ค้นหาคู่มือกฎหมายและแหล่งข้อมูล

ค้นหาคู่มือกฎหมายและแหล่งข้อมูลจากทนายความผู้เชี่ยวชาญ

51 articles found

ชาวต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมแบบสมบูรณ์ (Freehold) ได้ภายใต้โควตาต่างชาติ 49% ของพื้นที่ขายทั้งหมดในอาคารนั้น เงินที่ใช้ซื้อคอนโดมิเนียมต้องถูกโอนมาจากต่างประเทศในสกุลเงินตราต่างประเทศ และต้องมีใบรับรอง FET เพื่อใช้ประกอบการโอนกรรมสิทธิ์ การตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย (Due Diligence) เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันการซื้อทรัพย์สินที่มีภาระผูกพันหรือค่าส่วนกลางค้างชำระ ค่าธรรมเนียมและภาษี ณ สำนักงานที่ดินมักจะถูกแบ่งความรับผิดชอบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตามที่ตกลงกันในสัญญา เอกสาร "หนังสือรับรองภาระหนี้" จากนิติบุคคลอาคารชุดเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในการโอนกรรมสิทธิ์ โควตาการถือครองของชาวต่างชาติ (Foreign Quota 49%) ชาวต่างชาติสามารถถือกรรมสิทธิ์ในหน่วยอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ในประเทศไทยได้แบบ 100% ตราบใดที่พื้นที่รวมของหน่วยที่ชาวต่างชาติถือครองในอาคารนั้นไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายทั้งหมด...

เมื่อได้รับ "หมายศาล" ในคดีธุรกิจ อย่าเพิกเฉย-โดยหลักต้องยื่น "คำให้การ" เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายและสำเนาคำฟ้อง ถ้าไม่ยื่นคำให้การ (ขาดนัด) โจทก์อาจขอให้ศาลพิพากษาโดยขาดนัดได้ ทำให้คุณเสียโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงและยกเอกสารต่อสู้คดี สิ่งที่ควรทำทันทีคือ: ตรวจวันนัด/กำหนดส่งคำให้การในหมาย, เก็บเอกสารสัญญา-การชำระเงิน-แชต/อีเมล, และให้ทนายตรวจ "คำฟ้อง" เพื่อวางกลยุทธ์ คดีธุรกิจจำนวนมากจบได้ด้วยการเจรจา/ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของศาล) ซึ่งช่วยลดต้นทุน เวลา และความเสี่ยงต่อการถูกบังคับคดี ยิ่งปรึกษาทนายเร็ว ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น (เช่น ขอขยายเวลา ยื่นคัดค้านอำนาจศาล ต่อรองเงื่อนไขชำระ/ผ่อนชำระ หรือยื่นฟ้องแย้ง)...

คดีการค้าในไทย "อุทธรณ์" ต้องยื่นเป็นหนังสือต่อศาลชั้นต้นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง (โดยหลักอ้างอิงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229) และมักมีเงินที่ต้องวางศาลพร้อมกัน ทำให้การวางแผนต้องเริ่มทันทีหลังแพ้คดี อุทธรณ์ที่ดีไม่ใช่การเล่าเรื่องใหม่ แต่คือการชี้ "จุดผิด" ของคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างมีโครงสร้าง แยกปัญหาข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมาย และอธิบายว่าควรแก้อย่างไร ชั้นอุทธรณ์โดยทั่วไปพิจารณาจากสำนวนเดิมเป็นหลัก ศาลอุทธรณ์จะรับพยาน/เอกสารใหม่เฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นและเกี่ยวข้องกับประเด็นที่อุทธรณ์ การอุทธรณ์ไม่ทำให้ "หยุดบังคับคดี" อัตโนมัติ หากเสี่ยงถูกยึดทรัพย์/อายัดบัญชี ต้องพิจารณาขอทุเลาการบังคับคดีและเตรียมหลักประกัน ค่าใช้จ่ายมักประกอบด้วยค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ เงินวางศาลบางประเภท ค่าใช้จ่ายเอกสาร/คัดถ่าย และค่าทนายความ ซึ่งควรประเมินเทียบกับ "โอกาสชนะ...

หมายศาลคดีแพ่ง/พาณิชย์มักมาพร้อม "หมายเรียก" และ "สำเนาคำฟ้อง" และนับเวลาเดินทันทีเมื่อมีการส่งหมายโดยชอบ โดยหลักทั่วไป จำเลยต้องยื่น "คำให้การ" ภายใน 15 วันหลังได้รับหมายเรียกและคำฟ้อง หากนิ่งเฉยเสี่ยงถูกพิพากษาแพ้โดยขาดนัดยื่นคำให้การ 24-72 ชั่วโมงแรกควรตรวจสอบความถูกต้องของหมายศาล สรุปประเด็นพิพาท และ "กันพยานหลักฐาน" (อีเมล แชต ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ฯลฯ) เตรียมเอกสารธุรกิจให้ครบจะช่วยให้ทนายประเมินทางเลือกได้เร็ว: สู้คดี, ยกข้อต่อสู้ทางกฎหมาย, ฟ้องแย้ง, หรือเจรจาไกล่เกลี่ย คดีธุรกิจในไทยมีโอกาสจบด้วยการประนีประนอม/ไกล่เกลี่ยได้ แต่ต้องทำให้ทันกำหนดเวลาและไม่เสีย "ตำแหน่งต่อรอง"...

คดีการค้า/ธุรกิจในไทย "อุทธรณ์ได้" แต่ต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง และยื่นผ่านศาลชั้นต้น ไม่ใช่ยื่นตรงศาลอุทธรณ์ การอุทธรณ์ "ไม่ทำให้หยุดบังคับคดีอัตโนมัติ" หากเสี่ยงถูกยึดทรัพย์/อายัดบัญชี ต้องพิจารณายื่นคำขอทุเลาการบังคับคดีและเตรียมหลักประกัน ประเด็นที่จะยกขึ้นอุทธรณ์ต้องเขียนให้ชัด (ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมาย) และโดยหลักควรเป็นประเด็นที่เคยยกสู้กันในศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องรีบ "อ่านสำนวน" และคัดประเด็นให้คม บางคดี "อุทธรณ์ข้อเท็จจริงถูกจำกัด" โดยเฉพาะคดีทุนทรัพย์ไม่สูง (เช่น ไม่เกิน 50,000 บาท หรือเพดานตามพระราชกฤษฎีกา) มักอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้หากไม่มีความเห็นแย้ง/คำรับรอง/ใบอนุญาต การตัดสินใจอุทธรณ์ควรชั่ง "โอกาสกลับคำพิพากษา vs เวลาและต้นทุน"...

ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในไทยมัก "บานปลาย" เพราะเอกสารสิทธิไม่ชัด การสื่อสารไม่เป็นระบบ และการประชุม/มติไม่ถูกขั้นตอน เอกสารที่ต้องดูเป็นอันดับแรกคือ หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สัญญาผู้ถือหุ้น และรายงานการประชุม ก่อนฟ้องศาล มักมีทางเลือกที่คุ้มกว่า เช่น เจรจาแบบมีหลักฐาน ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และอนุญาโตตุลาการ (ถ้ามีข้อตกลง) ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยยังมี "เครื่องมือ" ตามกฎหมาย เช่น ขอเรียกประชุมวิสามัญ เพิกถอนมติที่ประชุม และเรียกค่าเสียหายเมื่อมีการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ จุดตัดสำคัญคือ "เวลา" โดยเฉพาะกรณีขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมที่ผิดระเบียบ มักมีกรอบเวลาสั้น ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยคืออะไร...

ก่อนฟ้องคดี เจ้าหนี้ควร "ตรวจสัญญา + หลักฐานหนี้ค้าง" ให้ครบ เพื่อพิสูจน์จำนวนหนี้ วันครบกำหนด และเงื่อนไขดอกเบี้ย/ค่าปรับได้ชัดในศาล เริ่มจากหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรและการเจรจาประนอมหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้เงินเร็วและลดต้นทุน เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีเข้าข่าย) และเตรียมคำฟ้อง/เอกสารให้พร้อม ชนะคดีแล้ว "ยังไม่ได้เงินทันที" ต้องเข้าสู่ขั้นตอนบังคับคดี เช่น ขอคำบังคับ/ยึดทรัพย์/อายัดบัญชี/ขายทอดตลาด กลยุทธ์สำคัญคือประเมิน "โอกาสได้เงินจริง" จากทรัพย์/บัญชี/ลูกหนี้ร่วม/หลักประกัน ก่อนตัดสินใจลงทุนค่าทนายและค่าดำเนินการ บทความนี้เหมาะกับใคร และคุณกำลังค้นหาอะไรเกี่ยวกับการฟ้องหนี้ธุรกิจในไทย? บทความนี้ตอบโจทย์หลักเป็น "ลงมือทำ (Do)" สำหรับเจ้าหนี้ธุรกิจที่ต้องการฟ้องเรียกเงินและไปให้ถึงการยึด/อายัดทรัพย์ในประเทศไทยอย่างเป็นขั้นตอน...

บทความนี้เหมาะกับผู้ถือหุ้น ผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้บริหารใน "บริษัทไทย" (B2B) ที่ต้องการแก้ข้อพิพาทเรื่องอำนาจบริหาร ปันผล หรือการโอนหุ้น ก่อนธุรกิจเสียหายหนัก เริ่มจาก "เอกสารให้ถูกชุด" (ข้อบังคับ/หนังสือบริคณห์สนธิ/สัญญาผู้ถือหุ้น/รายงานประชุม/บัญชีผู้ถือหุ้น) เพราะข้อพิพาทส่วนใหญ่แพ้ชนะกันที่หลักฐานและขั้นตอนการประชุม ทางเลือกก่อนฟ้องศาลที่ใช้ได้จริงคือ เจรจาแบบมีกรอบ ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง) และอนุญาโตตุลาการ หากสัญญากำหนดไว้ เมื่อจำเป็น ผู้ถือหุ้นมักใช้ "สิทธิเรียกประชุม-คัดค้าน/ขอให้แก้บันทึก-ทักท้วงมติ-ขอเพิกถอนมติ-เรียกค่าเสียหาย" โดยต้องคุมเส้นตายและทำให้ถูกกระบวน สัญญา/ข้อบังคับที่ดีตั้งแต่แรก (deadlock, buy-sell, reserved matters, information...

ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยมักเริ่มจาก "อำนาจควบคุม + เงินปันผล/เงินบริษัท + ทางออกการขายหุ้น" และยิ่งปล่อยนานยิ่งกระทบการดำเนินงาน เอกสาร 3 ชุดที่ต้องหยิบมาดูก่อนตัดสินใจ "เดินเกม" คือ ข้อบังคับบริษัท/หนังสือบริคณห์สนธิ, ทะเบียนผู้ถือหุ้น/รายการผู้ถือหุ้น, และรายงานการประชุม-มติผู้ถือหุ้น/คณะกรรมการ ทางเลือกก่อนขึ้นศาลที่ช่วย "ไม่ให้ธุรกิจชะงัก" ได้แก่ การเจรจาแบบมีกรอบ, ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในศาลยุติธรรม), และอนุญาโตตุลาการ (ถ้ามีข้อตกลงรองรับ) เมื่อจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมาย มักเจอ 2 แนวหลัก: ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุม/ยับยั้งการดำเนินการที่ไม่ชอบ และเรียกค่าเสียหายจากกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้อง จุดตัดสินใจสำคัญคือ...

ตั้งมูลนิธิหรือสมาคมการกุศลในไทย: ขั้นตอนกฎหมายที่ผู้บริจาคและผู้ก่อตั้งต้องรู้ การจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทยเป็นวิธีที่ทรงพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) หรือการสานต่อเจตนารมณ์ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความตั้งใจดีให้กลายเป็นนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจในระเบียบปฏิบัติของราชการไทยอย่างละเอียด มูลนิธิกับสมาคมการกุศลต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย? การเลือกรูปแบบองค์กรขึ้นอยู่กับโครงสร้างการบริหารและเป้าหมายระยะยาว มูลนิธิ (Foundation) คือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะโดยไม่มีสมาชิก ส่วนสมาคม (Association) คือการรวมตัวกันของบุคคลเพื่อกระทำการร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีระบบสมาชิกและข้อบังคับที่ชัดเจน ในทางกฎหมายไทย ความแตกต่างที่สำคัญมีดังนี้: คุณลักษณะ มูลนิธิ (Foundation) สมาคม (Association) โครงสร้าง เน้นที่ "กองทุน" หรือ "ทรัพย์สิน" เน้นที่ "สมาชิก"...

ธุรกิจไทยส่งออกสินค้า เสี่ยงถูกคว่ำบาตรและควบคุมส่งออกอย่างไร: คู่มือเพื่อความปลอดภัยทางการค้า ในการทำธุรกิจส่งออกระหว่างประเทศ มาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) และการควบคุมการส่งออก (Export Controls) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการไทยอีกต่อไป การฝ่าฝืนกฎระเบียบเหล่านี้แม้โดยไม่ตั้งใจ อาจนำไปสู่การถูกปรับมหาศาล การถูกขึ้นบัญชีดำทางการค้า หรือแม้กระทั่งการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายไทยและสากล มาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมสินค้าสองใช้ (Dual-use) คืออะไร? มาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมการส่งออกคือเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลหรือองค์กรระหว่างประเทศใช้เพื่อจำกัดการค้ากับประเทศ บุคคล หรือกลุ่มเฉพาะเพื่อความมั่นคง สินค้าสองใช้ (Dual-use items) หมายถึงสินค้าที่ใช้ในทางพลเรือนแต่มีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางทหารหรือการสร้างอาวุธ ในบริบทของธุรกิจไทย การควบคุมการส่งออกมุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้สินค้าไทยถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายสากล เช่น การผลิตอาวุธนิวเคลียร์หรือการก่อการร้าย ตัวอย่างสินค้าที่พบบ่อยได้แก่ เซนเซอร์ความร้อน...

ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ: ธุรกิจไทยควรเลือกศาลไทยหรืออนุญาโตตุลาการ? เมื่อธุรกิจขยายตัวสู่ระดับสากล ความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทกับคู่ค้าต่างประเทศย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การตัดสินใจเลือกช่องทางระงับข้อพิพาทที่เหมาะสม-ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องต่อศาลหรือการใช้อนุญาโตตุลาการ-เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะกำหนดว่าคุณจะได้รับเงินคืนหรือปกป้องสิทธิของบริษัทได้รวดเร็วและคุ้มค่าเพียงใด การอ่านและตีความข้อกำหนดเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาลในสัญญาระหว่างประเทศ ข้อกำหนดเรื่องกฎหมายที่ใช้บังคับ (Governing Law) และเขตอำนาจศาล (Jurisdiction) คือพิมพ์เขียวที่จะบอกว่าหากเกิดปัญหาขึ้น คุณต้องใช้กฎหมายของประเทศใดมาตัดสิน และต้องไปสู้กันที่ไหน หากไม่มีข้อความที่ชัดเจนในสัญญา ธุรกิจอาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมหาศาลเพียงเพื่อโต้เถียงกันว่าศาลในประเทศใดมีอำนาจพิจารณาคดี ในการอ่านสัญญาการค้า ธุรกิจไทยควรมองหาหัวข้อ "Dispute Resolution" หรือ "Governing Law" ซึ่งมักจะระบุไว้ดังนี้: Governing Law: ระบุว่าใช้กฎหมายประเทศใด เช่น "This Agreement...

กฎจริยธรรมและความรับผิดของทนายความไทย: คู่มือสำหรับลูกความ ในระบบกฎหมายไทย ทนายความไม่ได้เป็นเพียงผู้รับจ้างทำของ แต่เป็น "บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม" ที่ต้องรักษามาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัด การทำความเข้าใจกฎมรรยาททนายความจะช่วยให้คุณในฐานะลูกความ สามารถปกป้องสิทธิของตนเองและมั่นใจได้ว่าคดีความจะถูกดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กฎจริยธรรมวิชาชีพทนายความไทยและหน้าที่สำคัญต่อศาลและลูกความคืออะไร? กฎจริยธรรมหรือที่ภาษาไทยเรียกว่า "มรรยาททนายความ" คือข้อบังคับที่กำหนดมาตรฐานความประพฤติของทนายความในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของลูกความภายใต้กรอบของกฎหมาย หน้าที่หลักของทนายความไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ: หน้าที่ต่อศาล: ทนายความต้องไม่นำความเท็จมากล่าวอ้าง ไม่ใช้อุบายหลอกลวงศาล และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการพิจารณาคดี หน้าที่ต่อลูกความ: ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ละทิ้งคดีโดยไม่มีเหตุอันควร และรักษาความลับของลูกความอย่างเคร่งครัด หน้าที่ต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพ: ไม่แย่งคดี ไม่กล่าวหาให้ร้ายทนายความผู้อื่น และไม่ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมในการหาลูกค้า ทนายความทุกคนในประเทศไทยต้องเป็นสมาชิกของ...

สัญญาธุรกิจในไทยที่รัดกุมควรครอบคลุม "ใคร-ทำอะไร-เมื่อไหร่-อย่างไร-และถ้ามีปัญหาแล้วจะทำอย่างไร" ให้ชัดเจนในทุกข้อ เงื่อนไขการชำระเงิน การค้ำประกัน และการประกันความรับผิด คือหัวใจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดและหนี้เสียสำหรับธุรกิจ ข้อกำหนดการสิ้นสุดสัญญา (termination) และค่าปรับ ต้องเขียนให้ชัดว่าใครยกเลิกได้เมื่อใด อย่างไร และผลทางการเงินคืออะไร การเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับและเขตอำนาจศาลมีผลต่อ "โอกาสชนะคดี-ระยะเวลา-ค่าใช้จ่าย" หากมีคู่สัญญาต่างชาติหรือธุรกรรมข้ามพรมแดน การใช้เช็คลิสต์ตรวจสัญญาก่อนลงนามช่วยให้ธุรกิจ SMEs และสตาร์ทอัพลดช่องโหว่ที่มักถูกมองข้าม เช่น เงื่อนไขเปลี่ยนราคา การไม่แข่งขัน และการรักษาความลับ สำหรับสัญญาที่มีมูลค่าสูง ความซับซ้อน หรือคู่สัญญาต่างชาติ การให้ทนายความช่วยร่าง/รีวิวสัญญาในกฎหมายไทยมักมีต้นทุนต่ำกว่าค่าความเสียหายจากข้อพิพาทในอนาคต ร่างสัญญาธุรกิจในไทยคืออะไร และทำไมจึงสำคัญต่อการป้องกันความเสี่ยง? ร่างสัญญาธุรกิจในไทยคือการกำหนดข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างคู่สัญญา...

การโต้แย้งคำวินิจฉัยภาษีในไทยมีสองชั้นหลัก คือ การทบทวนภายในกรมสรรพากร (อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์) และการยื่นฟ้อง/อุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรและศาลสูง กำหนดเวลาสำคัญส่วนใหญ่คือ 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน หรือได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หากเลยกำหนดมักเสียสิทธิ ต้องขอขยายเวลาแบบมีเหตุผลรองรับ เอกสารสำคัญประกอบการอุทธรณ์ ได้แก่ หนังสือแจ้งการประเมินภาษี เอกสารยืนยันตัวผู้เสียภาษี หลักฐานทางบัญชี/ภาษี และเอกสารประกอบข้อโต้แย้งที่ชัดเจน กลยุทธ์ที่ดีต้องแยก "ข้อเท็จจริง" กับ "ข้อกฎหมาย" ออกจากกัน เขียนข้อโต้แย้งเป็นประเด็น ๆ พร้อมพยานหลักฐานและแนวคำพิพากษา/แนวนโยบายที่สนับสนุน คดีที่วงเงินภาษีสูง กระทบกระแสเงินสด หรือมีประเด็นกฎหมายซับซ้อน ควรมีทนายภาษีที่เชี่ยวชาญร่วมวางแผนตั้งแต่ชั้นอุทธรณ์กรมสรรพากร ไม่ใช่รอถึงศาล...

ธุรกิจไทยที่ส่งออกหรือทำธุรกรรมข้ามชาติต้องคำนึงถึงทั้งกฎหมายไทย (WMD / Dual-use, ศุลกากร, ป้องกันฟอกเงิน) และมาตรการคว่ำบาตรของต่างประเทศที่อาจมีผลทางอ้อมผ่านธนาคารและคู่ค้า การทำ KYC และคัดกรองคู่ค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ เป็นด่านแรกที่จะช่วยลดความเสี่ยงการทำธุรกรรมกับบุคคลหรือประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าใช้ได้สองทาง (Dual-use) และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังถูกควบคุมเข้มขึ้น ธุรกิจต้องรู้วิธีตรวจสอบรายการควบคุมและขอใบอนุญาตส่งออก บทลงโทษจากการฝ่าฝืนทั้งในไทยและต่างประเทศอาจรุนแรงถึงขั้นค่าปรับมหาศาล ปิดบัญชีธนาคาร ระงับสิทธิส่งออก หรือโทษอาญาต่อกรรมการ การมีนโยบาย Compliance ภายใน อบรมพนักงาน และมีแผนรับมือเมื่อพบเหตุสงสัย จะช่วยลดความเสียหายและช่วยให้สื่อสารกับหน่วยงานรัฐ/ธนาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ เมื่อมีความซับซ้อนสูง เช่น สินค้า...

การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เปลี่ยนนิยามจาก "ชายและหญิง" เป็น "บุคคลสองคน" ทำให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสกันได้ตามกฎหมาย คู่สมรสเพศเดียวกันได้รับสิทธิในการจัดการทรัพย์สิน ทั้งสินสมรสและสินส่วนตัว ตลอดจนสิทธิในการลดหย่อนภาษีและสวัสดิการรัฐ สิทธิในการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมเกิดขึ้นทันทีเมื่อจดทะเบียนสมรส โดยไม่ต้องมีพินัยกรรม คู่สมรสสามารถตัดสินใจทางการแพทย์แทนกันได้ในภาวะวิกฤต และสามารถจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมร่วมกันในฐานะคู่สมรสได้ ชาวต่างชาติที่สมรสกับบุคคลสัญชาติไทย (ไม่ว่าเพศใด) จะมีสิทธิขอวีซ่าพำนักในประเทศไทยในฐานะคู่สมรส (Marriage Visa) การเปลี่ยนนิยามทางกฎหมาย: จาก "ชาย-หญิง" สู่ "บุคคลสองคน" อินโฟกราฟิกสรุปสิทธิทางกฎหมายสำคัญ 5 ประการภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย กฎหมายสมรสเท่าเทียมเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวไทยโดยการเปลี่ยนถ้อยคำในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากคำว่า "สามีและภริยา" เป็น "คู่สมรส" และจาก...

การมี "นโยบายไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายใน" ที่ชัดเจน ช่วยลดโอกาสถูกฟ้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือศาลแรงงานได้อย่างมาก ผู้ไกล่เกลี่ยภายในควรมีความเป็นกลาง ได้รับการอบรมด้านกฎหมายแรงงานไทยและทักษะการเจรจา ไม่ควรเป็นหัวหน้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยตรงในกรณีพิพาท กระบวนการที่ดีต้องมีขั้นตอนชัดเจน: รับเรื่อง-คัดกรอง-สืบข้อเท็จจริง-นัดไกล่เกลี่ย-ทำบันทึกข้อตกลง-ติดตามผล พร้อมการเก็บหลักฐานอย่างรัดกุม ต้องรู้ "จุดที่ควรหยุดไกล่เกลี่ย" และส่งต่อไปยังหน่วยงานรัฐ เช่น พนักงานตรวจแรงงาน คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือศาลแรงงาน หากคดีมีความเสี่ยงสูงหรือฝ่ายใดละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย หากออกแบบและใช้ไกล่เกลี่ยภายในอย่างถูกวิธี บริษัทจะลดค่าใช้จ่ายข้อพิพาทอย่างมาก รักษาความสัมพันธ์กับพนักงาน และลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายในองค์กรคืออะไร และสำคัญอย่างไรในบริบทไทย ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายในองค์กร คือ กระบวนการที่บริษัทตั้งขึ้นเองเพื่อช่วยให้ลูกจ้างและนายจ้างหรือหัวหน้างานสามารถเจรจาแก้ไขข้อพิพาทผ่านบุคคลกลางที่เป็นกลาง ก่อนที่จะลุกลามไปสู่การร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐหรือฟ้องต่อศาลแรงงาน....

การปฏิบัติตามข้อบังคับส่งออกและคว่ำบาตรสำหรับธุรกิจไทย จุดประสงค์การค้นหา: เข้าใจ (Know) + ลงมือทำ (Do) - สำหรับผู้บริหาร/ฝ่ายกฎหมาย/ฝ่ายส่งออกที่ต้องการตั้งระบบ Compliance จริงจัง กลุ่มเป้าหมาย: B2B - บริษัทไทยที่ส่งออกสินค้า เทคโนโลยี หรือทำธุรกรรมระหว่างประเทศ (รวมถึงซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ของบริษัทข้ามชาติ) ธุรกิจไทยต้องปฏิบัติตามทั้งกฎหมายไทย (เช่น กฎหมายควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และกฎหมายฟอกเงิน) และข้อจำกัด/คว่ำบาตรของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า การตรวจสอบคู่ค้า (KYC/Customer Due Diligence) และการคัดกรองรายชื่อคว่ำบาตร เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่ควรทำก่อนรับลูกค้าและทุกครั้งที่มีดีลเสี่ยงสูง สินค้าบางประเภท...

การนำเข้าอาหารเสริมและเครื่องสำอางเพื่อ "จำหน่าย" ในไทย ต้องมีใบอนุญาตสถานที่ + การขึ้นทะเบียน/จดแจ้งผลิตภัณฑ์ + ใบอนุญาตนำเข้าเป็นราย shipment (LPI) ก่อนสินค้าเข้าประเทศ การจำแนกผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องตั้งแต่แรก (อาหารเสริม vs ยา vs เครื่องสำอาง) กำหนดทั้งขั้นตอนเอกสาร ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และระดับความเสี่ยงทางกฎหมาย ฉลากและการโฆษณาเป็นจุดเสี่ยงสูง: เคลมเกินจริงหรือแฝงลักษณะ "ยา" มีโอกาสถูกเรียกเก็บตัวอย่าง ระงับโฆษณา หรือสั่งถอนสินค้า เมื่อถูกสุ่มตรวจหรือรับหนังสือแจ้งเตือนจาก อย. ผู้ประกอบการต้องตอบกลับอย่างเป็นระบบ...