ได้รับหมายศาลคดีธุรกิจใน Thailand ต้องทำอย่างไร? เช็กสิทธิ

อัปเดตเมื่อ Jan 10, 2026
  • หมายศาลคดีแพ่ง/พาณิชย์มักมาพร้อม "หมายเรียก" และ "สำเนาคำฟ้อง" และนับเวลาเดินทันทีเมื่อมีการส่งหมายโดยชอบ
  • โดยหลักทั่วไป จำเลยต้องยื่น "คำให้การ" ภายใน 15 วันหลังได้รับหมายเรียกและคำฟ้อง หากนิ่งเฉยเสี่ยงถูกพิพากษาแพ้โดยขาดนัดยื่นคำให้การ
  • 24-72 ชั่วโมงแรกควรตรวจสอบความถูกต้องของหมายศาล สรุปประเด็นพิพาท และ "กันพยานหลักฐาน" (อีเมล แชต ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ฯลฯ)
  • เตรียมเอกสารธุรกิจให้ครบจะช่วยให้ทนายประเมินทางเลือกได้เร็ว: สู้คดี, ยกข้อต่อสู้ทางกฎหมาย, ฟ้องแย้ง, หรือเจรจาไกล่เกลี่ย
  • คดีธุรกิจในไทยมีโอกาสจบด้วยการประนีประนอม/ไกล่เกลี่ยได้ แต่ต้องทำให้ทันกำหนดเวลาและไม่เสีย "ตำแหน่งต่อรอง" ตั้งแต่ต้น

บทความนี้ตอบโจทย์การค้นหาแบบไหน และเหมาะกับใคร?

บทความนี้มีจุดประสงค์หลักแบบ "ลงมือทำ (Do)" และ "เข้าใจ (Know)" สำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารที่เพิ่งได้รับหมายศาลครั้งแรก และต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัดว่าควรทำอะไรต่อไป

กลุ่มเป้าหมายเป็น B2B (SME/บริษัท) เป็นหลัก เช่น ข้อพิพาทสัญญาซื้อขาย บริการ ผู้รับเหมา หนี้การค้า หุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินทางปัญญา และข้อพิพาทการค้าต่างประเทศ โดยจะอธิบายเป็นภาษาง่ายและแปลศัพท์สำคัญให้ทันที

  • หากคุณเป็น B2C (เช่น อุบัติเหตุ หย่าร้าง) หลัก "อย่าปล่อยให้ขาดนัด" ยังเหมือนกัน แต่ขั้นตอน/ศาล/ค่าใช้จ่ายอาจต่างจากคดีธุรกิจ
  • หากคุณเป็น B2B ควรโฟกัสเรื่องเอกสารสัญญา การส่งมอบ/รับมอบ การคำนวณหนี้ และการสื่อสารทางธุรกิจ เพราะเป็นตัวชี้ชะตาคดีบ่อยที่สุด
  • หมายศาลที่คุณได้รับระบุ "ศาล/เลขคดี/กำหนดนัด" อะไรบ้าง?
  • ข้อพิพาทของคุณเป็นสัญญา หนี้ การละเมิด หรือทรัพย์สินทางปัญญา?

หมายศาลคดีธุรกิจคืออะไร และคดีแบบไหนที่ธุรกิจไทยมักถูกฟ้อง?

ในคดีแพ่ง/พาณิชย์ "หมายศาล" ที่คนส่วนใหญ่พูดถึง มักหมายถึงชุดเอกสารที่ศาลส่งถึงจำเลย เพื่อแจ้งว่ามีคนฟ้องคดี และเรียกให้จำเลยทำ "คำให้การ" ภายในกำหนดเวลา รวมถึงแจ้งวันนัดหรือคำสั่งศาลบางอย่าง

หัวใจสำคัญคือคุณไม่ได้ถูก "เชิญมาคุย" แต่เป็นกระบวนการที่มีผลตามกฎหมาย หากปล่อยผ่านอาจเสียสิทธิในการต่อสู้คดีหรือเสียเปรียบอย่างมาก

  • เอกสารที่มักมากับหมายศาล

    • หมายเรียก (แจ้งให้ยื่นคำให้การ/มาศาลตามนัด)
    • สำเนาคำฟ้องและเอกสารแนบท้าย (ข้อกล่าวหาและหลักฐานฝ่ายโจทก์)
    • เอกสารการส่งหมาย (บันทึกการส่งหมาย/ผู้รับ/วันเวลา)
  • คดีธุรกิจที่พบบ่อยในศาลไทย

    • ผิดสัญญา/เรียกเงินตามสัญญา (ซื้อขาย บริการ ที่ปรึกษา ซอฟต์แวร์)
    • หนี้การค้า/ใบกำกับภาษี/วางบิล/เช็ค/หนังสือรับสภาพหนี้
    • ผู้รับเหมา งานก่อสร้าง ส่งมอบงานไม่ครบ งานชำรุด ค่าเสียหาย/ค่าปรับ
    • เช่าพื้นที่/เช่าอาคารพาณิชย์ ค่าเช่าค้าง การคืนพื้นที่ ค่าเสียหาย
    • ข้อพิพาทหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น/กรรมการ (อำนาจลงนาม การบริหาร การเบิกจ่าย)
    • ละเมิดทางการค้า เช่น ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แข่งขันไม่เป็นธรรม (บางกรณีเข้าศาลเฉพาะทาง)
  • ศาลที่อาจเกี่ยวข้อง (ขึ้นกับประเภทคดี)

    • ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด (คดีแพ่งทั่วไปจำนวนมาก)
    • ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (คดี IP/การค้าระหว่างประเทศบางประเภท)
    • ศาลล้มละลายกลาง (ฟื้นฟูกิจการ/ล้มละลาย)
    • ศาลแรงงาน (ข้อพิพาทนายจ้าง-ลูกจ้าง)
    • ศาลภาษีอากร (ข้อพิพาทภาษี)
  • คุณแน่ใจหรือไม่ว่าหมายศาล "ส่งถึงบริษัทโดยชอบ" (ผู้รับ/ที่อยู่/วันเวลา) หรือมีช่องโหว่การส่งหมาย?
  • คดีของคุณอยู่ศาลทั่วไปหรือศาลเฉพาะทาง ซึ่งวิธีสู้คดีอาจต่างกัน?

ต้องยื่นคำให้การภายในกี่วัน และถ้าเพิกเฉยจะเกิดอะไรขึ้น?

โดยหลักของคดีแพ่งไทย เมื่อศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยแล้ว จำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อศาลภายใน 15 วัน (นับจากวันที่ได้รับการส่งหมายโดยชอบ) หากไม่ยื่นภายในกำหนด อาจถูกถือว่า "ขาดนัดยื่นคำให้การ"

ผลที่เจ็บที่สุดคือศาลอาจดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางที่ทำให้คุณเสียเปรียบมาก และอาจมีคำพิพากษา/คำสั่งให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การได้ในบางขั้นตอน

  • คำว่า "คำให้การ" คืออะไร?

    • คือเอกสารคำตอบอย่างเป็นทางการของฝ่ายจำเลย ว่ายอมรับ/ปฏิเสธข้อกล่าวหาอะไร และมีเหตุผล/ข้อกฎหมาย/ข้อเท็จจริงอะไรสนับสนุน
    • มักแนบเอกสารหลักฐาน และอาจ "ฟ้องแย้ง" (counterclaim) ได้ถ้าเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเดียวกัน
  • ถ้าไม่ยื่นคำให้การทัน เสี่ยงอะไรบ้าง?

    • ศาลอาจถือว่าคุณขาดนัดยื่นคำให้การ ทำให้โอกาสยกข้อโต้แย้ง/นำสืบพยานของคุณถูกจำกัด
    • คดีอาจเดินเร็วขึ้นโดยที่คุณยัง "ตั้งหลักไม่ทัน" และต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้น (ถูกอายัด/บังคับคดีในอนาคต หากแพ้)
    • การเจรจาต่อรองกับคู่กรณีจะยากขึ้น เพราะอีกฝ่ายมี "ความได้เปรียบเชิงกระบวนการ"
  • ทำอย่างไรถ้ารู้ตัวว่าเริ่มไม่ทัน?

    • รีบคุยทนายเพื่อประเมินทางเลือก: ขอขยายเวลา (ถ้ามีเหตุ) หรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตยื่นล่าช้า พร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบ
    • อย่ารอให้ถึงวันนัดแล้วค่อยไปศาลด้วยมือเปล่า เพราะมักแก้ยากกว่าและเสียโอกาส
  • วันรับหมายของคุณคือวันไหน (ตามเอกสารส่งหมาย) และครบ 15 วันวันไหน?
  • ในคำฟ้องมีข้อกล่าวหาข้อไหนที่ถ้าไม่โต้แย้งทันทีจะ "เสียประเด็น" ในทางปฏิบัติ?

หลังได้รับหมายศาล คุณควรทำอะไรภายใน 24-72 ชั่วโมงแรก?

เป้าหมายของ 24-72 ชั่วโมงแรกไม่ใช่การเขียนคำให้การให้สมบูรณ์ทันที แต่คือการ "หยุดเลือดไหล" โดยล็อกกำหนดเวลา ตรวจสอบความถูกต้อง และรวบรวมข้อมูลหลักเพื่อให้ทนายประเมินทิศทางได้เร็ว

ถ้าคุณทำ 5 เรื่องข้างล่างนี้ได้เร็ว คุณมักจะเปลี่ยนสถานการณ์จาก "ตื่นตระหนก" เป็น "คุมเกมได้"

  1. อ่าน 3 จุดให้จบก่อน

    • ศาลอะไร เลขคดีอะไร ชื่อคู่ความถูกต้องหรือไม่
    • โจทก์ฟ้องเรื่องอะไร เรียกเงิน/ให้ทำอะไร จำนวนเท่าไหร่ (รวมดอกเบี้ย/ค่าปรับหรือไม่)
    • กำหนดให้ยื่นคำให้การภายในเมื่อไร และมีวันนัดใดบ้าง
  2. ตรวจสอบการส่งหมายและความน่าเชื่อถือของเอกสาร

    • ดูว่าใครเป็นผู้รับแทนบริษัท รับที่อยู่ใด ตรงกับที่ตั้งตามทะเบียนหรือสถานประกอบการจริงหรือไม่
    • ถ้าสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพ ให้ตรวจสอบสถานะคดีผ่านช่องทางศาล (เช่น ระบบออนไลน์ของศาลยุติธรรม) ก่อนโอนเงินหรือยอมรับข้อตกลงใดๆ
  3. กันพยานหลักฐานทันที (Litigation hold)

    • สั่งหยุดลบอีเมล/แชตงาน/ไฟล์งาน โปรเจกต์ไดรฟ์ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้
    • สำรองข้อมูลที่อยู่ในมือถือพนักงานที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะแชตที่ใช้ตกลงงาน)
  4. ตั้ง "ไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง 1 หน้า"

    • เริ่มคุยเมื่อไร ส่งมอบอะไรไปแล้ว จ่ายเงินงวดไหนค้างอยู่ เกิดปัญหาเมื่อไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ
    • แยก "ข้อเท็จจริง" ออกจาก "ความรู้สึก" เพื่อให้ทนายหยิบประเด็นได้เร็ว
  5. กำหนดคนรับผิดชอบภายในบริษัท

    • แต่งตั้งผู้ประสานงาน 1 คน (การเงิน/สัญญา/ฝ่ายขาย/ผู้บริหาร) เพื่อส่งข้อมูลให้ทนายแบบเป็นระบบ
    • กำชับพนักงาน: ห้ามติดต่อคู่กรณีด้วยถ้อยคำที่ยอมรับหนี้/รับผิดโดยไม่ตั้งใจ
  • คุณมี "ชุดสัญญาและการเปลี่ยนแปลงสcopeงาน" ครบหรือยัง (รวมอีเมล/ใบสั่งงานเพิ่ม)?
  • มีความเสี่ยงเรื่องข้อมูลภายใน/ความลับทางการค้าที่ต้องจำกัดการเข้าถึงเอกสารหรือไม่?

เอกสารและข้อมูลอะไรที่ควรรวบรวมให้ทนายความตรวจสอบ?

ทนายคดีธุรกิจจะประเมิน "ชนะ แพ้ หรือเจรจา" จากเอกสารเป็นหลัก ยิ่งคุณส่งเอกสารครบและเรียงลำดับดีเท่าไร คุณยิ่งประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงตอบผิดประเด็น

ให้เริ่มจากเอกสาร 4 กลุ่ม: สัญญา การส่งมอบ/ผลงาน การเงิน และโครงสร้างบริษัท

  • กลุ่มสัญญา/ข้อตกลง

    • สัญญาหลัก และภาคผนวก (TOR, SLA, BOQ, เงื่อนไขการชำระเงิน, ค่าปรับ)
    • ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ (PO) ใบยืนยันการสั่งงาน
    • เอกสารแก้ไขงาน/เปลี่ยนสcope (Change request) และอีเมลอนุมัติ
    • เงื่อนไขเขตอำนาจศาล/อนุญาโตตุลาการ (ถ้ามี)
  • กลุ่มการส่งมอบ/การปฏิบัติงาน

    • ใบส่งของ ใบรับมอบงาน ใบตรวจรับ งานรายงวด รูปถ่าย/รายงานหน้างาน
    • เอกสารร้องเรียนคุณภาพงาน หนังสือบอกกล่าวให้แก้ไข หนังสือผิดนัด
    • บันทึกประชุม/แชตงานที่ตกลงรายละเอียดสำคัญ
  • กลุ่มการเงิน/บัญชี

    • ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน สเตทเมนต์
    • การคำนวณหนี้ ดอกเบี้ย ค่าปรับ และยอดคงเหลือ (พร้อมสูตร/ที่มา)
    • หนังสือทวงถาม/หนังสือรับสภาพหนี้ (ถ้ามี)
  • กลุ่มข้อมูลบริษัท/อำนาจลงนาม

    • หนังสือรับรองบริษัท วัตถุประสงค์ รายชื่อกรรมการ/อำนาจลงนาม
    • หลักฐานว่าใครเป็นผู้เจรจาและมีอำนาจผูกพันบริษัทจริงหรือไม่ (เพื่อสู้ประเด็น "ผู้ลงนามไม่มีอำนาจ" ในบางคดี)
    • รายชื่อพยานบุคคลที่รู้เห็นข้อเท็จจริง พร้อมเบอร์ติดต่อและบทบาท
  • มีเอกสารไหนที่อีกฝ่ายถืออยู่ฝ่ายเดียว และคุณต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารหรือไม่?
  • มีประเด็นที่เกี่ยวกับการเก็บภาษี/ใบกำกับภาษีที่ต้องให้ผู้ทำบัญชีช่วยอธิบายหรือไม่?

มีทางเลือกอะไรบ้าง: ต่อสู้คดี เจรจาไกล่เกลี่ย หรือประนีประนอม?

คุณไม่จำเป็นต้องเลือก "สู้สุด" หรือ "ยอมทันที" เสมอไป ในคดีธุรกิจ ตัวเลือกที่ดีมักเป็นการวางแผน 2 ทางพร้อมกัน: ยื่นคำให้การให้ทันเพื่อกันความเสี่ยง แล้วเจรจา/ไกล่เกลี่ยบนฐานข้อมูลที่ชัด

การตัดสินใจที่ถูกต้องขึ้นกับ 3 อย่าง: โอกาสชนะตามเอกสาร ต้นทุนเวลาของธุรกิจ และความเสี่ยงด้านเงินสด/ชื่อเสียง

ทางเลือก เหมาะเมื่อ สิ่งที่ต้องระวัง
ยื่นคำให้การต่อสู้คดีเต็มรูปแบบ มีเอกสารแน่น ข้อกล่าวหาผิดข้อเท็จจริง หรือโจทก์เรียกเกินจริง อย่าปฏิเสธลอย ต้องโต้ทีละประเด็นและมีหลักฐานรองรับ
ยกข้อต่อสู้ทางกระบวนพิจารณา มีประเด็นเขตอำนาจศาล การส่งหมายไม่ชอบ ข้อกำหนดอนุญาโตตุลาการ อายุความ ต้องยก "ให้ทันเวลา" และยกให้ถูกวิธีในคำให้การ/คำร้อง
ฟ้องแย้ง คุณมีความเสียหายจากอีกฝ่ายในเรื่องเดียวกัน เช่น งานไม่ได้มาตรฐาน ส่งของช้า ทำให้เสียรายได้ ต้องคำนวณค่าเสียหายและพิสูจน์เหตุและผลให้ได้
ไกล่เกลี่ย/ประนีประนอม ทั้งสองฝ่ายต้องการจบเร็ว ลดต้นทุน รักษาความสัมพันธ์ทางการค้า ข้อตกลงต้องชัดเรื่องงวดชำระ ดอกเบี้ย หลักประกัน และผลหากผิดนัด
  • คุณต้องการ "จบเร็ว" เพราะกระทบกระแสเงินสด หรือคุณต้องการ "สร้างบรรทัดฐาน" เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องซ้ำ?
  • ถ้าเจรจา จะเสนอเงื่อนไขไหนที่ทำได้จริง (ผ่อนชำระ ส่วนลด แลกกับปิดคดี) และต้องมีหลักประกันหรือไม่?

ทำไมควรรีบปรึกษาทนายความคดีแพ่ง/พาณิชย์ในไทยทันที?

เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่ "ให้ทนายไปศาลแทน" แต่คือการจัดการความเสี่ยงของธุรกิจตั้งแต่วันแรก: กันการขาดนัด วางประเด็นต่อสู้ให้ถูกจุด และคุมการสื่อสารไม่ให้หลุดคำยอมรับความรับผิดโดยไม่ตั้งใจ

ในคดีธุรกิจ รายละเอียดเล็กๆ เช่น อำนาจลงนาม เงื่อนไขรับมอบงาน หรือข้อความในอีเมลหนึ่งฉบับ อาจเปลี่ยนผลคดีได้ และต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยอ่านเกม

  • ทนายช่วยคุณทำ 5 อย่างที่สำคัญในช่วงต้นคดี

    • คำนวณ "กำหนดเวลา" และวางแผนยื่นคำให้การ/คำร้องให้ทัน
    • จัดโครงคำให้การให้โต้แย้งครบ และลดความเสี่ยงเสียประเด็น
    • ประเมินโอกาสชนะและช่วงต่อรอง เพื่อเลือกสู้หรือเจรจาอย่างมีข้อมูล
    • เตรียมพยานหลักฐานและพยานบุคคลให้สอดคล้องกับประเด็นพิพาท
    • ดูความเสี่ยงบังคับคดีในอนาคต และวางแผนปกป้องกระแสเงินสด/ทรัพย์สินของกิจการอย่างถูกกฎหมาย
  • ใครในบริษัทของคุณควรเป็น "ผู้มีอำนาจให้ข้อเท็จจริง" แก่ทนายเพื่อให้คำให้การไม่คลาดเคลื่อน?
  • มีความเสี่ยงชื่อเสียง/ลูกค้ารายอื่น/คู่ค้า ที่ควรวางแผนการสื่อสารภายนอกหรือไม่?

ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาโดยประมาณของคดีธุรกิจในศาลไทยเป็นอย่างไร?

คดีแพ่ง/พาณิชย์มักมีต้นทุน 3 ก้อน: ค่าธรรมเนียมศาล (มักขึ้นกับทุนทรัพย์), ค่าทนาย/ผู้เชี่ยวชาญ และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด เช่น ค่าส่งหมาย ค่าคัดเอกสาร ค่าแปลเอกสาร

ระยะเวลาขึ้นกับความซับซ้อน จำนวนพยาน และความร่วมมือในการเจรจา แต่โดยทั่วไปควรเตรียมใจว่าอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปีหากสู้ถึงที่สุด

  • ตัวอย่างหมวดค่าใช้จ่ายที่พบบ่อย

    • ค่าธรรมเนียมศาลเมื่อเป็น "คดีมีทุนทรัพย์" มักคิดตามจำนวนเงินที่เรียกร้อง และอาจมีเพดานตามกฎหมาย/ระเบียบศาล (รายละเอียดให้ทนายคำนวณจากประเภทคดีและทุนทรัพย์จริง)
    • ค่าทนายความ (ขึ้นกับความยากง่าย พื้นที่ศาล จำนวนครั้งนัด และว่าต้องทำงานเอกสารมากแค่ไหน)
    • ค่าแปล/รับรองเอกสาร (ถ้ามีเอกสารต่างประเทศ)
    • ค่าพยานผู้เชี่ยวชาญ เช่น วิศวกร ผู้สอบบัญชี (ในคดีก่อสร้าง/ตัวเลขซับซ้อน)
  • แหล่งข้อมูลของศาลที่ช่วยลดความสับสน

  • ธุรกิจของคุณรับความเสี่ยงกระแสเงินสดได้แค่ไหน ถ้าคดีลากยาว?
  • มีทางเลือกจบคดีด้วยข้อตกลงที่ "ทำได้จริง" มากกว่าสู้จนถึงที่สุดหรือไม่?

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อได้รับหมายศาลคดีธุรกิจ

หลายบริษัทแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะเชื่อข้อมูลผิดๆ แล้วปล่อยให้กำหนดเวลาหมด โดยไม่ตั้งใจ ความเข้าใจผิด 2-3 ข้อนี้เป็นสาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดใน SME

  • เข้าใจผิด: "ยังไม่ต้องทำอะไร รอศาลเรียกไปคุยก่อน"

    ในคดีแพ่ง/พาณิชย์ การยื่นคำให้การมีกรอบเวลา หากรออย่างเดียวอาจเข้าข่ายขาดนัดยื่นคำให้การและเสียสิทธิต่อสู้บางส่วน

  • เข้าใจผิด: "โทรคุยกับโจทก์แล้วจบ ไม่ต้องยื่นอะไรต่อศาล"

    แม้กำลังเจรจา ก็ควรวางแผนทางศาลให้ทันเสมอ อย่างน้อยเพื่อกันความเสี่ยงที่อีกฝ่ายเปลี่ยนใจหรือใช้การเจรจาถ่วงเวลาให้คุณพลาดกำหนด

  • เข้าใจผิด: "ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แปลว่าเขาฟ้องไม่ได้"

    คดีธุรกิจจำนวนมากพิสูจน์กันด้วยอีเมล แชต ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ หลักฐานการจ่ายเงิน หรือพฤติการณ์การทำธุรกรรม ไม่ใช่แค่สัญญาฉบับเดียว

  • คุณเผลอส่งข้อความ/อีเมลที่อาจถูกตีความว่า "ยอมรับหนี้" ไปแล้วหรือไม่?
  • เอกสารสำคัญอยู่กับใคร และมีความเสี่ยงถูกลบ/สูญหายหรือไม่?

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าหมายศาลส่งมาที่ร้าน/โกดัง ไม่ใช่ที่อยู่จดทะเบียนบริษัท นับเวลาแล้วหรือยัง?

ขึ้นกับข้อเท็จจริงการส่งหมายว่า "ส่งโดยชอบ" หรือไม่ เช่น ส่งให้ผู้มีหน้าที่รับแทนบริษัทหรือไม่ และสถานที่นั้นเข้าลักษณะที่กฎหมายถือว่าส่งได้หรือไม่ ควรให้ทนายตรวจเอกสารการส่งหมายทันที เพราะกระทบการนับ 15 วันโดยตรง

ยื่นคำให้การเองได้ไหม ถ้าอยากประหยัด?

ทำได้ในทางหลักการ แต่คดีธุรกิจมักมีประเด็นสัญญา ตัวเลข ดอกเบี้ย ค่าปรับ และข้อต่อสู้เชิงกระบวนพิจารณาที่ต้องยกให้ถูกจังหวะ หากยื่นผิดหรือขาดประเด็น อาจเสียมากกว่าที่ประหยัดได้

ถ้าจ่ายเงินบางส่วนให้โจทก์ไปแล้ว จะใช้เป็นข้อต่อสู้ได้ไหม?

ได้ โดยต้องแสดงหลักฐานการชำระและชี้ให้ศาลเห็นว่ายอดที่โจทก์ฟ้อง "ไม่ถูกต้อง/เกินจริง" หรือมีเงื่อนไขหักกลบลบหนี้/หักค่าเสียหายอื่นประกอบ

บริษัทควรให้ใครเป็นผู้ไปศาล?

โดยทั่วไปควรเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจและรู้ข้อเท็จจริง (เช่น กรรมการ/ผู้จัดการที่เกี่ยวข้อง) หรือมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการตามขั้นตอน แต่ยังควรมี "ผู้ให้ข้อเท็จจริง" พร้อมรับคำถามจากทนายและเตรียมเอกสาร

จะขอไกล่เกลี่ยได้ตั้งแต่ต้นไหม?

ได้ คดีธุรกิจจำนวนมากเริ่มไกล่เกลี่ยตั้งแต่ช่วงแรก แต่ควรทำควบคู่กับการกันพลาดกำหนดเวลาในการยื่นคำให้การ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการต่อรอง

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ?

ถ้าคุณเป็นธุรกิจและได้รับหมายศาล แทบทุกกรณีควรปรึกษาทนายทันที โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าคดีสูง เอกสารเยอะ มีความเสี่ยงบังคับคดี หรือมีประเด็นเฉพาะทาง เช่น อนุญาโตตุลาการ ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการค้าระหว่างประเทศ

  • คุณไม่แน่ใจว่ากำหนด 15 วันครบเมื่อไร หรือการส่งหมายชอบหรือไม่
  • คดีมีตัวเลขซับซ้อน (ดอกเบี้ย ค่าปรับ ต้นทุนงานเพิ่ม) หรือมีหลายสัญญาเกี่ยวพันกัน
  • อีกฝ่ายมีทนายและเริ่มส่งหนังสือกดดัน/ข้อเสนอที่คุณอ่านแล้วไม่มั่นใจ
  • มีความเสี่ยงต่อทรัพย์สินสำคัญของบริษัท หรือกระทบความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • คุณต้องการทนายที่เชี่ยวชาญคดีแพ่ง/พาณิชย์ทั่วไป หรือคดีเฉพาะทาง?
  • คุณพร้อมงบประมาณและระดับการมีส่วนร่วมของทีมภายในแค่ไหน?

ขั้นตอนต่อไป

เริ่มจากการถ่ายสำเนาหมายศาลและคำฟ้องทั้งหมด แล้วจด "วันรับหมาย" กับ "กำหนดครบ 15 วัน" ให้ชัด จากนั้นรวบรวมเอกสารตามเช็กลิสต์และทำไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง 1 หน้าเพื่อคุยกับทนาย

ถ้าคุณต้องการความชัดเจนอย่างรวดเร็ว ให้เตรียม 5 อย่างก่อนโทร/นัดทนาย: (1) ชุดหมายศาล (2) สัญญา/PO หลัก (3) หลักฐานส่งมอบงาน/สินค้า (4) หลักฐานการชำระเงิน (5) สรุปยอดที่อีกฝ่ายฟ้องและยอดที่คุณเห็นว่าถูกต้อง

  • คุณต้องการ "สู้คดีเพื่อชนะ" หรือ "ปิดคดีให้เร็วที่สุด" และรับได้แค่ไหนในเชิงตัวเลข?
  • มีเดดไลน์อื่นในธุรกิจ (ปิดงบ รับงานใหม่ ขอสินเชื่อ) ที่คดีนี้กระทบและต้องวางแผนคู่กันหรือไม่?

ตัวบทกฎหมาย (ฐานข้อมูลสภาผู้แทนราษฎร) ที่เกี่ยวกับกำหนดเวลายื่นคำให้การ

บทความที่คล้ายกัน

ประเทศไทย Jan 10, 2026

ขั้นตอนจดทะเบียนมูลนิธิใน Thailand: กฎหมายที่ผู้บริจาคต้องรู้

ตั้งมูลนิธิหรือสมาคมการกุศลในไทย: ขั้นตอนกฎหมายที่ผู้บริจาคและผู้ก่อตั้งต้องรู้ การจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทย...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Dec 11, 2025

ควบรวม-ซื้อกิจการ Thailand ต้องเริ่มยังไง? เช็ก Due Diligence

ดีลควบรวม-ซื้อกิจการ (M&A) ในไทยต้องเริ่มจากการกำหนดขอบเขต Due Diligence ทางกฎหมายและการเงินให้ชัดเจน ว่าต้อ...

อ่านบทความ
ประเทศไทย Jan 10, 2026

ถูกฟ้องคดีธุรกิจใน Thailand ทำอะไรภายใน 30 วันแรก

อย่าปล่อยให้ "เส้นตายยื่นคำให้การ" หลุดมือ: โดยทั่วไปจำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายใน 15 วันนับแต่ได้รับหมายเรียก...

อ่านบทความ

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม