- การกำหนดสัญชาติของบริษัทในไทยพิจารณาจากสัดส่วนการถือหุ้น หากคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป จะถือเป็นบริษัทต่างด้าวและต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
- ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทต่างด้าวคือ 2 ล้านบาท แต่หากเป็นธุรกิจที่ต้องขอใบอนุญาต (List 3) ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจะเพิ่มเป็น 3 ล้านบาท
- การจดทะเบียนบริษัทผ่านการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือใช้สิทธิตามสนธิสัญญาทางไมตรี (Thai-US Amity Treaty) ช่วยให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ 100% อย่างถูกกฎหมาย
- การใช้ตัวแทนถือหุ้น (Nominee) ชาวไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษรุนแรงทั้งจำและปรับ
- กระบวนการจดทะเบียนบริษัทในไทยสำหรับชาวต่างชาติมักใช้เวลาตั้งแต่ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทของใบอนุญาตที่ต้องใช้
ความแตกต่างระหว่างบริษัทไทยและบริษัทต่างด้าว
บริษัทไทยและบริษัทต่างด้าวมีความแตกต่างกันที่สัดส่วนการถือหุ้นและข้อจำกัดในการประกอบกิจการ บริษัทไทยคือบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน ส่วนบริษัทต่างด้าวคือบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
ความแตกต่างที่สำคัญมีดังนี้:
| หัวข้อเปรียบเทียบ | บริษัทไทย (Thai Company) | บริษัทต่างด้าว (Foreign Company) |
|---|---|---|
| สัดส่วนการถือหุ้น | คนไทยถือหุ้น > 50% | ต่างชาติถือหุ้น >= 50% |
| การประกอบธุรกิจ | ทำได้เกือบทุกประเภทโดยไม่มีข้อจำกัด | ถูกจำกัดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. ต่างด้าว |
| การขอใบอนุญาต | จดทะเบียนกับ DBD ตามปกติ | ต้องขอ FBL หรือ FBC ก่อนเริ่มงาน |
| ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ | ไม่มีขั้นต่ำ (ยกเว้นเพื่อขอ Work Permit) | 2-3 ล้านบาทขึ้นไป |
| ความคล่องตัว | สูง สามารถซื้อที่ดินได้ | ต่ำ ต้องได้รับอนุญาตพิเศษหากจะซื้อที่ดิน |
หากคุณเป็นนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการควบคุมบริษัท 100% คุณจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทต่างด้าวทันที ซึ่งหมายความว่ากิจกรรมทางธุรกิจหลายประเภท เช่น การค้าปลีก การขายอาหารและเครื่องดื่ม หรือการให้บริการทางวิศวกรรม จะไม่สามารถทำได้จนกว่าจะได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากหน่วยงานราชการ
ขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBL)
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (Foreign Business License หรือ FBL) คือเอกสารสำคัญที่อนุญาตให้บริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นส่วนใหญ่สามารถประกอบธุรกิจที่ระบุไว้ในบัญชีสาม (List 3) ของ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวได้ เช่น การบริการ หรือการค้าส่ง/ค้าปลีกที่มีทุนจดทะเบียนไม่ถึงเกณฑ์
กระบวนการขอใบอนุญาตมีขั้นตอนดังนี้:
- การจัดเตรียมคำขอ: ผู้ขอต้องยื่นแบบ ต.2 พร้อมแผนการดำเนินธุรกิจอย่างละเอียด ซึ่งต้องระบุถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ และผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น
- การพิจารณาโดยคณะกรรมการ: คำขอจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ภายใต้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ซึ่งจะพิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสม
- ระยะเวลาการพิจารณา: กฎหมายกำหนดให้พิจารณาภายใน 60 วัน แต่อาจขยายเวลาได้หากเอกสารไม่ครบถ้วน
- การออกใบอนุญาต: หากได้รับอนุมัติ บริษัทจะต้องนำเงินทุนจดทะเบียนเข้ามาในประเทศไทยตามระยะเวลาที่กำหนด (ปกติคือ 25% ใน 3 เดือนแรก และที่เหลือภายใน 3 ปี)
ความท้าทายของการขอ FBL คือความเข้มงวดของคณะกรรมการ ซึ่งมักจะไม่อนุมัติหากธุรกิจนั้นไม่ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา หรือเป็นธุรกิจที่คนไทยสามารถทำได้ดีอยู่แล้ว นักลงทุนหลายรายจึงเลือกใช้วิธีการขอการรับรองผ่านช่องทางอื่น เช่น BOI แทน
ข้อกำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับนักลงทุน
ทุนจดทะเบียนสำหรับบริษัทที่มีชาวต่างชาติเกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงเพื่อการจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการขอวีซ่าและการทำงาน (Work Permit) ของชาวต่างชาติด้วย โดยพื้นฐานแล้ว ทุนจดทะเบียนต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของธุรกิจ
เกณฑ์ขั้นต่ำที่ควรทราบมีดังนี้:
- เพื่อการประกอบธุรกิจ: หากเป็นธุรกิจทั่วไปที่ไม่ได้ถูกจำกัด ทุนขั้นต่ำคือ 2 ล้านบาท หากเป็นธุรกิจในบัญชีท้าย พ.ร.บ. ที่ต้องขอใบอนุญาต ทุนขั้นต่ำคือ 3 ล้านบาท
- เพื่อการจ้างงานชาวต่างชาติ: ตามระเบียบสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัทต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วอย่างน้อย 2 ล้านบาท ต่อการจ้างชาวต่างชาติ 1 คน (และต้องจ้างพนักงานไทย 4 คนต่อต่างชาติ 1 คน)
- ธุรกิจเฉพาะทาง: ธุรกิจบางประเภท เช่น การประกันภัย หรือหลักทรัพย์ จะมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดทุนจดทะเบียนไว้สูงกว่าเกณฑ์ทั่วไป
การชำระเงินทุนจดทะเบียนต้องมีหลักฐานชัดเจน หากทุนจดทะเบียนสูงกว่า 5 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะกำหนดให้ผู้ถือหุ้นชาวไทยต้องแสดงหลักฐานที่มาของเงินทุน (Bank Statement) เพื่อป้องกันปัญหา Nominee
การจัดการโครงสร้างผู้ถือหุ้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
นักลงทุนต่างชาติมีทางเลือกหลายทางในการโครงสร้างบริษัทเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในไทย โดยแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ระยะยาว
1. โครงสร้างแบบบริษัทไทย (51% Thai / 49% Foreign)
เป็นโครงสร้างที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากจดทะเบียนง่ายและสามารถประกอบธุรกิจได้เกือบทุกประเภท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติต้องระวังเรื่องการใช้ "นอมินี" (การจ้างคนไทยมาถือหุ้นแทนโดยไม่มีการลงทุนจริง) ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย วิธีการที่ถูกต้องคือการหาหุ้นส่วนทางธุรกิจชาวไทยที่มีความประสงค์จะลงทุนจริงๆ
2. การส่งเสริมการลงทุน (BOI)
หากธุรกิจของคุณอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น เทคโนโลยี, พลังงานสะอาด, หรืออุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง) คุณสามารถขอการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อถือหุ้น 100% ได้ พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการยกเว้นข้อจำกัดเรื่องอัตราส่วนพนักงานไทยต่อต่างชาติ
3. สนธิสัญญาทางไมตรีไทย-สหรัฐฯ (Thai-US Amity Treaty)
เฉพาะนักลงทุนสัญชาติอเมริกัน (ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) สามารถถือหุ้น 100% ในบริษัทไทยได้ผ่านสนธิสัญญานี้ แม้จะยังมีข้อจำกัดในบางธุรกิจ เช่น การขนส่งและการสื่อสาร แต่ก็นับเป็นสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าสัญชาติอื่น
ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ทำให้การจดทะเบียนล่าช้า
ความล่าช้าในการจดทะเบียนบริษัทต่างด้าวมักไม่ได้เกิดจากระบบราชการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเตรียมตัวที่ไม่เพียงพอหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติในท้องถิ่น
- การระบุวัตถุประสงค์กว้างเกินไป: ในไทย วัตถุประสงค์ของบริษัทต้องชัดเจน หากคุณใส่ธุรกิจที่ถูกสงวนไว้สำหรับคนไทย (เช่น การเกษตร หรือการค้าที่ดิน) ไว้ในวัตถุประสงค์ นายทะเบียนอาจปฏิเสธการจดทะเบียนหากไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าวรองรับ
- ปัญหาหลักฐานทางการเงิน: สำหรับการจ้างงานต่างชาติ หรือกรณีที่มีผู้ถือหุ้นไทยร่วมกับต่างชาติ นายทะเบียนอาจเรียกดู Bank Statement เพื่อตรวจสอบว่าผู้ถือหุ้นไทยมีเงินเพียงพอที่จะลงทุนจริงหรือไม่ หากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ การจดทะเบียนจะถูกระงับ
- ชื่อบริษัทไม่ผ่านเกณฑ์: การจองชื่อบริษัทเป็นขั้นตอนแรกที่มักติดขัด ชื่อที่สื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ชื่อที่ซ้ำ หรือชื่อที่สื่อถึงหน่วยงานรัฐจะถูกปฏิเสธทันที
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
1. "จ้างใครก็ได้มาถือหุ้น 51% เพื่อให้เป็นบริษัทไทย" นี่คือความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด การใช้ตัวแทนถือหุ้น (Nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายคนต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกสั่งให้เลิกบริษัท
2. "จดทะเบียนเสร็จแล้วทำงานได้ทันที" การจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นเพียงขั้นตอนแรก ชาวต่างชาติที่จะทำงานในนามบริษัทต้องมี Non-B Visa และ Work Permit แยกต่างหาก หากทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายแรงงาน
3. "ทุนจดทะเบียนแค่ตัวเลข ไม่ต้องนำเงินเข้ามาจริง" สำหรับบริษัทต่างด้าว กฎหมายบังคับให้ต้องนำเงินทุนเข้ามาจริงจากต่างประเทศภายในระยะเวลาที่กำหนด และต้องเก็บหลักฐานการโอนเงิน (FET) ไว้เพื่อแจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
คำถามที่พบบ่อย
ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ในบริษัทไทยได้หรือไม่?
ได้ หากได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI, ได้รับสิทธิจากสนธิสัญญาทางไมตรี (สำหรับชาวอเมริกัน), หรือประกอบธุรกิจที่ไม่อยู่ในบัญชีจำกัดตาม พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และมีทุนจดทะเบียนตามที่กำหนด
ใช้เวลานานแค่ไหนในการจดทะเบียนบริษัทในไทย?
หากเป็นบริษัทไทย (ถือหุ้นส่วนน้อยโดยต่างชาติ) สามารถทำเสร็จได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBL) อาจใช้เวลา 3-5 เดือน รวมขั้นตอนการเตรียมเอกสารและการพิจารณาของคณะกรรมการ
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัทประมาณเท่าไหร่?
ค่าธรรมเนียมรัฐบาลสำหรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดอยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท ต่อทุนจดทะเบียนทุก 1 ล้านบาท (รวมค่าอากรแสตมป์) แต่ค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมค่าบริการที่ปรึกษากฎหมาย ค่าแปลเอกสาร และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความ
การจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติมีความซับซ้อนกว่าบริษัทไทยทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง คุณควรปรึกษาทนายความหรือที่ปรึกษาทางธุรกิจเมื่อ:
- คุณต้องการถือหุ้น 100% และต้องการยื่นขอ BOI หรือใช้สิทธิสนธิสัญญาทางไมตรี
- ธุรกิจของคุณมีความซับซ้อนและจัดอยู่ในบัญชีประเภทธุรกิจควบคุม
- คุณต้องการความมั่นใจว่าโครงสร้างการถือหุ้นของคุณถูกต้องตามกฎหมายและป้องกันความเสี่ยงเรื่องนอมินี
- คุณต้องการดำเนินการเรื่อง Work Permit และ Visa ควบคู่ไปกับการจดทะเบียนบริษัท
ขั้นตอนต่อไป
เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบว่าประเภทธุรกิจของคุณอยู่ในบัญชีควบคุมหรือไม่ จากนั้นรวบรวมข้อมูลผู้ถือหุ้นและกรรมการเพื่อจองชื่อบริษัทออนไลน์ หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับประเภทธุรกิจหรือสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มดำเนินการจะช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงทางกฎหมายในระยะยาว