ค้นหาคู่มือกฎหมายและแหล่งข้อมูล
ค้นหาคู่มือกฎหมายและแหล่งข้อมูลจากทนายความผู้เชี่ยวชาญ
37 articles found
ตั้งมูลนิธิหรือสมาคมการกุศลในไทย: ขั้นตอนกฎหมายที่ผู้บริจาคและผู้ก่อตั้งต้องรู้ การจัดตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทยเป็นวิธีที่ทรงพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) หรือการสานต่อเจตนารมณ์ส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความตั้งใจดีให้กลายเป็นนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจในระเบียบปฏิบัติของราชการไทยอย่างละเอียด PRESERVED_BLOCK_0 มูลนิธิกับสมาคมการกุศลต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย? การเลือกรูปแบบองค์กรขึ้นอยู่กับโครงสร้างการบริหารและเป้าหมายระยะยาว มูลนิธิ (Foundation) คือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะโดยไม่มีสมาชิก ส่วนสมาคม (Association) คือการรวมตัวกันของบุคคลเพื่อกระทำการร่วมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีระบบสมาชิกและข้อบังคับที่ชัดเจน ในทางกฎหมายไทย ความแตกต่างที่สำคัญมีดังนี้: คุณลักษณะ มูลนิธิ (Foundation) สมาคม (Association) โครงสร้าง เน้นที่ "กองทุน" หรือ "ทรัพย์สิน" เน้นที่...
เริ่มจาก "ตรวจสัญญา + หลักฐานหนี้ค้าง" ให้พร้อมก่อนทวงถามหรือฟ้อง เพื่อไม่เสียเวลาและเพิ่มโอกาสชนะคดี ส่งหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุยอดหนี้ ดอกเบี้ย กำหนดชำระ และทางเลือกประนอมหนี้ พร้อมเก็บหลักฐานการส่ง เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด/ศาลแขวง หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีที่เข้าเงื่อนไข) และเตรียมคำฟ้องให้ "เล่าเรื่อง-อ้างสัญญา-คำนวณยอด" ชัดเจน ชนะคดีแล้วต้อง "ขอให้บังคับคดี" ผ่านกรมบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์/อายัดบัญชี/ขายทอดตลาด ไม่ใช่ชนะแล้วได้เงินทันที การว่าจ้างทนายคุ้มค่าที่สุดเมื่อทำ "การประเมินทรัพย์ลูกหนี้ + โอกาสเก็บเงินจริง" ก่อนเดินคดี จุดประสงค์หลักของผู้อ่านบทความนี้คือ "ลงมือทำ...
ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยมักเริ่มจาก "อำนาจควบคุม + เงินปันผล/เงินบริษัท + ทางออกการขายหุ้น" และยิ่งปล่อยนานยิ่งกระทบการดำเนินงาน เอกสาร 3 ชุดที่ต้องหยิบมาดูก่อนตัดสินใจ "เดินเกม" คือ ข้อบังคับบริษัท/หนังสือบริคณห์สนธิ, ทะเบียนผู้ถือหุ้น/รายการผู้ถือหุ้น, และรายงานการประชุม-มติผู้ถือหุ้น/คณะกรรมการ ทางเลือกก่อนขึ้นศาลที่ช่วย "ไม่ให้ธุรกิจชะงัก" ได้แก่ การเจรจาแบบมีกรอบ, ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องในศาลยุติธรรม), และอนุญาโตตุลาการ (ถ้ามีข้อตกลงรองรับ) เมื่อจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมาย มักเจอ 2 แนวหลัก: ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุม/ยับยั้งการดำเนินการที่ไม่ชอบ และเรียกค่าเสียหายจากกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้อง จุดตัดสินใจสำคัญคือ...
บทความนี้เหมาะกับผู้ถือหุ้น ผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้บริหารใน "บริษัทไทย" (B2B) ที่ต้องการแก้ข้อพิพาทเรื่องอำนาจบริหาร ปันผล หรือการโอนหุ้น ก่อนธุรกิจเสียหายหนัก เริ่มจาก "เอกสารให้ถูกชุด" (ข้อบังคับ/หนังสือบริคณห์สนธิ/สัญญาผู้ถือหุ้น/รายงานประชุม/บัญชีผู้ถือหุ้น) เพราะข้อพิพาทส่วนใหญ่แพ้ชนะกันที่หลักฐานและขั้นตอนการประชุม ทางเลือกก่อนฟ้องศาลที่ใช้ได้จริงคือ เจรจาแบบมีกรอบ ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง) และอนุญาโตตุลาการ หากสัญญากำหนดไว้ เมื่อจำเป็น ผู้ถือหุ้นมักใช้ "สิทธิเรียกประชุม-คัดค้าน/ขอให้แก้บันทึก-ทักท้วงมติ-ขอเพิกถอนมติ-เรียกค่าเสียหาย" โดยต้องคุมเส้นตายและทำให้ถูกกระบวน สัญญา/ข้อบังคับที่ดีตั้งแต่แรก (deadlock, buy-sell, reserved matters, information...
อย่าปล่อยให้ "เส้นตายยื่นคำให้การ" หลุดมือ: โดยทั่วไปจำเลยต้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือภายใน 15 วันนับแต่ได้รับหมายเรียกและคำฟ้อง 30 วันแรกควรโฟกัส 3 เรื่องพร้อมกัน: อ่านเอกสารให้รู้ศาล/ข้อเรียกร้อง, ล็อกหลักฐานธุรกิจ, และวางแผนทนาย+กลยุทธ์เจรจา ตั้ง "ทีมรับมือคดี" ภายในองค์กรทันที (ผู้มีอำนาจลงนาม + บัญชี + เซลส์/โปรเจกต์ + IT) เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารให้ทัน เก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบและหยุดการลบข้อมูล: สัญญา ใบแจ้งหนี้ อีเมล แชต เอกสารส่งมอบ...
คดีหนี้ธุรกิจ "ชนะคดี" ยังไม่เท่ากับ "ได้เงิน" ต้องวางแผนตั้งแต่ก่อนฟ้อง: ตรวจสัญญา-หลักฐาน และประเมินทรัพย์ของลูกหนี้ เริ่มจากทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรและเจรจาประนอมหนี้อย่างมีหลักฐาน เพื่อเพิ่มโอกาสปิดหนี้เร็วและลดต้นทุนคดี เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง vs ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ) โดยดู "ข้อพิพาทจริง" และเงื่อนไขระงับข้อพิพาทในสัญญา หลังชนะคดี ต้องยื่นขอ "คำบังคับ/หมายบังคับคดี" แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ อายัดบัญชี และขายทอดตลาด คุ้มไม่คุ้มให้ดู 3 ตัวแปร: โอกาสชนะคดี + โอกาสเจอทรัพย์ + ระยะเวลา/ค่าใช้จ่ายทั้งหมด...
ก่อนฟ้องคดี เจ้าหนี้ควร "ตรวจสัญญา + หลักฐานหนี้ค้าง" ให้ครบ เพื่อพิสูจน์จำนวนหนี้ วันครบกำหนด และเงื่อนไขดอกเบี้ย/ค่าปรับได้ชัดในศาล เริ่มจากหนังสือทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษรและการเจรจาประนอมหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสได้เงินเร็วและลดต้นทุน เลือกศาลให้ถูก (ศาลแพ่ง/ศาลจังหวัด หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในคดีเข้าข่าย) และเตรียมคำฟ้อง/เอกสารให้พร้อม ชนะคดีแล้ว "ยังไม่ได้เงินทันที" ต้องเข้าสู่ขั้นตอนบังคับคดี เช่น ขอคำบังคับ/ยึดทรัพย์/อายัดบัญชี/ขายทอดตลาด กลยุทธ์สำคัญคือประเมิน "โอกาสได้เงินจริง" จากทรัพย์/บัญชี/ลูกหนี้ร่วม/หลักประกัน ก่อนตัดสินใจลงทุนค่าทนายและค่าดำเนินการ บทความนี้เหมาะกับใคร และคุณกำลังค้นหาอะไรเกี่ยวกับการฟ้องหนี้ธุรกิจในไทย? บทความนี้ตอบโจทย์หลักเป็น "ลงมือทำ (Do)" สำหรับเจ้าหนี้ธุรกิจที่ต้องการฟ้องเรียกเงินและไปให้ถึงการยึด/อายัดทรัพย์ในประเทศไทยอย่างเป็นขั้นตอน...
ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในไทยมัก "บานปลาย" เพราะเอกสารสิทธิไม่ชัด การสื่อสารไม่เป็นระบบ และการประชุม/มติไม่ถูกขั้นตอน เอกสารที่ต้องดูเป็นอันดับแรกคือ หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สัญญาผู้ถือหุ้น และรายงานการประชุม ก่อนฟ้องศาล มักมีทางเลือกที่คุ้มกว่า เช่น เจรจาแบบมีหลักฐาน ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และอนุญาโตตุลาการ (ถ้ามีข้อตกลง) ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยยังมี "เครื่องมือ" ตามกฎหมาย เช่น ขอเรียกประชุมวิสามัญ เพิกถอนมติที่ประชุม และเรียกค่าเสียหายเมื่อมีการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ จุดตัดสำคัญคือ "เวลา" โดยเฉพาะกรณีขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมที่ผิดระเบียบ มักมีกรอบเวลาสั้น ข้อพิพาทผู้ถือหุ้นในบริษัทไทยคืออะไร...
อย่าเพิ่งตอบโต้ด้วยอารมณ์: 48-72 ชั่วโมงแรกควร "อ่านเอกสารให้ครบ + ล็อกเส้นตาย + กันความเสียหายของหลักฐาน" เส้นตายสำคัญที่สุดคือกำหนด "ยื่นคำให้การ/คำคัดค้าน" ที่ระบุในหมายเรียก หากปล่อยให้ขาดนัดอาจถูกพิพากษาโดยขาดนัดได้ เริ่มรวบรวมหลักฐานธุรกิจทันที: สัญญา ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หนังสือทวงถาม อีเมล/แชต และเอกสารบัญชีต้องเชื่อม "ข้อเท็จจริง-ยอดเงิน-วันเวลา" ให้ชัด เลือกทนายคดีการค้าโดยดู "ประสบการณ์ในศาล + ความเข้าใจธุรกิจ + กลยุทธ์การเจรจาควบคู่การสู้คดี" มากกว่าดูราคาอย่างเดียว ภายใน 30...
คดีการค้า/ธุรกิจในไทย "อุทธรณ์ได้" แต่ต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง และยื่นผ่านศาลชั้นต้น ไม่ใช่ยื่นตรงศาลอุทธรณ์ การอุทธรณ์ "ไม่ทำให้หยุดบังคับคดีอัตโนมัติ" หากเสี่ยงถูกยึดทรัพย์/อายัดบัญชี ต้องพิจารณายื่นคำขอทุเลาการบังคับคดีและเตรียมหลักประกัน ประเด็นที่จะยกขึ้นอุทธรณ์ต้องเขียนให้ชัด (ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมาย) และโดยหลักควรเป็นประเด็นที่เคยยกสู้กันในศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องรีบ "อ่านสำนวน" และคัดประเด็นให้คม บางคดี "อุทธรณ์ข้อเท็จจริงถูกจำกัด" โดยเฉพาะคดีทุนทรัพย์ไม่สูง (เช่น ไม่เกิน 50,000 บาท หรือเพดานตามพระราชกฤษฎีกา) มักอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้หากไม่มีความเห็นแย้ง/คำรับรอง/ใบอนุญาต การตัดสินใจอุทธรณ์ควรชั่ง "โอกาสกลับคำพิพากษา vs เวลาและต้นทุน"...
หมายศาลคดีแพ่ง/พาณิชย์มักมาพร้อม "หมายเรียก" และ "สำเนาคำฟ้อง" และนับเวลาเดินทันทีเมื่อมีการส่งหมายโดยชอบ โดยหลักทั่วไป จำเลยต้องยื่น "คำให้การ" ภายใน 15 วันหลังได้รับหมายเรียกและคำฟ้อง หากนิ่งเฉยเสี่ยงถูกพิพากษาแพ้โดยขาดนัดยื่นคำให้การ 24-72 ชั่วโมงแรกควรตรวจสอบความถูกต้องของหมายศาล สรุปประเด็นพิพาท และ "กันพยานหลักฐาน" (อีเมล แชต ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ฯลฯ) เตรียมเอกสารธุรกิจให้ครบจะช่วยให้ทนายประเมินทางเลือกได้เร็ว: สู้คดี, ยกข้อต่อสู้ทางกฎหมาย, ฟ้องแย้ง, หรือเจรจาไกล่เกลี่ย คดีธุรกิจในไทยมีโอกาสจบด้วยการประนีประนอม/ไกล่เกลี่ยได้ แต่ต้องทำให้ทันกำหนดเวลาและไม่เสีย "ตำแหน่งต่อรอง"...
คดีการค้าในไทย "อุทธรณ์" ต้องยื่นเป็นหนังสือต่อศาลชั้นต้นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง (โดยหลักอ้างอิงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229) และมักมีเงินที่ต้องวางศาลพร้อมกัน ทำให้การวางแผนต้องเริ่มทันทีหลังแพ้คดี อุทธรณ์ที่ดีไม่ใช่การเล่าเรื่องใหม่ แต่คือการชี้ "จุดผิด" ของคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างมีโครงสร้าง แยกปัญหาข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมาย และอธิบายว่าควรแก้อย่างไร ชั้นอุทธรณ์โดยทั่วไปพิจารณาจากสำนวนเดิมเป็นหลัก ศาลอุทธรณ์จะรับพยาน/เอกสารใหม่เฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นและเกี่ยวข้องกับประเด็นที่อุทธรณ์ การอุทธรณ์ไม่ทำให้ "หยุดบังคับคดี" อัตโนมัติ หากเสี่ยงถูกยึดทรัพย์/อายัดบัญชี ต้องพิจารณาขอทุเลาการบังคับคดีและเตรียมหลักประกัน ค่าใช้จ่ายมักประกอบด้วยค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ เงินวางศาลบางประเภท ค่าใช้จ่ายเอกสาร/คัดถ่าย และค่าทนายความ ซึ่งควรประเมินเทียบกับ "โอกาสชนะ...
เมื่อได้รับ "หมายศาล" ในคดีธุรกิจ อย่าเพิกเฉย-โดยหลักต้องยื่น "คำให้การ" เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายและสำเนาคำฟ้อง ถ้าไม่ยื่นคำให้การ (ขาดนัด) โจทก์อาจขอให้ศาลพิพากษาโดยขาดนัดได้ ทำให้คุณเสียโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงและยกเอกสารต่อสู้คดี สิ่งที่ควรทำทันทีคือ: ตรวจวันนัด/กำหนดส่งคำให้การในหมาย, เก็บเอกสารสัญญา-การชำระเงิน-แชต/อีเมล, และให้ทนายตรวจ "คำฟ้อง" เพื่อวางกลยุทธ์ คดีธุรกิจจำนวนมากจบได้ด้วยการเจรจา/ไกล่เกลี่ย (รวมถึงไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของศาล) ซึ่งช่วยลดต้นทุน เวลา และความเสี่ยงต่อการถูกบังคับคดี ยิ่งปรึกษาทนายเร็ว ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น (เช่น ขอขยายเวลา ยื่นคัดค้านอำนาจศาล ต่อรองเงื่อนไขชำระ/ผ่อนชำระ หรือยื่นฟ้องแย้ง)...
ก่อนตัดสินใจฟ้องคดีธุรกิจในศาล คุณควรประเมินทั้งโอกาสชนะคดี ต้นทุนเวลา และค่าใช้จ่าย รวมถึงโอกาสในการเจรจาไกล่เกลี่ยนอกศาล ข้อพิพาททางธุรกิจที่พบบ่อย เช่น ค่าสินค้าและบริการค้างชำระ เช็คเด้ง สัญญาไม่เป็นไปตามข้อตกลง หุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้นขัดแย้งกัน การเลือกศาลแพ่ง ศาลจังหวัด หรือศาลแขวง ขึ้นกับมูลค่าข้อพิพาท (จำนวนเงินที่ฟ้อง) และเขตอำนาจศาลที่คู่กรณีมีภูมิลำเนาหรือสถานที่ชำระหนี้ การเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบก่อนพบทนาย เช่น สัญญา ใบสั่งซื้อ/ใบแจ้งหนี้ หลักฐานโอนเงิน อีเมล/แชต จะช่วยให้ทนายประเมินโอกาสคดีและค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน ขั้นตอนคดีแพ่งธุรกิจทั่วไปประกอบด้วย การยื่นฟ้อง รับหมาย แจ้งคู่ความ การยื่นคำให้การ การไกล่เกลี่ย...
เมื่อเกิดข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจไทยควรเริ่มจากการตรวจสัญญา โดยเฉพาะเงื่อนไขกฎหมายที่ใช้บังคับ (governing law) และข้อกำหนดเรื่องศาลหรืออนุญาโตตุลาการ การรวบรวมหลักฐานอย่างเป็นระบบ เช่น สัญญา ใบกำกับสินค้า หลักฐานการชำระเงิน และการสื่อสาร เป็นกุญแจสำคัญต่อทั้งการเจรจาและการดำเนินคดี การเลือกใช้อนุญาโตตุลาการ ศาลไทย หรือศาลต่างประเทศ ต้องพิจารณาจากสัญญา ค่าดำเนินการ ความเร็ว และโอกาสบังคับคดีในประเทศที่คู่ค้าตั้งอยู่ การบังคับคดีในต่างประเทศและการตามหาทรัพย์สินของคู่หนี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในประเทศนั้น และควรวางแผนตั้งแต่ก่อนเริ่มฟ้องคดีหรือเริ่มอนุญาโตตุลาการ การปรึกษาทนายความด้านการค้าระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยง พัฒนาแผนกลยุทธ์ และเพิ่มโอกาสในการเจรจายุติข้อพิพาทโดยไม่ต้องเสียเวลายืดเยื้อ ข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสำหรับธุรกิจไทย: ต้องเริ่มอย่างไร? เมื่อคู่ค้าต่างชาติไม่ชำระเงินหรือไม่ส่งมอบสินค้า ธุรกิจไทยไม่ควรรีบร้อน "ฟ้องก่อนคิด"...
กรรมการบริษัทต้องรับผิดอะไรในไทย? เคสจริงใน Thailand
Dec 11, 2025กรรมการบริษัทในไทยมีหน้าที่ทางกฎหมายชัดเจน ทั้งหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติตามกฎหมาย/ข้อบังคับ หากละเมิดอาจถูกฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) เป็นจุดเสี่ยงหลักของกรรมการ โดยเฉพาะธุรกรรมกับตนเอง/บุคคลที่เกี่ยวโยง หากไม่เปิดเผยและไม่เว้นว่างจากการลงมติอาจนำไปสู่คดีได้ คำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีชี้ชัดว่ากรรมการที่ลงมือหรือปล่อยปละละเลยจนบริษัทเสียหาย ต้องรับผิดชดใช้ และในบริษัทมหาชน/จดทะเบียนอาจมีโทษอาญาเพิ่มเติม การมีนโยบายคณะกรรมการที่ชัดเจน ระบบกำกับดูแลภายในที่ดี และประกันความรับผิดของกรรมการและผู้บริหาร (D&O insurance) ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวทางป้องกันที่ได้ผลมักรวมถึง: การบันทึกมติอย่างละเอียด การจัดการ conflict of interest ตามมาตรฐาน ก.ล.ต./ตลาดหลักทรัพย์ และการขอคำปรึกษาทางกฎหมายอย่างสม่ำเสมอ...
แก้ข้อพิพาทแรงงานในองค์กรอย่างไรให้จบดีใน Thailand
Dec 11, 2025ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานภายในองค์กรในไทย: ขั้นตอนและเทคนิคปฏิบัติ การตั้ง "นโยบายไกล่เกลี่ยภายในองค์กร" ที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ช่วยลดความเสี่ยงการฟ้องร้องแรงงานและสร้างความเชื่อมั่นให้พนักงาน กระบวนการที่ดีต้องมีโครงขั้นตอนตั้งแต่รับเรื่อง สืบข้อเท็จจริง นัดไกล่เกลี่ย ทำบันทึกข้อตกลง และติดตามผล พร้อมเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ผู้ไกล่เกลี่ยภายในควรมีความเป็นกลาง ได้รับการอบรมทักษะการเจรจา และไม่อยู่ในสายบังคับบัญชาตรงของคู่กรณี ควรหยุดไกล่เกลี่ยและเข้าสู่กลไกภายนอก (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ศาลแรงงาน ฯลฯ) เมื่อมีประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน การคุกคาม หรือคู่กรณีขาดความสมัครใจอย่างชัดเจน ไกล่เกลี่ยภายในหากออกแบบดี สามารถประหยัดต้นทุน (เงิน เวลา ทรัพยากรผู้บริหาร) และช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้โดยไม่เสียขวัญกำลังใจของทีมงาน บทความนี้เน้นกลุ่มผู้อ่านฝั่งนายจ้าง HR...
การนำเข้าอาหารเสริมและเครื่องสำอางในไทยอยู่ภายใต้กฎหมายหลัก 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก จุดชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจคือ "การจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง" (อาหารเสริม ยา หรือเครื่องสำอาง) เพราะกำหนดขั้นตอน เอกสาร ระยะเวลา และความเสี่ยงทางกฎหมายที่แตกต่างกัน อาหารเสริมนำเข้าโดยทั่วไปต้องขออนุญาตสถานที่นำเข้า + ขอเลข อย. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนเครื่องสำอางต้องขออนุญาตสถานที่นำเข้า + จดแจ้งเครื่องสำอางก่อนนำเข้าและจำหน่าย...
กรรมการบริษัทในไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายทั้งด้าน "ความระมัดระวังอย่างผู้ประกอบธุรกิจที่รอบคอบ" และ "ความซื่อสัตย์สุจริตต่อผลประโยชน์ของบริษัท" หากละเลยอาจต้องรับผิดทางแพ่งและอาญาส่วนตัว ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) เช่น ทำธุรกิจแข่งกับบริษัท หรือทำรายการกับกิจการของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุมัติอย่างถูกต้อง เป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่ศาลและหน่วยงานกำกับเพ่งเล็ง คำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีชี้ชัดว่า กรรมการไม่สามารถอ้าง "ไม่รู้เรื่อง" หากตามวิสัยของกรรมการที่รอบคอบ "ควรต้องรู้และต้องจัดการป้องกัน" อีกทั้งการเป็นเพียง "กรรมการชื่อ" ก็อาจไม่ช่วยลดความเสี่ยง บริษัทควรมีกฎบัตรคณะกรรมการ นโยบายเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ระบบกำกับดูแล และพิจารณาทำประกันความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ (D&O insurance) เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยง การป้องกันที่ดีที่สุดคือ...
ดีล Private Equity (PE) ในไทยนิยมใช้โครงสร้างหลายแบบ เช่น บริษัทร่วมลงทุน (SPV), private fund ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ และ Private Equity Trust ภายใต้กฎหมายทรัสต์ เพื่อให้เหมาะกับประเภทนักลงทุนและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ นักลงทุนต่างชาติต้องระวังข้อจำกัดภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act) ข้อห้ามถือครองที่ดิน และกฎควบคุมเงินตราต่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อสัดส่วนถือหุ้นและโครงสร้างดีล กองทุนและโครงสร้าง PE ที่อยู่ภายใต้สำนักงาน ก.ล.ต....