- เริ่มจาก "ตรวจสัญญา + หลักฐานหนี้ค้าง" ให้พร้อมก่อนทวงถามหรือฟ้อง เพื่อไม่เสียเวลาและเพิ่มโอกาสชนะคดี
- ส่งหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุยอดหนี้ ดอกเบี้ย กำหนดชำระ และทางเลือกประนอมหนี้ พร้อมเก็บหลักฐานการส่ง
- เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด/ศาลแขวง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีที่เข้าเงื่อนไข) และเตรียมคำฟ้องให้ "เล่าเรื่อง-อ้างสัญญา-คำนวณยอด" ชัดเจน
- ชนะคดีแล้วต้อง "ขอให้บังคับคดี" ผ่านกรมบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์/อายัดบัญชี/ขายทอดตลาด ไม่ใช่ชนะแล้วได้เงินทันที
- การว่าจ้างทนายคุ้มค่าที่สุดเมื่อทำ "การประเมินทรัพย์ลูกหนี้ + โอกาสเก็บเงินจริง" ก่อนเดินคดี
จุดประสงค์หลักของผู้อ่านบทความนี้คือ "ลงมือทำ (Do)" และ "เข้าใจ (Know)" ขั้นตอนฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดีในประเทศไทย โดยเป็นบริบท B2B (เจ้าหนี้-ลูกหนี้เป็นธุรกิจ) ซึ่งมักต้องการความเร็ว ความแน่นของเอกสาร และการประเมินความคุ้มค่าทางการเงินก่อนเดินคดี
หนี้ธุรกิจผิดนัดชำระในไทย เจ้าหนี้ควรเริ่มอย่างไรให้เก็บเงินจริงได้?
เริ่มจากทำ 2 อย่างพร้อมกัน: (1) ตรวจสัญญาและหลักฐานให้ "ขึ้นศาลได้" และ (2) ส่งหนังสือทวงถามแบบมีโครงสร้างเพื่อเปิดทางเจรจาและปูหลักฐานก่อนฟ้อง เป้าหมายไม่ใช่แค่ชนะคดี แต่ต้องวางแผนถึงขั้นยึด/อายัดเพื่อให้ได้เงินคืนจริง
- แยกให้ชัดว่าเป็น "หนี้ตามสัญญาอะไร" (ซื้อขาย/บริการ/กู้ยืม/จ้างทำของ/เช่า ฯลฯ) เพราะมีรายละเอียดการพิสูจน์ต่างกัน
- ตั้ง "แฟ้มคดี" ตั้งแต่วันแรก: สัญญา, PO/ใบสั่งงาน, ใบส่งมอบ, ใบแจ้งหนี้, หลักฐานชำระบางส่วน, ข้อความแชต/อีเมลยอมรับหนี้
- เลือกยุทธศาสตร์: จะเน้น "ปิดดีลประนอมหนี้" (เร็ว-ต้นทุนต่ำกว่า) หรือ "ฟ้อง+ขอคุ้มครองชั่วคราว" (ถ้าเสี่ยงยักย้ายทรัพย์)
- ลูกหนี้มีทรัพย์ในไทยที่ยึด/อายัดได้หรือไม่ (บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, รถ, เครื่องจักร, ที่ดิน)?
- สัญญามีเงื่อนไขอนุญาโตตุลาการหรือศาลที่ตกลงไว้หรือไม่?
ต้องตรวจสัญญาและหลักฐานการค้างชำระหนี้อะไรบ้างถึงจะพร้อมใช้ในศาล?
หัวใจคือพิสูจน์ 4 เรื่อง: มีสัญญาจริง, ส่งมอบ/ทำงานจริง, ถึงกำหนดชำระแล้ว, และยังไม่ชำระ (หรือชำระไม่ครบ) ถ้าหลักฐาน "ปิดช่องโหว่" ได้ตั้งแต่ต้น โอกาสชนะคดีและต่อรองจะสูงขึ้น
| สิ่งที่ศาลมักดู | ตัวอย่างหลักฐานที่ช่วยได้ | ข้อควรระวังที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| สัญญา/ข้อตกลง | สัญญาลงนาม, ใบเสนอราคา+การตอบรับ, ข้อกำหนดการสั่งซื้อ (PO) | ลงนามไม่ครบอำนาจ, เงื่อนไขราคา/งานไม่ชัด, ไม่มีข้อกำหนดดอกเบี้ย/เบี้ยปรับ |
| การส่งมอบ/ผลงาน | ใบส่งของ, ใบตรวจรับงาน, รายงานส่งมอบ, หลักฐานเข้าไซต์งาน | ส่งมอบบางส่วนแต่คิดเงินเต็ม, ลูกหนี้อ้างงานไม่เรียบร้อย |
| ยอดหนี้และกำหนดชำระ | ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, ตารางงวดชำระ, statement | คำนวณดอกเบี้ยผิดฐาน, ไม่ระบุวันเริ่มคิดดอกเบี้ย |
| การผิดนัด/การทวงถาม | หนังสือทวงถาม, อีเมลยอมรับหนี้, บันทึกประชุมเจรจา | ทวงแบบปากเปล่าไม่มีหลักฐาน, เงื่อนไขผ่อนชำระใหม่ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร |
- ถ้าสัญญาเป็นภาษาอังกฤษหรือมีคู่สัญญาต่างชาติ ให้เตรียมประเด็นเรื่องที่อยู่การส่งเอกสารและเอกสารประกอบให้ครบตั้งแต่แรก
- ถ้ามีการตกลงผ่อนชำระใหม่ ควรทำเอกสาร "ปรับโครงสร้างหนี้" ให้ชัดว่าแทนที่ข้อตกลงเดิมบางส่วนอย่างไร
- มีเอกสารไหนที่ยังขาดเพื่อปิดช่อง "ส่งมอบแล้วจริงหรือไม่"?
- ควรทำ "สรุปยอดหนี้ (debt schedule)" แบบไหนให้ศาลอ่านง่าย?
ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรในไทยควรทำอย่างไร (หนังสือทวงถาม/เจรจาประนอมหนี้)?
หนังสือทวงถามที่ดีควรทำให้ลูกหนี้ "เห็นยอด-เห็นหลักฐาน-เห็นเส้นตาย-เห็นทางเลือก" และต้องเก็บหลักฐานการส่งทุกครั้ง เพื่อใช้ยืนยันการผิดนัดและความพยายามแก้ไขก่อนฟ้อง
- โครงสร้างหนังสือทวงถามที่ใช้ได้จริง
- อ้างอิงสัญญา/ใบสั่งซื้อ/ใบแจ้งหนี้ และสรุปเหตุที่เป็นหนี้
- ระบุยอดหนี้คงค้าง แยกเงินต้น/ดอกเบี้ย/ค่าปรับ (ถ้ามี) และวิธีคำนวณแบบอ่านง่าย
- กำหนดวันชำระที่ชัดเจน และช่องทางชำระ
- เสนอทางเลือกประนีประนอม เช่น ผ่อนชำระเป็นงวด, ชำระบางส่วนเพื่อหยุดดอกเบี้ยบางส่วน, วางหลักประกัน/บุคคลค้ำ
- แจ้งว่าจะดำเนินคดีหากไม่ชำระภายในกำหนด
- หลักฐานการส่งที่ควรเก็บ: สำเนาหนังสือ, หลักฐานส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน/EMS, หลักฐานรับอีเมล, บันทึกการส่งเอกสารให้กรรมการ/ผู้มีอำนาจลงนาม
- ถ้าเป้าหมายคือ "เก็บเงินเร็ว" ให้ทำข้อเสนอแบบมีแรงจูงใจ เช่น ส่วนลดดอกเบี้ยหากชำระภายใน X วัน แต่หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด
- ควรให้ลูกหนี้ลงนาม "รับสภาพหนี้" หรือทำ "ตารางผ่อน" แบบไหนถึงจะบังคับได้ง่าย?
- กรณีลูกหนี้ขอเลื่อนตลอด ควรตั้งเงื่อนไขหลักประกันอะไรเพิ่ม?
ยื่นฟ้องคดีผิดนัดชำระหนี้ต้องไปศาลแพ่งหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ?
โดยหลัก หนี้ธุรกิจจากสัญญาทั่วไปมักฟ้องคดีแพ่งในศาลที่มีอำนาจตามประเภทคดีและเขตอำนาจศาล แต่ถ้าข้อพิพาทเข้าเงื่อนไข "การค้าระหว่างประเทศ" หรือเกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญา/ธุรกรรมระหว่างประเทศบางลักษณะ อาจต้องพิจารณาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
- ตัวอย่างสถานการณ์ที่มักจบที่ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด/ศาลแขวง
- ซื้อขายสินค้าในประเทศ/ให้บริการในประเทศ แล้วลูกหนี้ไม่จ่าย
- สัญญาจ้างทำของ/รับเหมา/บริการ B2B ที่ไม่ได้เข้าลักษณะคดีเฉพาะอื่น
- ตัวอย่างสัญญาณว่าควรเช็คศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
- คู่สัญญาต่างชาติ, ส่งออก-นำเข้า, เงื่อนไขส่งมอบ/ชำระเงินระหว่างประเทศ, เอกสารการค้าระหว่างประเทศ
- ข้อพิพาทผูกกับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาหรือเทคโนโลยีที่เป็นประเด็นหลักของคดี
- ยื่นฟ้องทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ในหลายกรณีผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรม ซึ่งช่วยลดการเดินทางและติดตามเอกสารได้สะดวกขึ้น (coj.go.th)
ลิงก์ที่ใช้งานบ่อย: ระบบ e-Filing ศาลยุติธรรม
- ถ้าสัญญามีข้อกำหนด "ศาลที่ตกลงกัน" หรือ "อนุญาโตตุลาการ" ต้องเดินตามนั้นหรือไม่?
- ควรขอ "คุ้มครองชั่วคราว" เพื่อกันยักย้ายทรัพย์ได้อย่างไร?
ชนะคดีแล้วขอคำบังคับ ยึดทรัพย์ อายัดบัญชี และประมูลขาย ทำอย่างไรถึงจะได้เงินจริง?
หลังมีคำพิพากษา เจ้าหนี้ต้องเข้าสู่ขั้น "บังคับคดี" โดยยื่นเรื่องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง แล้วนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดหรือรับเงินจากการอายัด ขั้นนี้มักเป็นตัวตัดสินว่าเก็บเงินได้มากน้อยแค่ไหน
- ทำความเข้าใจคำสำคัญก่อน
- "หมายบังคับคดี" คือคำสั่งศาลที่แต่งตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา (opendata.led.go.th)
- "เจ้าพนักงานบังคับคดี" เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมบังคับคดีที่มีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนบังคับคดีแพ่ง (led.go.th)
- ภาพรวมลำดับงานที่เจ้าหนี้ควรวางแผน
- เตรียมเอกสารหลังชนะคดี (คำพิพากษา/คำสั่ง, รายการยอดหนี้คงเหลือ, คำขอให้บังคับคดี)
- ชี้เป้าทรัพย์ให้ได้มากที่สุด (บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, รถ/เครื่องจักร, ที่ดิน, หุ้น) เพราะการ "รู้ทรัพย์" เร็ว มักทำให้เก็บเงินเร็ว
- ขอ "อายัด" เพื่อดึงเงินที่อยู่ในมือบุคคลที่สาม (เช่น ธนาคาร/ลูกค้าของลูกหนี้) หรือขอ "ยึด" ทรัพย์เพื่อนำออกขาย
- เมื่อยึดได้แล้ว กระบวนการขายทอดตลาด/จัดสรรเงิน และเจ้าหนี้ยื่นขอรับเงินตามขั้นตอน
- ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่คนมักไม่รู้: กรณียึดสังหาริมทรัพย์ (เช่น รถหรือทรัพย์มีทะเบียนบางประเภท) มักมีค่าใช้จ่ายขั้นต้นตามที่กรมบังคับคดีระบุไว้ และมีกรณีตัวอย่างค่าใช้จ่าย 1,500 บาทในคู่มือความรู้ของกรมบังคับคดี (live.led.go.th)
- ข้อควรรู้เรื่อง "อายัดเงินเดือน/ค่าจ้าง" (กรณีลูกหนี้เป็นบุคคล): มีเกณฑ์เงินที่ต้องเหลือไว้ขั้นต่ำ และอัตราที่อายัดได้ในบางประเภทเงินได้ ซึ่งกรมบังคับคดีเผยแพร่แนวทางไว้ (live.led.go.th)
หน่วยงานหลักที่ทำเรื่องยึด/อายัด/ขายทอดตลาด: กรมบังคับคดี
- ถ้าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ในชื่อบริษัท แต่มีทรัพย์ในชื่อกรรมการ จะทำอย่างไรได้บ้าง?
- อายัด "ลูกหนี้การค้า" (เงินที่คนอื่นต้องจ่ายให้ลูกหนี้) ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อให้ศาล/เจ้าพนักงานทำงานเร็ว?
กลยุทธ์การว่าจ้างทนายความเพื่อประเมินความคุ้มค่าและโอกาสได้เงินคืน ควรดูอะไรบ้าง?
คดีหนี้ธุรกิจที่ดีไม่ใช่แค่ "ฟ้องชนะ" แต่ต้อง "คุ้มต้นทุนและเก็บเงินจริงได้" ทนายที่เหมาะควรช่วยคุณประเมินเอกสาร ช่องทางบังคับคดี และแผนการเจรจาที่ทำให้ลูกหนี้ยอมจ่ายเร็วที่สุด
- คำถามคัดกรองก่อนว่าจ้าง (ช่วยประเมินความคุ้มค่า)
- คดีนี้ "ชนะง่าย" หรือ "มีประเด็นสู้" ตรงไหน (ส่งมอบ/คุณภาพงาน/อำนาจลงนาม/เงื่อนไขชำระ)?
- ลูกหนี้มีทรัพย์ให้ยึด/อายัดจริงหรือไม่ และอยู่ที่ไหน?
- มีทาง "ชนะเร็ว" ไหม เช่น เอกสารยอมรับหนี้ชัด, มีการจ่ายบางส่วน, มีหลักประกัน
- เป้าหมายคือ "ได้เงินก้อน" หรือ "ยอมผ่อนให้จบ" และรับความเสี่ยงได้แค่ไหน
- รูปแบบค่าทนายที่พบบ่อยในคดีหนี้ธุรกิจ
- เหมาจ่ายเป็นขั้น (ทวงถาม/ยื่นฟ้อง/สืบพยาน/บังคับคดี)
- เหมาจ่าย + Success fee (ขึ้นกับเงื่อนไขและความเหมาะสมของคดี)
- สิ่งที่มักทำให้ "เสียเงินฟรี" หากไม่ประเมินก่อน: ฟ้องไปทั้งที่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์/ปิดบริษัท/ยักย้ายทรัพย์แล้ว หรือเอกสารหลักฐานยังไม่พอทำให้คดีเดินช้า
- ควรเริ่มจากส่งทนายทำหนังสือทวงถามก่อน หรือยื่นฟ้องทันทีดี?
- ถ้าต้องการอายัดบัญชีให้เร็ว ต้องเตรียมข้อมูลธนาคาร/สาขา/เลขบัญชีแค่ไหน?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเมื่อฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดีในไทยคืออะไร?
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยทำให้เจ้าหนี้เสียทั้งเวลาและโอกาสเก็บเงิน เช่น คิดว่าชนะคดีแล้วจะได้เงินทันที หรือทวงหนี้แบบไม่มีหลักฐานจนคดีอ่อนแรงตั้งแต่ต้น การแก้ให้ถูกตั้งแต่แรกมักประหยัดกว่าการตามแก้ระหว่างคดี
- คิดว่า "ชนะคดี = ได้เงินทันที"
- ความจริง: หลังชนะคดีต้องเข้าสู่กระบวนบังคับคดีเพื่อยึด/อายัดและจัดสรรเงิน จึงควรวางแผนเรื่องทรัพย์ลูกหนี้ตั้งแต่ก่อนฟ้อง
- ทวงหนี้แบบปากเปล่าหรือแชตสั้นๆ แล้วไม่เก็บหลักฐานการส่ง
- ความจริง: หนังสือทวงถามที่มีโครงสร้างและหลักฐานการส่งช่วยทั้งการเจรจาและการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี
- คำนวณยอดหนี้/ดอกเบี้ยแบบไม่เป็นระบบ
- ความจริง: การทำตารางยอดหนี้ที่ตรวจสอบได้ช่วยให้คำฟ้องชัด ลดข้อโต้แย้ง และทำให้ศาลอ่านง่าย
- ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ย จะคำนวณและขอในคำฟ้องอย่างไร?
- ควรทำอย่างไรหากลูกหนี้อ้าง "งานมีปัญหา" เพื่อไม่จ่าย?
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องหนี้ธุรกิจผิดนัดชำระและบังคับคดีในไทยมีอะไรบ้าง?
คำถามด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการอายัดบัญชีเป็น 3 เรื่องที่เจ้าหนี้ธุรกิจถามมากที่สุด เพราะกระทบกระแสเงินสดโดยตรง คำตอบด้านล่างช่วยให้คุณวางแผนก่อนเริ่มเดินเรื่องได้ชัดขึ้น
ถ้าอีกฝ่ายไม่รับหนังสือทวงถาม ยังฟ้องได้ไหม?
ฟ้องได้ เพราะสิทธิฟ้องเกิดจากการผิดนัดตามสัญญา ไม่ได้ขึ้นกับการรับหนังสือทวงถาม แต่คุณควรมีหลักฐานว่าได้พยายามส่งแล้ว (เช่น หลักฐานไปรษณีย์/อีเมล) เพื่อประกอบข้อเท็จจริงและช่วยการเจรจา
ยื่นฟ้องออนไลน์ได้หรือไม่?
หลายคดีสามารถยื่นเอกสารผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรมได้ ช่วยลดการเดินทางและติดตามเอกสารได้สะดวก (coj.go.th)
ชนะคดีแล้วต้องทำอะไรเพื่อเริ่มยึดทรัพย์/อายัดบัญชี?
ต้องยื่นเรื่องเข้าสู่ขั้นบังคับคดีเพื่อให้ศาลออกคำสั่ง/หมายที่เกี่ยวข้อง แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องต่อบุคคลที่สาม "หมายบังคับคดี" เป็นกลไกสำคัญในขั้นนี้ (opendata.led.go.th)
ค่าใช้จ่ายบังคับคดีต้องเตรียมอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปมีทั้งค่าใช้จ่ายศาล/เอกสาร และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยึดหรืออายัดตามขั้นตอนของกรมบังคับคดี ซึ่งมีตัวอย่างค่าใช้จ่ายในบางกรณี (เช่น ยึดสังหาริมทรัพย์) ที่ถูกระบุไว้ในเอกสารความรู้ของกรมบังคับคดี (live.led.go.th)
ถ้าลูกหนี้เป็น "บริษัท" อายัดเงินเดือนใช้ได้ไหม?
โดยหลักการอายัดเงินเดือนเกี่ยวกับรายได้ของ "บุคคล" หากลูกหนี้เป็นบริษัท เจ้าหนี้มักใช้การอายัดบัญชีธนาคารหรืออายัดลูกหนี้การค้าแทน ส่วนเกณฑ์การอายัดรายได้ของบุคคลและเงินที่ต้องเหลือไว้ขั้นต่ำ กรมบังคับคดีมีเผยแพร่แนวทางไว้ (live.led.go.th)
เมื่อไหร่ควรจ้างทนายความเพื่อฟ้องหนี้ธุรกิจและบังคับคดี?
ควรจ้างทนายเมื่อยอดหนี้มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ, เอกสารมีความซับซ้อน, หรือคุณต้องการแผนบังคับคดีที่ "ชี้ทรัพย์-อายัดเร็ว-กันยักย้ายทรัพย์" เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยในคำฟ้องหรือเอกสารแนบอาจทำให้คดีช้าและเสียจังหวะเก็บเงิน
- สัญญามีหลายฉบับ/หลายงวด/มีการแก้ไขงานหลายครั้ง
- ลูกหนี้เริ่มปิดกิจการ ย้ายสำนักงาน เปลี่ยนกรรมการ หรือมีสัญญาณยักย้ายทรัพย์
- คดีเกี่ยวพันต่างประเทศ หรือคุณไม่มั่นใจเรื่องศาลที่มีอำนาจ
- ต้องการเจรจาประนอมหนี้แบบ "ล็อกเงื่อนไขให้บังคับได้" ลดโอกาสผิดนัดซ้ำ
- ควรให้ทนายทำ "สืบทรัพย์เชิงพาณิชย์" อะไรบ้างก่อนยื่นฟ้อง?
- ควรวางงบประมาณคดีเป็นรายขั้นอย่างไรเพื่อคุมความเสี่ยง?
ขั้นตอนต่อไปถ้าคุณเป็นเจ้าหนี้และอยากเริ่มเดินเรื่องทันทีคืออะไร?
ให้เริ่มจากรวบรวมเอกสารให้ครบ ทำสรุปยอดหนี้หนึ่งหน้า และตัดสินใจว่าจะ "เจรจาแบบมีเงื่อนไข" ก่อนหรือ "ฟ้องพร้อมแผนบังคับคดี" เลย จากนั้นกำหนดไทม์ไลน์และผู้รับผิดชอบภายในองค์กรเพื่อไม่ให้เอกสารตกหล่น
- รวบรวม: สัญญา/PO/ใบส่งมอบ/ใบแจ้งหนี้/หลักฐานค้างชำระ/การสื่อสารที่ยอมรับหนี้
- ทำ "สรุปยอดหนี้" (เงินต้น-ดอกเบี้ย-ยอดคงเหลือ-วันเริ่มผิดนัด) ให้ตรวจได้
- ร่างและส่งหนังสือทวงถาม พร้อมเก็บหลักฐานการส่ง
- ประเมินทรัพย์ลูกหนี้ที่คาดว่าอายัด/ยึดได้ (บัญชีธนาคาร, ลูกหนี้การค้า, ทรัพย์มีทะเบียน, อสังหา)
- เลือกช่องทาง: ยื่นฟ้องที่ศาลที่มีอำนาจ (พิจารณาใช้ e-Filing หากเหมาะสม) (coj.go.th)
- เมื่อมีคำพิพากษา เตรียมเข้าสู่ขั้นบังคับคดีผ่านกรมบังคับคดี เว็บไซต์กรมบังคับคดี (led.go.th)
- ถ้าต้องเลือกอย่างเดียวระหว่าง "ลดหนี้เพื่อจบเร็ว" กับ "ฟ้องเต็มจำนวน" ควรคิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?
- มีวิธีทำให้การบังคับคดีเร็วขึ้นตั้งแต่ก่อนฟ้องอย่างไร?