ผิดนัดชำระหนี้สัญญาธุรกิจใน Thailand ฟ้องบังคับคดีอย่างไร

อัปเดตเมื่อ Jan 10, 2026
  • เริ่มจาก "ตรวจสัญญา + หลักฐานหนี้ค้าง" ให้พร้อมก่อนทวงถามหรือฟ้อง เพื่อไม่เสียเวลาและเพิ่มโอกาสชนะคดี
  • ส่งหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุยอดหนี้ ดอกเบี้ย กำหนดชำระ และทางเลือกประนอมหนี้ พร้อมเก็บหลักฐานการส่ง
  • เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด/ศาลแขวง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีที่เข้าเงื่อนไข) และเตรียมคำฟ้องให้ "เล่าเรื่อง-อ้างสัญญา-คำนวณยอด" ชัดเจน
  • ชนะคดีแล้วต้อง "ขอให้บังคับคดี" ผ่านกรมบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์/อายัดบัญชี/ขายทอดตลาด ไม่ใช่ชนะแล้วได้เงินทันที
  • การว่าจ้างทนายคุ้มค่าที่สุดเมื่อทำ "การประเมินทรัพย์ลูกหนี้ + โอกาสเก็บเงินจริง" ก่อนเดินคดี

จุดประสงค์หลักของผู้อ่านบทความนี้คือ "ลงมือทำ (Do)" และ "เข้าใจ (Know)" ขั้นตอนฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดีในประเทศไทย โดยเป็นบริบท B2B (เจ้าหนี้-ลูกหนี้เป็นธุรกิจ) ซึ่งมักต้องการความเร็ว ความแน่นของเอกสาร และการประเมินความคุ้มค่าทางการเงินก่อนเดินคดี

หนี้ธุรกิจผิดนัดชำระในไทย เจ้าหนี้ควรเริ่มอย่างไรให้เก็บเงินจริงได้?

เริ่มจากทำ 2 อย่างพร้อมกัน: (1) ตรวจสัญญาและหลักฐานให้ "ขึ้นศาลได้" และ (2) ส่งหนังสือทวงถามแบบมีโครงสร้างเพื่อเปิดทางเจรจาและปูหลักฐานก่อนฟ้อง เป้าหมายไม่ใช่แค่ชนะคดี แต่ต้องวางแผนถึงขั้นยึด/อายัดเพื่อให้ได้เงินคืนจริง

  • แยกให้ชัดว่าเป็น "หนี้ตามสัญญาอะไร" (ซื้อขาย/บริการ/กู้ยืม/จ้างทำของ/เช่า ฯลฯ) เพราะมีรายละเอียดการพิสูจน์ต่างกัน
  • ตั้ง "แฟ้มคดี" ตั้งแต่วันแรก: สัญญา, PO/ใบสั่งงาน, ใบส่งมอบ, ใบแจ้งหนี้, หลักฐานชำระบางส่วน, ข้อความแชต/อีเมลยอมรับหนี้
  • เลือกยุทธศาสตร์: จะเน้น "ปิดดีลประนอมหนี้" (เร็ว-ต้นทุนต่ำกว่า) หรือ "ฟ้อง+ขอคุ้มครองชั่วคราว" (ถ้าเสี่ยงยักย้ายทรัพย์)
  • ลูกหนี้มีทรัพย์ในไทยที่ยึด/อายัดได้หรือไม่ (บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, รถ, เครื่องจักร, ที่ดิน)?
  • สัญญามีเงื่อนไขอนุญาโตตุลาการหรือศาลที่ตกลงไว้หรือไม่?

ต้องตรวจสัญญาและหลักฐานการค้างชำระหนี้อะไรบ้างถึงจะพร้อมใช้ในศาล?

หัวใจคือพิสูจน์ 4 เรื่อง: มีสัญญาจริง, ส่งมอบ/ทำงานจริง, ถึงกำหนดชำระแล้ว, และยังไม่ชำระ (หรือชำระไม่ครบ) ถ้าหลักฐาน "ปิดช่องโหว่" ได้ตั้งแต่ต้น โอกาสชนะคดีและต่อรองจะสูงขึ้น

สิ่งที่ศาลมักดู ตัวอย่างหลักฐานที่ช่วยได้ ข้อควรระวังที่พบบ่อย
สัญญา/ข้อตกลง สัญญาลงนาม, ใบเสนอราคา+การตอบรับ, ข้อกำหนดการสั่งซื้อ (PO) ลงนามไม่ครบอำนาจ, เงื่อนไขราคา/งานไม่ชัด, ไม่มีข้อกำหนดดอกเบี้ย/เบี้ยปรับ
การส่งมอบ/ผลงาน ใบส่งของ, ใบตรวจรับงาน, รายงานส่งมอบ, หลักฐานเข้าไซต์งาน ส่งมอบบางส่วนแต่คิดเงินเต็ม, ลูกหนี้อ้างงานไม่เรียบร้อย
ยอดหนี้และกำหนดชำระ ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, ตารางงวดชำระ, statement คำนวณดอกเบี้ยผิดฐาน, ไม่ระบุวันเริ่มคิดดอกเบี้ย
การผิดนัด/การทวงถาม หนังสือทวงถาม, อีเมลยอมรับหนี้, บันทึกประชุมเจรจา ทวงแบบปากเปล่าไม่มีหลักฐาน, เงื่อนไขผ่อนชำระใหม่ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ถ้าสัญญาเป็นภาษาอังกฤษหรือมีคู่สัญญาต่างชาติ ให้เตรียมประเด็นเรื่องที่อยู่การส่งเอกสารและเอกสารประกอบให้ครบตั้งแต่แรก
  • ถ้ามีการตกลงผ่อนชำระใหม่ ควรทำเอกสาร "ปรับโครงสร้างหนี้" ให้ชัดว่าแทนที่ข้อตกลงเดิมบางส่วนอย่างไร
  • มีเอกสารไหนที่ยังขาดเพื่อปิดช่อง "ส่งมอบแล้วจริงหรือไม่"?
  • ควรทำ "สรุปยอดหนี้ (debt schedule)" แบบไหนให้ศาลอ่านง่าย?

ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรในไทยควรทำอย่างไร (หนังสือทวงถาม/เจรจาประนอมหนี้)?

หนังสือทวงถามที่ดีควรทำให้ลูกหนี้ "เห็นยอด-เห็นหลักฐาน-เห็นเส้นตาย-เห็นทางเลือก" และต้องเก็บหลักฐานการส่งทุกครั้ง เพื่อใช้ยืนยันการผิดนัดและความพยายามแก้ไขก่อนฟ้อง

  • โครงสร้างหนังสือทวงถามที่ใช้ได้จริง
    • อ้างอิงสัญญา/ใบสั่งซื้อ/ใบแจ้งหนี้ และสรุปเหตุที่เป็นหนี้
    • ระบุยอดหนี้คงค้าง แยกเงินต้น/ดอกเบี้ย/ค่าปรับ (ถ้ามี) และวิธีคำนวณแบบอ่านง่าย
    • กำหนดวันชำระที่ชัดเจน และช่องทางชำระ
    • เสนอทางเลือกประนีประนอม เช่น ผ่อนชำระเป็นงวด, ชำระบางส่วนเพื่อหยุดดอกเบี้ยบางส่วน, วางหลักประกัน/บุคคลค้ำ
    • แจ้งว่าจะดำเนินคดีหากไม่ชำระภายในกำหนด
  • หลักฐานการส่งที่ควรเก็บ: สำเนาหนังสือ, หลักฐานส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน/EMS, หลักฐานรับอีเมล, บันทึกการส่งเอกสารให้กรรมการ/ผู้มีอำนาจลงนาม
  • ถ้าเป้าหมายคือ "เก็บเงินเร็ว" ให้ทำข้อเสนอแบบมีแรงจูงใจ เช่น ส่วนลดดอกเบี้ยหากชำระภายใน X วัน แต่หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด
  • ควรให้ลูกหนี้ลงนาม "รับสภาพหนี้" หรือทำ "ตารางผ่อน" แบบไหนถึงจะบังคับได้ง่าย?
  • กรณีลูกหนี้ขอเลื่อนตลอด ควรตั้งเงื่อนไขหลักประกันอะไรเพิ่ม?

ยื่นฟ้องคดีผิดนัดชำระหนี้ต้องไปศาลแพ่งหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ?

โดยหลัก หนี้ธุรกิจจากสัญญาทั่วไปมักฟ้องคดีแพ่งในศาลที่มีอำนาจตามประเภทคดีและเขตอำนาจศาล แต่ถ้าข้อพิพาทเข้าเงื่อนไข "การค้าระหว่างประเทศ" หรือเกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญา/ธุรกรรมระหว่างประเทศบางลักษณะ อาจต้องพิจารณาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

  • ตัวอย่างสถานการณ์ที่มักจบที่ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด/ศาลแขวง
    • ซื้อขายสินค้าในประเทศ/ให้บริการในประเทศ แล้วลูกหนี้ไม่จ่าย
    • สัญญาจ้างทำของ/รับเหมา/บริการ B2B ที่ไม่ได้เข้าลักษณะคดีเฉพาะอื่น
  • ตัวอย่างสัญญาณว่าควรเช็คศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
    • คู่สัญญาต่างชาติ, ส่งออก-นำเข้า, เงื่อนไขส่งมอบ/ชำระเงินระหว่างประเทศ, เอกสารการค้าระหว่างประเทศ
    • ข้อพิพาทผูกกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาหรือเทคโนโลยีที่เป็นประเด็นหลักของคดี
  • ยื่นฟ้องทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ในหลายกรณีผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรม ซึ่งช่วยลดการเดินทางและติดตามเอกสารได้สะดวกขึ้น (coj.go.th)

ลิงก์ที่ใช้งานบ่อย: ระบบ e-Filing ศาลยุติธรรม

  • ถ้าสัญญามีข้อกำหนด "ศาลที่ตกลงกัน" หรือ "อนุญาโตตุลาการ" ต้องเดินตามนั้นหรือไม่?
  • ควรขอ "คุ้มครองชั่วคราว" เพื่อกันยักย้ายทรัพย์ได้อย่างไร?

ชนะคดีแล้วขอคำบังคับ ยึดทรัพย์ อายัดบัญชี และประมูลขาย ทำอย่างไรถึงจะได้เงินจริง?

หลังมีคำพิพากษา เจ้าหนี้ต้องเข้าสู่ขั้น "บังคับคดี" โดยยื่นเรื่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง แล้วนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดหรือรับเงินจากการอายัด ขั้นนี้มักเป็นตัวตัดสินว่าเก็บเงินได้มากน้อยแค่ไหน

  • ทำความเข้าใจคำสำคัญก่อน
    • "หมายบังคับคดี" คือคำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา (opendata.led.go.th)
    • "เจ้าพนักงานบังคับคดี" เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมบังคับคดีที่มีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนบังคับคดีแพ่ง (led.go.th)
  • ภาพรวมลำดับงานที่เจ้าหนี้ควรวางแผน
    1. เตรียมเอกสารหลังชนะคดี (คำพิพากษา/คำสั่ง, รายการยอดหนี้คงเหลือ, คำขอให้บังคับคดี)
    2. ชี้เป้าทรัพย์ให้ได้มากที่สุด (บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, รถ/เครื่องจักร, ที่ดิน, หุ้น) เพราะการ "รู้ทรัพย์" เร็ว มักทำให้เก็บเงินเร็ว
    3. ขอ "อายัด" เพื่อดึงเงินที่อยู่ในมือบุคคลที่สาม (เช่น ธนาคาร/ลูกค้าของลูกหนี้) หรือขอ "ยึด" ทรัพย์เพื่อนำออกขาย
    4. เมื่อยึดได้แล้ว กระบวนการขายทอดตลาด/จัดสรรเงิน และเจ้าหนี้ยื่นขอรับเงินตามขั้นตอน
  • ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่คนมักไม่รู้: กรณียึดสังหาริมทรัพย์ (เช่น รถหรือทรัพย์มีทะเบียนบางประเภท) มักมีค่าใช้จ่ายขั้นต้นตามที่กรมบังคับคดีระบุไว้ และมีกรณีตัวอย่างค่าใช้จ่าย 1,500 บาทในคู่มือความรู้ของกรมบังคับคดี (live.led.go.th)
  • ข้อควรรู้เรื่อง "อายัดเงินเดือน/ค่าจ้าง" (กรณีลูกหนี้เป็นบุคคล): มีเกณฑ์เงินที่ต้องเหลือไว้ขั้นต่ำ และอัตราที่อายัดได้ในบางประเภทเงินได้ ซึ่งกรมบังคับคดีเผยแพร่แนวทางไว้ (live.led.go.th)

หน่วยงานหลักที่ทำเรื่องยึด/อายัด/ขายทอดตลาด: กรมบังคับคดี

  • ถ้าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ในชื่อบริษัท แต่มีทรัพย์ในชื่อกรรมการ จะทำอย่างไรได้บ้าง?
  • อายัด "ลูกหนี้การค้า" (เงินที่คนอื่นต้องจ่ายให้ลูกหนี้) ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อให้ศาล/เจ้าพนักงานทำงานเร็ว?

กลยุทธ์การว่าจ้างทนายความเพื่อประเมินความคุ้มค่าและโอกาสได้เงินคืน ควรดูอะไรบ้าง?

คดีหนี้ธุรกิจที่ดีไม่ใช่แค่ "ฟ้องชนะ" แต่ต้อง "คุ้มต้นทุนและเก็บเงินจริงได้" ทนายที่เหมาะควรช่วยคุณประเมินเอกสาร ช่องทางบังคับคดี และแผนการเจรจาที่ทำให้ลูกหนี้ยอมจ่ายเร็วที่สุด

  • คำถามคัดกรองก่อนว่าจ้าง (ช่วยประเมินความคุ้มค่า)
    • คดีนี้ "ชนะง่าย" หรือ "มีประเด็นสู้" ตรงไหน (ส่งมอบ/คุณภาพงาน/อำนาจลงนาม/เงื่อนไขชำระ)?
    • ลูกหนี้มีทรัพย์ให้ยึด/อายัดจริงหรือไม่ และอยู่ที่ไหน?
    • มีทาง "ชนะเร็ว" ไหม เช่น เอกสารยอมรับหนี้ชัด, มีการจ่ายบางส่วน, มีหลักประกัน
    • เป้าหมายคือ "ได้เงินก้อน" หรือ "ยอมผ่อนให้จบ" และรับความเสี่ยงได้แค่ไหน
  • รูปแบบค่าทนายที่พบบ่อยในคดีหนี้ธุรกิจ
    • เหมาจ่ายเป็นขั้น (ทวงถาม/ยื่นฟ้อง/สืบพยาน/บังคับคดี)
    • เหมาจ่าย + Success fee (ขึ้นกับเงื่อนไขและความเหมาะสมของคดี)
  • สิ่งที่มักทำให้ "เสียเงินฟรี" หากไม่ประเมินก่อน: ฟ้องไปทั้งที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์/ปิดบริษัท/ยักย้ายทรัพย์แล้ว หรือเอกสารหลักฐานยังไม่พอทำให้คดีเดินช้า
  • ควรเริ่มจากส่งทนายทำหนังสือทวงถามก่อน หรือยื่นฟ้องทันทีดี?
  • ถ้าต้องการอายัดบัญชีให้เร็ว ต้องเตรียมข้อมูลธนาคาร/สาขา/เลขบัญชีแค่ไหน?

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดีในไทยคืออะไร?

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยทำให้เจ้าหนี้เสียทั้งเวลาและโอกาสเก็บเงิน เช่น คิดว่าชนะคดีแล้วจะได้เงินทันที หรือทวงหนี้แบบไม่มีหลักฐานจนคดีอ่อนแรงตั้งแต่ต้น การแก้ให้ถูกตั้งแต่แรกมักประหยัดกว่าการตามแก้ระหว่างคดี

  • คิดว่า "ชนะคดี = ได้เงินทันที"
    • ความจริง: หลังชนะคดีต้องเข้าสู่กระบวนบังคับคดีเพื่อยึด/อายัดและจัดสรรเงิน จึงควรวางแผนเรื่องทรัพย์ลูกหนี้ตั้งแต่ก่อนฟ้อง
  • ทวงหนี้แบบปากเปล่าหรือแชตสั้นๆ แล้วไม่เก็บหลักฐานการส่ง
    • ความจริง: หนังสือทวงถามที่มีโครงสร้างและหลักฐานการส่งช่วยทั้งการเจรจาและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี
  • คำนวณยอดหนี้/ดอกเบี้ยแบบไม่เป็นระบบ
    • ความจริง: การทำตารางยอดหนี้ที่ตรวจสอบได้ช่วยให้คำฟ้องชัด ลดข้อโต้แย้ง และทำให้ศาลอ่านง่าย
  • ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ย จะคำนวณและขอในคำฟ้องอย่างไร?
  • ควรทำอย่างไรหากลูกหนี้อ้าง "งานมีปัญหา" เพื่อไม่จ่าย?

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องหนี้ธุรกิจผิดนัดชำระและบังคับคดีในไทยมีอะไรบ้าง?

คำถามด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการอายัดบัญชีเป็น 3 เรื่องที่เจ้าหนี้ธุรกิจถามมากที่สุด เพราะกระทบกระแสเงินสดโดยตรง คำตอบด้านล่างช่วยให้คุณวางแผนก่อนเริ่มเดินเรื่องได้ชัดขึ้น

ถ้าอีกฝ่ายไม่รับหนังสือทวงถาม ยังฟ้องได้ไหม?

ฟ้องได้ เพราะสิทธิฟ้องเกิดจากการผิดนัดตามสัญญา ไม่ได้ขึ้นกับการรับหนังสือทวงถาม แต่คุณควรมีหลักฐานว่าได้พยายามส่งแล้ว (เช่น หลักฐานไปรษณีย์/อีเมล) เพื่อประกอบข้อเท็จจริงและช่วยการเจรจา

ยื่นฟ้องออนไลน์ได้หรือไม่?

หลายคดีสามารถยื่นเอกสารผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรมได้ ช่วยลดการเดินทางและติดตามเอกสารได้สะดวก (coj.go.th)

เข้าสู่ระบบ e-Filing

ชนะคดีแล้วต้องทำอะไรเพื่อเริ่มยึดทรัพย์/อายัดบัญชี?

ต้องยื่นเรื่องเข้าสู่ขั้นบังคับคดีเพื่อให้ศาลออกคำสั่ง/หมายที่เกี่ยวข้อง แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลที่สาม "หมายบังคับคดี" เป็นกลไกสำคัญในขั้นนี้ (opendata.led.go.th)

ค่าใช้จ่ายบังคับคดีต้องเตรียมอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปมีทั้งค่าใช้จ่ายศาล/เอกสาร และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยึดหรืออายัดตามขั้นตอนของกรมบังคับคดี ซึ่งมีตัวอย่างค่าใช้จ่ายในบางกรณี (เช่น ยึดสังหาริมทรัพย์) ที่ถูกระบุไว้ในเอกสารความรู้ของกรมบังคับคดี (live.led.go.th)

ถ้าลูกหนี้เป็น "บริษัท" อายัดเงินเดือนใช้ได้ไหม?

โดยหลักการอายัดเงินเดือนเกี่ยวกับรายได้ของ "บุคคล" หากลูกหนี้เป็นบริษัท เจ้าหนี้มักใช้การอายัดบัญชีธนาคารหรืออายัดลูกหนี้การค้าแทน ส่วนเกณฑ์การอายัดรายได้ของบุคคลและเงินที่ต้องเหลือไว้ขั้นต่ำ กรมบังคับคดีมีเผยแพร่แนวทางไว้ (live.led.go.th)

เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความเพื่อฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดี?

ควรจ้างทนายเมื่อยอดหนี้มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ, เอกสารมีความซับซ้อน, หรือคุณต้องการแผนบังคับคดีที่ "ชี้ทรัพย์-อายัดเร็ว-กันยักย้ายทรัพย์" เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยในคำฟ้องหรือเอกสารแนบอาจทำให้คดีช้าและเสียจังหวะเก็บเงิน

  • สัญญามีหลายฉบับ/หลายงวด/มีการแก้ไขงานหลายครั้ง
  • ลูกหนี้เริ่มปิดกิจการ ย้ายสำนักงาน เปลี่ยนกรรมการ หรือมีสัญญาณยักย้ายทรัพย์
  • คดีเกี่ยวพันต่างประเทศ หรือคุณไม่มั่นใจเรื่องศาลที่มีอำนาจ
  • ต้องการเจรจาประนอมหนี้แบบ "ล็อกเงื่อนไขให้บังคับได้" ลดโอกาสผิดนัดซ้ำ
  • ควรให้ทนายทำ "สืบทรัพย์เชิงพาณิชย์" อะไรบ้างก่อนยื่นฟ้อง?
  • ควรวางงบประมาณคดีเป็นรายขั้นอย่างไรเพื่อคุมความเสี่ยง?

ขั้นตอนต่อไปถ้าคุณเป็นเจ้าหนี้และอยากเริ่มเดินเรื่องทันทีคืออะไร?

ให้เริ่มจากรวบรวมเอกสารให้ครบ ทำสรุปยอดหนี้หนึ่งหน้า และตัดสินใจว่าจะ "เจรจาแบบมีเงื่อนไข" ก่อนหรือ "ฟ้องพร้อมแผนบังคับคดี" เลย จากนั้นกำหนดไทม์ไลน์และผู้รับผิดชอบภายในองค์กรเพื่อไม่ให้เอกสารตกหล่น

  1. รวบรวม: สัญญา/PO/ใบส่งมอบ/ใบแจ้งหนี้/หลักฐานค้างชำระ/การสื่อสารที่ยอมรับหนี้
  2. ทำ "สรุปยอดหนี้" (เงินต้น-ดอกเบี้ย-ยอดคงเหลือ-วันเริ่มผิดนัด) ให้ตรวจได้
  3. ร่างและส่งหนังสือทวงถาม พร้อมเก็บหลักฐานการส่ง
  4. ประเมินทรัพย์ลูกหนี้ที่คาดว่าอายัด/ยึดได้ (บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, ทรัพย์มีทะเบียน, อสังหา)
  5. เลือกช่องทาง: ยื่นฟ้องที่ศาลที่มีอำนาจ (พิจารณาใช้ e-Filing หากเหมาะสม) (coj.go.th)
  6. เมื่อมีคำพิพากษา เตรียมเข้าสู่ขั้นบังคับคดีผ่านกรมบังคับคดี เว็บไซต์กรมบังคับคดี (led.go.th)
  • ถ้าต้องเลือกอย่างเดียวระหว่าง "ลดหนี้เพื่อจบเร็ว" กับ "ฟ้องเต็มจำนวน" ควรคิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?
  • มีวิธีทำให้การบังคับคดีเร็วขึ้นตั้งแต่ก่อนฟ้องอย่างไร?

ต้องการคำแนะนำทางกฎหมาย?

เชื่อมต่อกับทนายความที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ของคุณเพื่อรับคำแนะนำส่วนบุคคล

ไม่มีข้อผูกมัดในการจ้าง บริการฟรี 100%

เชื่อมต่อกับทนายความผู้เชี่ยวชาญ

รับคำแนะนำทางกฎหมายส่วนบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการตรวจสอบในพื้นที่ของคุณ

SB Law Asia Logo
SB Law Asia
กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี 2014
ทนายความ 9 คน
ฟรี 30 minutes
คดีความและข้อพิพาท ธุรกิจ กฎหมายบริษัทและการค้า +1 เพิ่มเติม
โทรเลย

ทนายความทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบอนุญาตและผ่านการตรวจสอบพร้อมประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้

ค้นหาทนายความ

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
ข้อมูลที่ให้ไว้ในหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย แม้ว่าเราจะพยายามตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเนื้อหา แต่ข้อมูลทางกฎหมายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา และการตีความกฎหมายอาจแตกต่างกันไป คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อขอคำแนะนำเฉพาะสำหรับสถานการณ์ของคุณเสมอ

เราปฏิเสธความรับผิดทั้งหมดสำหรับการกระทำที่ทำหรือไม่ทำตามเนื้อหาในหน้านี้ หากคุณเชื่อว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องหรือล้าสมัย โปรด ติดต่อเรา และเราจะตรวจสอบและแก้ไขตามความเหมาะสม