให้ผู้มีหน้าที่รับแทนบริษัทหรือไม่ และสถานที่นั้นเข้าลักษณะที่กฎหมายถือว่าส่งได้หรือไม่ ควรให้ทนายตรวจเอกสารการส่งหมายทันที เพราะกระทบการนับ 15 วันโดยตรง
ยื่นคำให้การเองได้ไหม ถ้าอยากประหยัด?
ทำได้ในทางหลักการ แต่คดีธุรกิจมักมีประเด็นสัญญา ตัวเลข ดอกเบี้ย ค่าปรับ และข้อต่อสู้เชิงกระบวนพิจารณาที่ต้องยกให้ถูกจังหวะ หากยื่นผิดหรือขาดประเด็น อาจเสียมากกว่าที่ประหยัดได้
ถ้าจ่ายเงินบางส่วนให้โจทก์ไปแล้ว จะใช้เป็นข้อต่อสู้ได้ไหม?
ได้ โดยต้องแสดงหลักฐานการชำระและชี้ให้ศาลเห็นว่ายอดที่โจทก์ฟ้อง "ไม่ถูกต้อง/เกินจริง" หรือมีเงื่อนไขหักกลบลบหนี้/หักค่าเสียหายอื่นประกอบ
บริษัทควรให้ใครเป็นผู้ไปศาล?
โดยทั่วไปควรเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจและรู้ข้อเท็จจริง (เช่น กรรมการ/ผู้จัดการที่เกี่ยวข้อง) หรือมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการตามขั้นตอน แต่ยังควรมี "ผู้ให้ข้อเท็จจริง" พร้อมรับคำถามจากทนายและเตรียมเอกสาร
จะขอไกล่เกลี่ยได้ตั้งแต่ต้นไหม?
ได้ คดีธุรกิจจำนวนมากเริ่มไกล่เกลี่ยตั้งแต่ช่วงแรก แต่ควรทำควบคู่กับการกันพลาดกำหนดเวลาในการยื่นคำให้การ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการต่อรอง
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ?
ถ้าคุณเป็นธุรกิจและได้รับหมายศาล แทบทุกกรณีควรปรึกษาทนายทันที โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าคดีสูง เอกสารเยอะ มีความเสี่ยงบังคับคดี หรือมีประเด็นเฉพาะทาง เช่น อนุญาโตตุลาการ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการค้าระหว่างประเทศ
- คุณไม่แน่ใจว่ากำหนด 15 วันครบเมื่อไร หรือการส่งหมายชอบหรือไม่
- คดีมีตัวเลขซับซ้อน (ดอกเบี้ย ค่าปรับ ต้นทุนงานเพิ่ม) หรือมีหลายสัญญาเกี่ยวพันกัน
- อีกฝ่ายมีทนายและเริ่มส่งหนังสือกดดัน/ข้อเสนอที่คุณอ่านแล้วไม่มั่นใจ
- มีความเสี่ยงต่อทรัพย์สินสำคัญของบริษัท หรือกระทบความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- คุณต้องการทนายที่เชี่ยวชาญคดีแพ่ง/พาณิชย์ทั่วไป หรือคดีเฉพาะทาง?
- คุณพร้อมงบประมาณและระดับการมีส่วนร่วมของทีมภายในแค่ไหน?
ขั้นตอนต่อไป
เริ่มจากการถ่ายสำเนาหมายศาลและคำฟ้องทั้งหมด แล้วจด "วันรับหมาย" กับ "กำหนดครบ 15 วัน" ให้ชัด จากนั้นรวบรวมเอกสารตามเช็กลิสต์และทำไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง 1 หน้าเพื่อคุยกับทนาย
ถ้าคุณต้องการความชัดเจนอย่างรวดเร็ว ให้เตรียม 5 อย่างก่อนโทร/นัดทนาย: (1) ชุดหมายศาล (2) สัญญา/PO หลัก (3) หลักฐานส่งมอบงาน/สินค้า (4) หลักฐานการชำระเงิน (5) สรุปยอดที่อีกฝ่ายฟ้องและยอดที่คุณเห็นว่าถูกต้อง
- คุณต้องการ "สู้คดีเพื่อชนะ" หรือ "ปิดคดีให้เร็วที่สุด" และรับได้แค่ไหนในเชิงตัวเลข?
- มีเดดไลน์อื่นในธุรกิจ (ปิดงบ รับงานใหม่ ขอสินเชื่อ) ที่คดีนี้กระทบและต้องวางแผนคู่กันหรือไม่?
ตัวบทกฎหมาย (ฐานข้อมูลสภาผู้แทนราษฎร) ที่เกี่ยวกับกำหนดเวลายื่นคำให้การ